73 : การดำรงชีวิตอิสระกับการมีรายได้ (ฉบับย่อ ครับ)

สวัสดีครับ เพื่อนๆ ที่ได้อ่านบทความของผม ผมเคยเขียนบทความที่ 72 : การดำรงชีวิตอิสระกับการมีรายได้ เพื่อจะได้นำไปตีพิมพ์ในคอลัมน์ "ชีวิตอิสระ" แต่เนื่องจากเป็นบทความที่ยาวมาก ทางจุลสารมีพื้นที่เพียง 1 หน้าเท่านั้น เพื่อนคนพิการจึงช่วยปรับบทความให้ ผมจึงขออยากนำมาลงไว้ในบล็อกอีกครั้งครับ เพราะว่ากระชับ และสื่อความหมฝายได้เหมือนเดิม ลองอ่านกันอีกรอบนะครับ

..........................................................................

สวัสดีครับ เพื่อนๆ ที่ตามอ่านบทความในคอลัมน์"ชีวิตอิสระ"ของเรานะครับ วันนี้ผมอยากนำเสนอบทความเรื่อง "การดำรงชีวิตอิสระกับการมีรายได้" ที่ถือว่าน่าสนใจสำหรับตัวผมเลยนะครับ

คนพิการ คนไม่พิการ เป็นคนเหมือนกัน ศักดิ์ศรีของการมีชีวิตเท่าเทียมกัน ต่างกันที่ข้อจำกัดของแต่ละคน ดังนั้นแล้ว คนพิการจะอิสระได้ ต้องเริ่มทางด้านความคิดครับ คือต้องคิดได้ คิดเป็น ต้องคิดให้ได้ว่า คนเราทุกคนมีข้อจำกัด แต่เราต้องรู้จักข้อจำกัดต่างๆเหล่านั้นและเรียนรู้ที่จะหาวิธีใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและมีคุณภาพบนข้อจำกัดนั้น ซึ่งหลักการนี้ทั้งคนพิการ หรือคนไม่พิการ ก็ไม่ต่างกัน เรียกว่าเป็นหลักการสำหรับทุกคนเลยครับ

สรุปได้ว่า คนพิการ ต้องให้ความสำคัญกับแนวคิด หรือวิธีคิดในเชิงบวก พิการเท่าไหร่ไม่สำคัญเท่าพิการทางใจ พิการทางความคิด คิดว่าพิการเลยออกข้างนอกไม่ได้ ก็คือออกไม่ได้ คิดว่าพิการ ทำอะไรไม่ได้ ก็ไม่ได้ ดังนั้น คนพิการ ต้องคิดเป็น คิดได้ก่อน ผมขอให้นิยามของ "คนพิการทีคิดเป็น คิดได้ เข้าใจคิด" ว่า คนพิการคนนั้น มี "ความคิดอิสระ" แล้ว

"ความคิดที่อิสระ" จะนำมาซึ่ง "ชีวิตที่อิสระ" ครับ คงไม่ต้องมาลงรายละเอียดกันว่า ทำอย่างไร อยู่อย่างไร เพราะแต่ละคนชีวิตแตกต่างกัน เพียงแค่คุณมีความคิด มีความตั้งใจ ว่าจะทำ หรือกระทำในสิ่งนั้นๆ แล้ว คุณก็จะสามารถคิดวิธีการ หาทางออกได้อย่างแน่นอน

สำหรับเรื่องรายได้ในสังคมปัจจุบันนั้น พวกเราอยู่ในยุคของการใช้เงินในการแลกเปลี่ยนสินค้าหรือความต้องการ ดังนั้น ไม่ว่าใครก็ตาม ซึ่งไม่เว้นคนพิการจำเป็นที่จะต้องมีรายได้ การมีรายได้เป็นของตนเองนั้น นำมาซึ่งความภาคภูมิใจ รู้สึกมีคุณค่าในตนเอง และยังไว้ใช้ตอบสนองความคิด ความต้องการเพื่อทำในสิ่งที่เราอยากทำได้ง่ายขึ้น ผมอยากให้คำนึงถึงการสร้างรายได้ เพื่อมีรายได้มาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ถ้าใช้มาก ก็ต้องหามาก แต่ควรมีเหลือเก็บไว้บ้าง ส่วนวิธีคิดส่วนตัวของผมในการสร้างรายได้นั้น ผมขอแบ่งเป็น 2 วิถีทางนะครับ แต่ก็ขอเน้นวิถีทางแรกเป็นหลัก ส่วนวิถีทางที่ 2 นั้น ไม่ค่อยแนะนำ

วิถีทางที่ 1 คือคิดไตร่ตรองว่าตัวเอง มีความสามารถอะไรเป็นพิเศษ เพราะว่า ถ้าต้องเรียนรู้ใหม่อาจจะไม่ไหว หลังจากประสบปัญหาจากธุรกิจครั้งที่ผ่านมาผมไม่มีเงินทุน ดังนั้น ธุรกิจที่ต้องทำใหม่ในครั้งนี้ ต้องลงทุนให้น้อยที่สุด เท่าที่จะทำได้ (ไม่ว่าจะทำอะไร ส่วนตัวแล้วคิดว่า ต้องเกิดต้นทุนแน่นอน จะมากหรือน้อยเท่านั้นเองครับ) ต้องใช้คนให้น้อยที่สุด เพราะคนยิ่งมาก เรื่องวุ่นวาย หรือต้องจัดการก็จะมากตาม ควรเป็นสินค้า หรืองานบริการที่อยู่ในความสนใจของคนส่วนใหญ่ ทำให้สามารถทำธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

ในวิถีทางที่ 2 ภาพรวมๆ ก็มีวิธีคิดเหมือนกับ วิถีทางแรกเหมือนกันครับ เพียงแต่ต่างกันคือ เป็นเรื่องที่ไม่ถนัด ต้องศึกษาใหม่หมด ต้องค้นคว้า ศึกษาในธุรกิจที่ไม่ถนัดอย่างจริงจัง และในที่สุด ผมก็เลือกทำธุรกิจบนอินเตอร์เน็ต แต่ผมมีความรู้น้อยมาก ผมจึงต้องศึกษาอยู่ทั้งหมด 8 เดือน จึงเริ่มเห็นทิศทาง ผมคิดว่าช่วง 8 เดือนนั้น ในชีวิตผมไม่เคยทุ่มเทเวลามากขนาดนี้ ถึงผมจะทำเว็บไซต์เองไม่ได้ แต่ผมก็ยังเขียนบล็อกได้ ผมก็พอใจแล้ว ที่สำคัญทำให้ผมได้กลับมาอยู่ในความถนัดของตัวเองอีกครั้ง คือ การบริหารจัดการ และมุมมองด้านการตลาด สามารถคิดให้มีจุดยืนในตลาดให้ได้ หรืออาจจะเรียกช่องว่างทางการตลาดก็ได้นะครับ

หนึ่งในตัวอย่างปัจจุบันที่เป็นงานของผมที่ทำอยู่คือ การรับงานจากภาคเอกชน โดยใช้คนพิการทำงานทั้งหมด เพื่อนๆ คิดว่าแตกต่างจากในท้องตลาด หรือในแง่ของการตลาดไหม มีแต่เขาจะไม่รับคนพิการกัน แต่นี่รับแต่คนพิการ คนไม่พิการไม่รับ จริงๆ ก็ไม่ได้แบ่งแยกนะครับ เพียงแต่คนพิการไม่ค่อยได้รับโอกาสในสังคม จึงอยากลองทำดู อยากแสดงให้สังคมเห็นว่าคนพิการนั้นก็เป็น "คน" เหมือนกัน ก็มี "ความสามารถ" เหมือนกัน ไม่ได้แตกต่างอะไรเลย ส่วนตัวผมเชื่อว่า ทุกๆ คนมีคุณค่าในตัวเองอยู่แล้ว ต้องค้นหาให้เจอ เมื่อเจอแล้วนำมาใช้ให้เต็มที่ การมีรายได้นั้น ไม่ใช่แค่เพียงเงินที่คุณต้องนำไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แต่มันยังเป็นความรู้สึกภาคภูมิใจ ความปิติยินดี ความมีเกียรติ ความมีศักดิ์ศรี ที่หล่อเลี้ยงจิตใจของเราในการดำเนินชีวิต

และผมก็กล้าบอกทุกคนได้ว่า ทุกวันนี้ ผมภูมิใจมาก ที่ผมสามารถทำงานได้ และมีรายได้ เพื่อนๆ ก็ทำได้ทุกคนเลยครับ ใครพูดจาต่อรองเก่ง ใจเย็น ก็ขายของได้ดี ตั้งใจไว้เลยว่า ใครเข้ามาในร้านเรา ต้องขายให้ได้ จะกำไรมากน้อย ขายให้ได้ไว้ก่อน ใครฝีมือดี ก็ทำสินค้าที่ถนัดขาย ใครเสียงเพราะ ก็ขายเสียง ทั้งอัดเสียง ทั้งเป็นนักพากย์ก็ได้ ใครวาดรูปเก่ง ก็ตั้งฉากวาดรูปขายเลย ใครถนัดอะไรก็ทำอย่างนั้น และอีกมุมหนึ่งที่อยากฝากไว้ คือ เวลาทำงานอะไร ต้องใช้ความพยายาม ความอดทน ทำให้เต็มที่ ไม่ท้อ ไม่กลัวอุปสรรค
ผมก็หวังว่า บทความของผม อาจจะพอเปลี่ยนแนวความคิดของใครที่อาจจะกำลังหมดกำลังใจกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ที่ตกต่ำทั่วโลก ให้มีกำลังใจ ให้เห็นคุณค่าของตนเอง เกิดประกาย "ความคิดอิสระ" ทำให้ "ดำรงชีวิตอิสระ" และสามารถ "สร้างรายได้" ให้กับตนเองได้ แม้เพียงคนเดียว ก็ถือว่า บทความนี้มีคุณค่ามหาศาลแล้วครับ

ขอบคุณมากครับ
ปรีดา ลิ้มนนทกุล

5 comments:

  1. พึ่งได้เข้ามาอ่าน
    อ่านแล้วเกิดความรู้สึกบางอย่างที่ต้องพยายาม

    ReplyDelete
  2. กำลังท้อแท้ อยู่เลย

    อ่านแล้วมีกำลังใจ ลุกขึ้นมาต่อสู้

    ขอบคุณมากค่ะ สำหรับบทความดีๆ

    ReplyDelete
  3. ผมกำลังหมดหวังในการดำเนินชีวิต พอได้เห็นบทความในนสพ.ฉบับหนึ่งแล้วก็ตามเข้ามาที่ Blog ของคุณผมรู้สึกมีกำลังใจขึ้นมา ขอบคุณมากครับสำหรับประสบการณ์ชีวิตของคุณปรีดาที่มาเล่าสู่กันฟัง

    ReplyDelete
  4. ขอบคุณเช่นกันค่ะ ที่สร้างบล๊อกนี้ขึ้นมา

    ReplyDelete
  5. ตามที่เราประเมินเองนะ
    คนหูหนวกเข้าสู่ตลาดแรงงานมากขึ้น
    อาจเป็นเพราะมีกม.รับคนพิการทำงาน(100:1)ที่บังคับใช้อย่างจริงจัง
    และการประกาศอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ300บาท/วัน
    แต่งานที่คนหูหนวกต้องการ กับตำแหน่งงานที่ประกาศรับคนหูหนวก
    ก็ไม่ได้จับคู่กันง่ายๆ
    คงปฏิเสธไม่ได้ เรื่องความรู้ความสามารถที่ฝ่ายนายจ้างคาดหวัง
    กับเรื่องทัศนคติของนายจ้างที่มีต่อคนหูหนวก (การสื่อสาร การสั่งงาน)
    คงต้องทำทั้ง2ขา คือ เพิ่มทักษะความสามารถให้กับคนหูหนวก และฝึกการเขียนสื่อสารกับคนหูดี
    และปรับเปลี่ยนทัศนคตินายจ้างที่มีต่อคนหูหนวก (put the right man on the right job)

    ReplyDelete