ถ้าอย่างนี้ ต้องย้าย(โรงพยาบาล)

ก่อนอื่น ผมอยากจะกล่าวถึงความรู้สึกดีๆ ต่อโรงพยาบาลแห่งที่ 2 ก่อน เริ่มจากคุณหมอทั้ง 2 ท่านที่ทำการผ่าตัดให้ผม เพราะถือว่าประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยม ผมต้องขอขอบพระคุณ คุณหมอทั้ง 2 ท่านมาก ตามด้วย ความจริงใจ และข้อมูลที่ได้รับจากทีมงานนักกายภาพบำบัด-ผู้ช่วยนักกายภาพฯ สุดท้ายคงเป็นเจ้าหน้าที่ ที่ดูแลทางด้านการเงิน ที่ดำเนินการเรื่องสิทธิ์เงินชดเชยต่างๆ

เกือบลืมไปครับสิ่งดีๆ อีกเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกสัปดาห์ คือ ที่นี่จะมีคณะดนตรีอาสาสมัคร (ชาวคริสต์) มาร้องเพลง ดีดกีตาร์ให้คนป่วยฟัง โดยเป็นพรของพระเจ้า หรือเพลงอะไรก็ได้ที่อยู่ในหนังสือเพลงของพวกเขา

จากนี้ไป ทำไมผมถึงต้องมีความคิดว่า " ถ้าอย่างนี้ ต้องย้าย(โรงพยาบาล) " ผมขออธิบายเป็นข้อๆ เพื่อสะดวกในการจัดเรียงข้อมูลในสมองของผม ในการอธิบาย และหวังว่าผู้อ่านจะใช้ดุลยพินิจ ร่วมถึงวิเคราะห์เหตุการณ์เอาเอง เพื่อเป็นความรู้ หรือนำไปประยุกต์ใช้ให้เข้ากับเหตุการณ์ที่ตนเอง หรือคนใกล้ตัวกำลังเผชิญอยู่

สำคัญที่สุด ผมไม่มีเจตนาในการที่จะมากล่าวหาความผิดพลาดของโรงพยาบาล หรือพาดพิง-ใส่ร้ายใดๆ แต่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับตัวผม ข้อย้ำว่าเป็นความรู้สึกของผม กับคนใกล้ชิดผมทุกคนเท่านั้น ซึ่งอาจจะเป็นการ "คิดเอาเอง" "คิดฝ่ายเดียว" หรือ "อาจจะคิดเข้าข้างตัวเอง" ก็เป็นได้ ดังนั้นแสดงความคิดเห็น (comment) ได้นะครับ หรือถ้าใครมีประสบการณ์ใกล้เคียงกับผม อยากจะแชร์ประสบการณ์ ก็เชิญนะครับ

งั้น เรามาเริ่มกันเลยนะครับ เหตุผลที่ต้อง "ย้าย"

1. ผมคิดว่า ผมไม่ได้รับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจนในการเฝ้าระวังถึงอาการของการเกิดแผลกดทับ และการติดเชื้อ ทำให้ผมต้องแสวงหาความรู้ที่ถูกต้องจากหนังสือ จากหอสมุดแห่งชาติ เพราะพวกเรามีความรู้สึกว่า การดูแลรักษาที่ได้รับการปฏิบัติ ค้านหรือขัดแย้งกับคำพูดของคุณหมอที่ดูแล (consult) เช่น

A. แผลกดทับมีลักษณะออกสีเขียว และมีกลิ่น คุณหมอกลับบอกว่า "ดูดี" "ดีขึ้น" "good good" (คือ คุณหมอเป็นคนฟิลิปินส์ครับ)

B. ผมถามถึงวิธีที่ถูกต้อง ก็ไม่ได้รับคำอธิบายที่ชัดเจนเรื่องการเปลี่ยนสายสวน ยังอธิบายแบบผิดๆ และบอกว่าทำอย่างนี้ถูกต้องแล้ว

2. หลังจากที่ผมได้อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วย เพื่อระมัดระวังเรื่องการติดเชื้อ ก็ค่อนข้างมั่นใจว่าได้รับการดูแลผิดวิธีจากนางพยาบาล จึงพูดคุยกับพวกเธอ แต่กลับได้รับความรู้สึกที่พวกเธอ ไม่ค่อยอยากมาดูแลเรา ผมเคยถูกทิ้งอยู่คนเดียว 12 ชั่วโมงทั้งๆ ที่ญาติผมแจ้งกับ "หวอด" (เคาน์เตอร์ที่มีทีมงานรวมตัวกันอยู่) แล้วว่าช่วงเวลานี้จะไม่มีใครมา ติดธุระกัน ฝากผมไว้ด้วย จนผมต้อง comment ไป

ขอแทรกหน่อยนะครับ ผมอยากให้คนไทย รู้จักที่จะ comment คือสิ่งไหนดี ก็ชมเพื่อให้ดำรงไว้ และพัฒนาต่อไป แต่ถ้าสิ่งไหน ไม่ดี ไม่ถูกต้อง ก็ต้องกล้า "ติ" "ตักเตือน" เพื่อให้เกิดการปรับปรุง-แก้ไข

แล้วคนที่ถูก "ติ" หรือได้รับ "คำตักเตือน" ก็อย่ามี ego คือ "อัตตา" หรือ "ความถือตัวเองเป็นสำคัญ" ว่าฉันไม่ผิด ความคิดของฉัน สิ่งที่ฉันกระทำนั้นดีแล้ว โดยไม่สนใจความคิดของคนอื่น แล้วนำมาพิจารณาให้เกิดการพัฒนางาน ทั้งๆ ที่งานโรงพยาบาล คืองานบริการอยู่แล้ว

ถ้าบังเอิญว่าผู้อ่านท่านไหน เป็นฝ่ายโรงพยาบาลพอดี ก็ไม่ว่ากันนะครับ เพราะเป็นสิ่งที่ควรรับฟัง

3. เจ้าหน้าที่ที่มาดูแลผม ขาดความรู้ของลักษณะอาการบาดเจ็บลักษณะแบบผม ทำให้เกิดเหตุการณ์แย่ๆ กับผมหลายครั้ง เช่นเวลาตะแคงตัวผม ไม่ให้ความสำคัญเรื่องศีรษะและคอของผม คือไม่ support เลยจนผมเจ็บคอมาก ถึงกลับร้องด้วยความเจ็บ ทั้งๆที่ผมพึ่งผ่าตัดมา

ทราบความทีหลังว่า ผู้ช่วยพยาบาลที่เข้ามาไม่รู้ว่าต้องระมัดระวังคอของผม

เรามาดูหลักการตรงนี้นะครับ ตามทฤษฎี ในการดูแลผู้ป่วยในลักษณะนี้คือมีการผ่าตัดที่คอ หรือควบคุมตัวเองไม่ได้ เช่นหลับอยู่-หมดสติ จะเปรียบผู้ป่วยเป็น " ท่อนซุง " ที่เปรียบอย่างนี้ เพื่อให้คนที่จะมาดูแลผู้ป่วยได้จินตนาการได้ว่า การตะแคงผู้ป่วย กับการตะแคง หรือหมุนท่อนซุงนั้น ต้องให้คงสภาพของความเป็นท่อนซุง ดังนั้นแล้ว ถ้าตะแคงผู้ป่วยก็ต้องประคองศีรษะด้วย เพื่อให้การหมุนท่อนซุงนั้นสมบูรณ์ ไม่มีส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายถูกรั้งเอาไว้ หรือฝืนอยู่ ไม่ได้หมุนไปตามร่างกาย

ดังนั้นตามหลักการนี้ ผู้ช่วยฯ ที่เข้ามาดูแลผมก็ถือว่าผิดพลาดอย่างมากแล้ว ผมจำได้เลยว่า พี่คนนี้ปฏิบัติผิดพลาดอย่างนี้กับผมถึง 2 ครั้ง เพียงแต่ครั้งแรก น้องสาวผมอยู่ใกล้ จึงเข้ามาประคองศีรษะผมไว้ทัน วินาทีนั้นน้องสาวผมก็บอกให้พี่เขาระวังแล้ว

แต่ความรู้สึกบอกได้เลยครับว่า พี่เขาแทบจะไม่สนใจ สีหน้าเหมือนกับว่า "ผู้ป่วยคนนี้ โอเวอร์ไปได้" ประมาณนั้น ที่คิดได้อย่างนี้ เพราะวันรุ่งขึ้นพี่เขายังไม่ระวังอีก เหมือนเดิมครับ ผม comment ไปกลับกลายเป็นว่า พี่คนนั้นหายไปเลย

ทั้งๆ ที่ผมไม่เคยพูดซักคำว่า ไม่ให้พี่คนนี้เข้ามาทำอีก หรือโมโหโวยวาย ก็ comment ดีๆ ลองคิดตามดูนะครับ เหตุการณ์นี้หมายความว่าอย่างไร

ถ้าพี่คนเดิม (ซึ่งอายุมากแล้ว น่าจะ 40 ปีขึ้นไป) กลับเข้ามาดูแลผมในครั้งต่อไป พูดยิ้มแย้มกับผมว่า " ขอโทษนะคะ คราวนี้จะระมัดระวังที่คอให้ ไม่พลาดแล้ว " ผมจะรู้สึกดี และคิดว่ามันต้องอย่างนี้ แต่นี่พี่เขาหายไป

คิดไปได้ว่า ถ้าเขารำคาญผมจึงไม่มา "ไม่ดงไม่ดูแล้ว คนไข้คนนี้เรื่องมาก ทำอะไรก็ไม่ถูกใจไปหมด อะไรก็ฟ้อง ก็ฟ้อง " นั่นหมายถึงโรงพยาบาลนี้ นอกจากจะมีพนักงานที่มีทัศนคติที่ไม่ดีกับคนไข้แล้ว (ซึ่งจริงๆ แล้วคนไข้ของโรงพยาบาล คือลูกค้าในเชิงธุรกิจ) ผู้บังคับบัญชายังไม่สามารถควบคุมลูกน้องได้ แสดงว่าการบริหารมีปัญหา

แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ผมว่าอาจจะเป็นเกือบทุกโรงพยาบาลด้วยซ้ำ คิดอีกทีในบริษัทเอกชน หรือโรงงานต่างก็เจอปัญหานี้เหมือนกัน คือปัญหาเรื่อง position ที่ขัดแย้งความรู้สึกกับ senior หมายถึง นางพยาบาลที่มาใหม่ หรืออายุงานน้อยกว่า หรืออายุน้อยกว่า ที่มีวิชาชีพโดยตรง ซึ่งมีตำแหน่งสูงกว่า ผู้ช่วยพยาบาลที่อยู่มานาน และมีอายุมากกว่า แต่ว่ากล่าวตักเตือนลำบาก หรือไม่ได้ หรือหูทวนลม เพราะฉันทำมามากกว่าเธอ เธอจะไปรู้อะไร

ไม่รู้ว่าผมคิดเยอะไปรึเปล่า แต่ที่นี่ ผมรู้สึกอย่างนั้น ดังนั้นหลักการบริหารต้องแน่น ต้องเคร่งครัด องค์กรก็จะเกิดความชัดเจน บริการก็จะดี

และจากคำพูดที่ว่า " ไม่ทราบว่าผมมีปัญหาที่คอ " แสดงว่าทีมงานไม่มีการ meeting หรือพูดคุยทำความเข้าใจกันในกรณีของผม ทั้งๆ ที่ผมเป็นผู้ป่วยในรอบ 6 ปีที่มีอาการบาดเจ็บลักษณะนี้

4. ผมขอเปลี่ยนคุณหมอที่ดูแลผมเป็นท่านอื่น กลับได้รับการปฏิเสธ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว แพทย์แต่ละท่านมีความเชี่ยวชาญต่างกัน มีทั้งแพทย์รักษาทั่วไป หัวใจ กระดูก ตา-คอ-หู-จมูก กระเพาะปัสสาวะ หรือแม้แต่ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการติดเชื้อ ดังนั้นถ้าหมอที่ดูแลไม่มีความเชี่ยวชาญก็น่าจะส่งต่อให้คุณหมอท่านอื่นได้ อย่าฝืนรักษา

การถูกปฏิเสธที่ผมได้ยิน มันง่ายมากเลยครับ " ที่นี่ไม่เคยมีเหตุการณ์อย่างนี้ คงทำอย่างที่ขอไม่ได้ " หมายถึงไม่เคยมีคนไข้มาขอเปลี่ยนหมอที่ดูแล ดังนั้นจึงไม่เคยเปลี่ยนหมอ

ถ้าอย่างนั้น " ผมขอเพิ่ม คุณหมอที่จะมาดูแลด้านการติดเชื้อโดยตรงได้ไหมครับ "

" ก็ไม่ได้เหมือนกันคะ เพราะไม่เคยเกิดเหตุการณ์อย่างนี้เหมือนกัน " คือคำตอบที่ผมได้รับ

ผมงงมาก พยายามจะคิดแก้ปัญหา แต่ในใจก็คิดนะครับ ที่นี่เป็นโรงพยาบาลหรือเปล่า ผมไม่มีสิทธิ์เลือกทางรอดของชีวิตของตัวผมเองได้เลยหรือ ในเมื่อ คุณหมอมาพูดกับคุณแม่ผมว่า จะใช้ยาแรงที่สุดที่มีในวงการเพื่อลองรักษาการติดเชื้อครั้งที่ 4 ของผม และยังพูดว่า " ถ้าคราวนี้ไม่หาย ผมก็จนปัญญา คงต้องไปรักษาตัวที่บ้าน "

แล้วชีวิตผมละครับ ภาระที่ผมมี คนรักที่รอผมอยู่ ครอบครัว แม่และน้องๆ รวมถึงความใฝ่ฝันด้านการงานที่ผมตั้งใจไว้ และอีกหลายๆ อย่างที่ผมวางแผนชีวิตไว้ แค่ผมเป็นทุพพลภาพยังไม่พออีกเหรอ จะปล่อยผมกลับไปตายที่บ้านด้วยอีกต่างหาก

แล้วผมก็ขอเพิ่มหมอเฉพาะทางด้านการติดเชื้อ ก็ยังไม่ให้อีก คืนนั้นเครียดกันหมด คิด... คิด... แล้วก็คิด... จากนั้นปรึกษากันว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ สาเหตุคืออะไร มันไม่ควรจะเป็นอย่างนี้

สิ่งเดียวที่คิดได้ตอนนั้นครับ ต้องเป็น สิทธิ์ประกันสังคม แน่ๆ ที่เป็นต้นเหตุของคำพูดต่างๆ ของหมอและนางพยาบาล เพราะเคยได้ยินมาว่า เวลาใช้สิทธิ์ประกันสังคม ห้ามเปลี่ยนหมอที่ดูแล

ผมคิดเลยเถิดไปถึงการได้รับการดูแลจากพยาบาลด้วย ว่าที่ดูแลไม่ดี ไม่ใส่ใจ เพราะใช้สิทธิ์ประกันสังคมรึเปล่า

5. ทั้งๆ ที่ทางเราได้เซ็นต์เอกสารยอมรับส่วนต่างค่าใช้จ่ายนอกเหนือประกันสังคมไปแล้ว แต่มันก็คงไม่ช่วยอะไร เพราะผมได้กลายเป็น "นายปรีดา นามสกุลใช้สิทธิ์ประกันสังคม " ไปแล้ว ทำให้ไม่ว่าผมจะไปอยู่ตรงไหน หรือส่วนไหนของโรงพยาบาล เรื่องนี้ก็เป็นเงาตามตัวผมตลอด

6. หลังจากวิเคราะห์กันแล้ว จึงตัดสินใจ ขอย้ายโรงพยาบาล แต่จะย้ายไปที่ไหนดี เพราะกลัวโรงพยาบาลไปเลย ช่วงเวลาเดียวกันนั้นเองที่

คุณแม่ผมได้บังเอิญได้ไปพบ คุณหมอกำธร ที่ปัจจุบันไปประจำอยู่ที่โรงพยาบาลพญาไท 1

คุณแม่ผมดีใจมากรีบเข้าไปทักทาย และเล่าถึงอาการเจ็บป่วยของ "อาม่า"(หมายถึงยายในภาษาจีนครับ) และของผมอย่างกังวลใจ เบื้องต้นจึงได้พาอาม่ามารักษาที่พญาไท 1 ปรากฏว่าคุณหมอสามารถวิเคราะห์สาเหตุของโรค และหาแนวทางรักษาได้ดี จนอาการดีขึ้นภายใน 2-3 วัน

(ระหว่างที่ผมอยู่โรงพยาบาลเกือบ 2 เดือน อาม่าผมเข้า-ออก โรงพยาบาลแห่งที่ 2 นี้ถึง 3 ครั้ง ก็อย่างที่ผมเคยเขียนตั้งแต่ในช่วงตอนแรกๆ ละครับ ที่ รพ. ที่ 2 นี้คุณแม่ผมสนิทและไว้ใจกับหมอ เพราะมารักษาตลอด 15 ปี คือยึดติดโรงพยาบาล ทั้งๆ ทีหมอก็ไม่ใช่ท่านเดิม)

เราจึงปรึกษากันว่า จะย้ายไปที่ "พญาไท 1" แน่นอน 1 สัปดาห์ผ่านไป เมื่อรอดูสถาณการณ์แล้วอะไรๆ ก็ไม่ดีขึ้น เราแจ้งกับคุณหมอ ขอย้ายไปพญาไท 1 กลับถูกชักชวนให้อยู่ต่อ โดยอ้างว่าถ้าย้ายไปแล้วจะต้องเสียเงินเยอะมาก เพราะจะใช้สิทธิ์ประกันสังคมไม่ได้

แต่เงินไม่ใช่เหตุผลของการที่จะรักษาตัวที่นี่ "ชีวิต" ต่างหากที่สำคัญที่สุด

หัวหน้าพยาบาลเข้ามาหาผมที่ ห้องฝึกทำกายภาพบำบัด พยายามอธิบายให้ผมฟังด้วยเหตุผลต่างๆ เพื่อให้อยู่ต่อ แต่แล้วก็ยังพูดประโยคสำคัญขึ้นมาครับ

" ตอนนี้ทางเราคุยกันแล้ว จะหาหมอ consult เพิ่มให้ แต่ต้องรอให้อาการติดเชื้อที่กระเพาะปัสสาวะนั้น ไปที่กรวยไตก่อน "

ในใจผมนึกทันที " พรุ่งนี้ ต้องรีบย้ายทันที ชีวิตผมต้องมาฝากกับ รพ. ที่ไร้ความรับผิดชอบแบบนี้ไม่ได้ ผมต้องรอด ผมต้องอยู่ต่อไป "

ผมขอหยุดแทรกความคิดตรงนี้นิดนึง เพื่อให้ผู้อ่านได้ฉุกคิด ในบางครั้งให้เชื่อความรู้สึก หรือสัญชาติญาณของเราเองบ้าง เพราะหมอบางคนก็มี ego มากเกินไป ไม่ใช่ว่าไม่ให้ไม่เชื่อคุณหมอนะครับ แต่ถ้าเราสงสัย มีคำถาม เอะใจ กังวลใจ ต้องการคำอธิบาย และเหตุผล เราก็มีสิทธิ์ถามครับ และคุณหมอที่ดีก็ต้องอธิบายได้ และยอมรับฟังความคิดเห็นของคนไข้หรือญาติคนไข้บ้าง

ส่วนเรื่องประกันสังคม จริงๆ แล้วถ้าโรงพยาบาลที่เราใช้สิทธิ์ได้ (ผมลืมบอกไปว่า ตอนระบุขอใช้สิทธิ์นั้น ผมแจ้งใช้สิทธิ์ที่ รพ. ที่ 2 นี้ครับ เพราะที่นี่รักษา OPD. หมายถึงผู้ป่วยนอก ดีมากครับ แต่ใครจะไปนึกว่าต้องมาใช้สิทธิ์ผู้ป่วยใน แถมเป็นทุพพลภาพอีกต่างหาก) ยอมทำเรื่องส่งตัวไปทีพญาไท 1 ให้ก็ได้เช่นกัน

ต่อจากนั้นผมถึงทราบว่า ที่พญาไท 1 ไม่ได้เข้าร่วมกับประกันสังคม จึงใช้สิทธิ์ไม่ได้ เรื่องนี้น่าจะเป็นเหตุผลที่หัวหน้านางพยาบาลพยายามอธิบายว่าไปใช้สิทธิ์ไม่ได้มากกว่า

ตอนนี้ทาง รพ. ที่ 2 ก็ตกลงยินยอมให้เราย้ายไปพญาไท 1 แล้ว พรุ่งนี้ก็ย้ายแล้วครับ ผมดีใจมาก

ขอโทษที่ตอนนี้ยาวมากๆ ครับ


ขอบคุณครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล
mobile : 086-314-7866
email : preeda.limnontakul@gmail.com
update : April 9, 2007

17 comments:

  1. เมื่อ ศ. 20 เม.ย. 2550 @ 22:43 [232751] [ลบ]
    ดีค่ะที่ย้ายออกมาได้ค่ะ

    ReplyDelete
  2. เมื่อ ส. 21 เม.ย. 2550 @ 01:07 [232927] [ลบ]
    อ่านแล้วรับรู้ถึงความรู้สึกโกรธ
    เมื่อใจมีอคติ ทุกสิ่งทุกอย่างก็ย่อมไม่ดีไปหมด
    คนที่ต้องเจอความทุกข์จากการสูญเสีย (ร่างกายเจ็บป่วย ทุพพลภาพ หน้าที่การงานทำงานไม่ได้) ล้วนน่าเห็นใจ และก็เป็นปกติที่คนไข้ส่วนใหญ่จะมองเห็นแต่ความทุกข์ของตนเอง และเอาตนเองเป็นจุดศูนย์กลางทุกอย่าง จึงน่าเห็นใจคนรอบข้างเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นญาติ หรือผู้ที่ต้องเข้ามาดูแล
    เท่าที่ทราบ พยาบาลเขามีเวลาทำงานไม่เหมือนชาวบ้าน พยาบาลคนนั้นอาจจะเวรหยุดยาวก็ได้ เขาอาจจะไม่ได้หนีหน้าคุณมั้ง คิดมาไปรึเปล่า
    อย่าคิดแต่ว่าคนอื่นเขาหนีคุณเลย อ่านที่คุณเขียน สัมผัสได้เลยว่าคุณเป็นคนที่ซีเรียส และเอาเรื่องพอสมควร ดังนั้นคนอื่นเขาอาจจะไม่กล้า contact คุณมาก เพราะเขาก็เครียดเวลาเข้าใกล้คุณ ทำตัวไม่ถูก กล้วเดี๋ยวมีเรื่องก็ได้
    ลดอัตตาลงสักนิด มองโลกในแง่ดีขึ้นกว่านี้อีกสักหน่อย ให้ความรักและความเห็นใจกับคนรอบข้างบ้าง แล้วคุณจะได้รับรู้ว่า ยังมีสิ่งดีๆอีกมากมาย ที่คนอื่นอยากจะให้คุณ.. แต่ไม่มีความมั่นใจที่จะทำให้
    เห็นใจคุณมากค่ะ แต่ก็ยอมรับว่า มีความรู้สึกกลัวคุณอยู่ลึกๆบอกไม่ถูก

    ReplyDelete
  3. เมื่อ อา. 29 เม.ย. 2550 @ 02:09 [242027] [ลบ]
    มาเป็นกำลังใจให้คุณปรีดาครับ
    อ่านแล้วก็กลุ้มใจแทนครับ พยาบาลมีหลากหลายจริง ๆ ครับ อยากให้อ่าน blog ของคุณ k-jira ที่ http://gotoknow.org/blog/k-jira ครับ
    ขอบคุณที่มาแลกเปลี่ยนครับ

    ReplyDelete
  4. เมื่อ อา. 29 เม.ย. 2550 @ 02:17 [242030] [ลบ]
    ต้องขอบอกว่า เข้าใจและเห็นด้วยกับทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณปรีดาให้ความเห็นมาค่ะ และไม่ค่อยเห็นด้วยกับคุณนิดา ในข้อที่เขียนมาทั้งหมดยกเว้นข้อแรกและข้อสุดท้ายค่ะ

    คุณปรีดาสมควรโกรธเป็นอย่างยิ่ง ต่อการตอบสนองในลักษณะที่ได้รับ

    คุณปรีดาเป็นคนไข้ที่มีเหตุมีผล และจากการตามอ่านมาทุกบันทึก ยังไม่พบว่าคุณปรีดาเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางเลย ทั้งๆที่ควรจะเป็น กลับคิดถึงผู้อื่น ระวังความคิด ความรู้สึกและการปฏิบัติต่อผู้อื่นได้อย่างน่านับถือ
    สิ่งที่คุณปรีดาแนะนำสำหรับโรงพยาบาลนี้นั้น เป็นสิ่งที่ทุกโรงพยาบาลต้องทำค่ะ ไม่ใช่เรื่องเกินสิทธิอันใด ที่เขาไม่ทำให้นั้น สมควรที่เราจะเรียกร้อง

    เหตุผลของหมอและพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชนนั้น มักจะขึ้นกับนโยบายของโรงพยาบาลด้วย ซึ่งผู้บริหารบางที่อาจจะไม่ใช่แพทย์หรือแม้เป็นแพทย์ก็อาจจะมีความเป็นนักธุรกิจมากกว่าแพทย์ไปแล้วก็เป็นได้ (ข้อนี้เราต้องยอมรับว่าเป็นจริงค่ะ)

    ขอยืนยันว่าสิ่งที่คุณปรีดาคิดและแนะนำนั้น เป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล และสมควรเรียกร้องแน่นอนค่ะ พี่เองเป็นบุคลากรคนหนึ่งในโรงพยาบาล และคิดเสมอว่า ความยุติธรรมคือพื้นฐานของทุกสิ่ง เราต้องดูแลคนไข้ทุกคนให้เหมือนกับว่าคนไข้คือญาติสนิทของเรา แต่เห็นค่ะว่า คนไข้บ้านเรายังคิดว่าตัวเอง"ด้อย"กว่าหมอ พยาบาล ไม่กล้าออกเสียงเรียกร้องหรือตั้งคำถาม แต่เชื่อว่าแพทย์ พยาบาลและบุคลากรทุกท่านที่ยึดมั่นในวิชาชีพอย่างถูกต้องแท้จริง จะยินดีช่วยเหลือให้คำตอบที่ถูกตรง และรับคำแนะนำที่คุณปรีดาให้มาไปใช้ประโยชน์เวลาต้องดูแลผู้ป่วยแบบนี้แน่นอนค่ะ

    ReplyDelete
  5. mintee วันที่ : 22/07/2007 เวลา : 23.20 น.
    http://www.oknation.net/blog/mintee
    ที่ทำก็ถูกแล้วนะคะ

    เราก็ต้องรักษาสิทธิของเรา

    ReplyDelete
  6. lady วันที่ : 23/07/2007 เวลา : 00.24 น.
    http://www.oknation.net/blog/ladystudio



    ดีแล้วค่ะที่เชื่อความรู้สึกตัวเอง
    ถ้าพี่สงสัยเรื่องอะไรให้ถามหมดให้หมดเลย ไม่ต้องเกรงใจ ถ้าไม่ตอบก็หาข้อมูลเอาเอง แล้วเอามาถามหมอก็ได้ เอาให้รู้เรื่อง ไม่งั้นหมอไม่เคยตอบเราหลอก คิดว่าเราโง่หรือไงก็ไม่รู้
    แต่ตอนนี้ขอไปนอนก่อนนะค่ะ แล้วจะกลับมาอ่านของวันนี้ให้จบ
    สู้ สู้ นะค่ะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ

    ReplyDelete
  7. PlaPinky วันที่ : 23/07/2007 เวลา : 00.39 น.
    http://www.oknation.net/blog/plakemon
    <;)))>< ปลาชมพู



    เวลาปลาชมพูสงสัยอะไรก้อจาถามๆๆ อ่ะแบบจนมุมกันไปข้างหนึ่ง เรื่องคอมเม้นต์ก้อไม่กลัวเรยเคยทำทั้งชม ทั้งติ
    มันเป็นสิทธิของเรา แล้วเราก้อทำตรงๆ ตามที่เจอไม่ได้มีอคติอะไร
    ยังงัยขอส่งกำลังใจให้อีกคนนะ

    ReplyDelete
  8. Dogstar วันที่ : 23/07/2007 เวลา : 07.55 น.
    http://www.oknation.net/blog/dogstar



    ถูกต้องที่สุดเดี๋ยวจะ
    หาเรื่องเก่าๆของคุณที่เขียนมาอ่านก่อน
    จะได้รู้จักคุณมากขึ้น
    แวะมาให้กําลังใจนะคะ

    ReplyDelete
  9. ปิยธิดา วันที่ : 23/07/2007 เวลา : 10.18 น.
    http://www.oknation.net/blog/piyatida1081009
    Love me Love my Guts !



    ขอแทรกหน่อยนะครับ ผมอยากให้คนไทย รู้จักที่จะ comment คือสิ่งไหนดี ก็ชมเพื่อให้ดำรงไว้ และพัฒนาต่อไป แต่ถ้าสิ่งไหน ไม่ดี ไม่ถูกต้อง ก็ต้องกล้า "ติ" "ตักเตือน" เพื่อให้เกิดการปรับปรุง-แก้ไข

    ReplyDelete
  10. อ้วนตุ้ย วันที่ : 23/07/2007 เวลา : 17.45 น.
    http://www.oknation.net/blog/kondee



    ตัดสินใจถูกต้องแล้วค่ะ
    เพราะทุกวันนี้จรรยาบรรณของวิชาชีพนี้ ฝากๆไว้ที่....มากกว่าชีวิตคนไข้...สู้ต่อไป "คนไทยหัวใจไม่ยอมแพ้"
    "ขอให้สิ่งที่หวังเป็นกำลังใจ" ค่ะ

    ReplyDelete
  11. PlaPinky วันที่ : 23/07/2007 เวลา : 19.07 น.
    http://www.oknation.net/blog/plakemon
    <;)))>< ปลาชมพู



    หวัดดีค้าบ วันนี้เป็นงัยมั่ง
    ปลาชมพูแวะมาทักอ่ะค้าบ

    ReplyDelete
  12. ตุ้มจิ๋ว วันที่ : 23/07/2007 เวลา : 20.19 น.
    http://www.oknation.net/blog/namtan



    มาเป็นกำลังใจให้คุณ ค่ะ...ขอให้สุขภาพแข็งแรงนะค๊ะ...

    ReplyDelete
  13. zuni วันที่ : 07/08/2007 เวลา : 10.17 น.
    http://www.oknation.net/blog/zuni



    ส่วนหนึ่งคงเพราะการศึกษาล้มเหลว ทุนนิยมเหมือนโรคร้ายที่ลุกลามเร็ว เห็นเงินมีค่ามากกว่าชีวิตคน
    จรรยาบรรณในวิชาชาชีพลดลง ที่จริงต้องปฎิบัติกับทุกคนเสมอภาค และมีเมตตาธรรมให้มาก ไม่งั้นน่าจะไปประกอบอาชีพอื่น ย้ายน่ะถูกต้องแล้วค่ะ สู้ต่อไปนะคะ

    ReplyDelete
  14. ตอนแรกว่าจะอ่านเฉยๆค่ะ แต่พอ่านมาจนถึงหน้านี้เลยอดไม่ได้ค่ะ ขอคอมเมนต์นิดนึงนะคะ
    จะขอแยกคอมเมนต์เป็นข้อๆดังนี้นะคะ
    1. อ่านเพราะสะดุดที่พี่จบโยธินบูรณะค่ะ โดยส่วนตัวก็จบรุ่น 65 ค่ะ
    2. อ่านเพราะพี่อยู่แถวบ้านค่ะ หนูอยู่บางใหญ่ค่ะพี่
    3. อ่านเพราะชอบที่พี่เขียนเรื่องแรงกดดันมาก ยิ่งต้องพยายามมาก
    4. อ่านเพราะพี่ให้ข้อมูลในเชิงลึก และเป็นข้อเท็จจริงที่มีแหล่งอ้างอิงได้ค่ะ
    5. อ่านมาแล้วรู้สึกว่ามีแนวควมคิดคล้ายๆกัน และเป็นคนกระตือรือร้นเช่นเดียวกัน
    6. ยิงอ่านยิ่งรู้สึกว่าพี่เป็นคนมองโลกในเชิงลบมากกว่าบวก ถึงแม้ว่าโลกนี้มันจะไม่ได้สวยงามอย่างฝัน แต่ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องตึงเครียดกับชีวิตขนาดนี้
    7. หนูไม่เคยเป็นคนที่เข้าใกล้ความตายแบบพี่ อาจจะไม่รับรู้ถึงความรู้สึกแบบนั้น แต่จากที่อ่านหลายๆตอน โดยเฉพาะเรื่องที่ทุกคนไม่กล้าทำงานที่เดียวกับพี่เพราะกลัวโดนเปรียบเทียบ เลยทำให้รู้สึกว่าพี่เป็นคนที่ไม่น่าเข้าหาเท่าไหร่คะ เพราะสิ่งที่หนูรับรู้ได้อย่างนึงคือ พี่เขียนในเชิงยกตนข่มท่านอยู่ค่ะ
    8. อ่านมาถึงเรื่องนี้ พร้อมกับคอมเมนต์ของคุณนิดา เลยพยักหน้าเห็นด้วยกับคุณนิดาค่ะ ทำให้ตัดสินใจเขียนคอมเมนต์นี้ขึ้นมา
    9. หนูไม่ปฎิเสธว่าพี่พูดถูกในเรื่องที่โรงพยาบาลไม่มีมาตราฐานพอ และพนักงานหรือพยาบาลบางท่านก็ไม่ได้ service mind แต่พี่คะ ในฐานะที่หนูก็ทำงานในสายอาชีพการบริการลูกค้าเช่นกัน ถ้าจะให้หนูมอง พี่ก็จัดอยู่ในประเภทลูกค้าที่มากเรื่อง และเรื่องมากค่ะ (พูดตรงไปบ้าง หวังว่าพี่จะมี eq ในการยอมรับความคิดเห็นอยู่นะคะ) จริงอยู่ที่พี่มีศักดิ์และสิทธิเต้มที่ที่จะเรียกร้องการดูแลในฐานะผู้ป่วย หรือลูกค้า ตามหลักการขายก็ตามแต่ แต่หนูอยากให้มองกลับด้านดูบ้างว่า ที่พี่พยาบาลคนนั้นไม่มาดูแลพี่อีกอาจจะเป็นเพราะทางโรงพยาบาลเล็งเห็นแล้วว่าถ้าหากให้มาดูแลพี่ พี่อาจจะไม่พอใจก็ได้ ที่ทำไมคอมเมนต์ไปแล้วว่าคนนี้ดูแลไม่ดี แล้วยังให้มาบริการอีก ส่วนที่โรงพยาบาลพลาดคือ เค้าไม่คิดว่าพี่จะใจกว้างยอมรับคำขอโทษ และส่วนที่พี่พลาดก็คือซึ่งที่หนูมองและบอกไปค่ะ ...พี่คะ เหรียญมันมีสองด้านนะคะ...
    10. สุดท้ายค่ะ หนูจะเป็นกำลังใจให้พี่ ในฐานะเพื่อนมนุษย์ ในฐานะรุ่นพี่ ในฐานะคนอยู่บ้านใกล้ หรือในฐานะเพื่อนร่วมโลกก็ตาม หวังว่าคอมเมนต์ของหนูจะเป็นอีกหนึ่งความคิดเล็กไห้พี่ค่ะ

    "รู้จักที่จะ comment คือสิ่งไหนดี ก็ชมเพื่อให้ดำรงไว้ และพัฒนาต่อไป แต่ถ้าสิ่งไหน ไม่ดี ไม่ถูกต้อง ก็ต้องกล้า "ติ" "ตักเตือน" เพื่อให้เกิดการปรับปรุง-แก้ไข

    แล้วคนที่ถูก "ติ" หรือได้รับ "คำตักเตือน" ก็อย่ามี ego คือ "อัตตา" หรือ "ความถือตัวเองเป็นสำคัญ" ว่าฉันไม่ผิด ความคิดของฉัน สิ่งที่ฉันกระทำนั้นดีแล้ว โดยไม่สนใจความคิดของคนอื่น แล้วนำมาพิจารณาให้เกิดการพัฒนางาน "

    ขอให้พี่มีความสุขในทุกๆวันค่ะ

    ReplyDelete
  15. สวัสดีครับ และขอบคุณครับ น้อง fah น้องโยธินฯ

    ขอโทษที่ได้รับลิงก์ข้อคิดเห็นทางอีเมล์แล้ว แต่ไม่ได้เข้ามาตอบ เนื่องจากหลายๆ สาเหตุ

    ขอบคุณสำหรับข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะครับ

    ดีใจมากนะครับ ที่เข้ามาเสนอแนะ

    ขอเล่าเรื่องเก่าๆ เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์ร่วมกัน รวมถึงผู้อ่านท่านอื่นๆ ด้วยนะครับ

    ในอดีตที่ผ่านมา เป็นเรื่องปกติที่คนเราต้องเคยถูกต่อว่า ทั้งที่เป็นเพราะความผิดพลาดของเราเอง หรืออาจจะถูกเข้าใจผิด หรือแม้แต่ถูกใส่ร้าย การถูกต่อว่า หรือ "ถูกตำหนิ" หรือ "ถูกติ"

    ReplyDelete
  16. ส่วนใหญ่แล้ว ผมจะนำมาเป็นพลังในการทำงาน หรือทำในสิ่งที่กำลังถูกตำหนิ หรือติ

    ถ้ามองดูผิวเผินอาจจะถูกมองว่า "ดื้อ" แต่ถ้าเรามั่นใจว่า น่าทดลอง น่าทำ แต่ต้องควบคุมความเสียหายได้นะครับ หรือต้องไม่กระทบกับใคร ผมกลับมองว่าเป็นความพยายาม

    คุณ fah ก็สบายใจได้เลยนะครับ และก็ขอให้มีความสุขเช่นกัน

    ผมมีความสุขเสมอทใด้ทำงาน ที่สำคัญเวลาเครียดผมจะทำงาน ดังนั้นเวลาที่เครียด จึงกลายเนมีความสุขทันที เพราะได้ทำงาน

    ขอบคุณครับ
    ปรีดา ลิ้มนนทกุล

    ReplyDelete
  17. ปัจจุบันแฟนพี่ยังคบกันอยู่ไหมคะ ไม่เห็นพี่เล่าเลย

    ReplyDelete