62 : ตกลงว่าผมมี "สารนิกเกิลตกค้างในร่างกาย" หรือว่า "แพ้ภูมิตัวเองเวลาเซลล์ผิวหนังชั้นนอกผลัดเซลล์" กันแน่ ตอนที่ 4 (ตอนจบ)

สวัสดีครับ เพื่อนๆ ทุกคน ที่ได้ติดตามอ่านบทความซีรี่ส์ 4 ตอน "ตกลงว่าผมมี "สารนิกเกิลตกค้างในร่างกาย" หรือว่า "แพ้ภูมิตัวเองเวลาเซลล์ผิวหนังชั้นนอกผลัดเซลล์" กันแน่ ตอนที่ 3, ตอน 2 และ ตอน 1 นะครับ บทความนี้เป็นตอนจบแล้วนะครับ มาช่วยกันลุ้นว่า ตกลงผมเป็น "โรคเรื้อนแบบไม่ติดต่อ" หรือเปล่านะครับ

บทความนี้ ผมขอเป็นเนื้อหาล้วนๆ เลยนะครับ

ถึงเวลานัดพบคุณหมอ แล้วละครับ เป็นคุณหมอท่านเดิมที่ผมเคยรักษาผมครั้งแรก ผมตั้งใจว่า จะกินยาสเตรียลอยด์จนกว่าอาการจะเริ่มเข้าที่ คือ ผมทราบว่ามันเป็นยาครอบจักรวาล แต่ก็จำยอมต้องกินครับ และก็ตั้งใจว่า จะมาสารภาพความจริงทั้งหมด กับคุณหมอ ทั้งเรื่องการดูอินเตอร์เน็ต ทั้งการตัดสินใจทานยาเอง (แบบว่า สั่งยาเอง) ทั้งการทานอาหารต่างๆ

หลังจากคุณหมอฟังเรื่องราวต่างๆ เสร็จ ก็ยืนยันกับผมว่า ผมแพ้สารนิกเกิล ซึ่งเป็นส่วนประกอบของอาหารหลายชนิด (แล้วผมจะนำรายละเอียดของอาหารที่มีสารนิกเกิล มาให้อ่านกันนะครับ เป็นอาหารที่ผมชอบมากๆ ทั้งนั้นเลยครับ) ถูกแซวด้วยครับว่า "เมื่อไหร่กินพิซซ่า ตัวก็จะเป็นพิซซ่า แล้วเราก็ต้องมาเจอกัน"

ส่วนตัวผมแล้ว ที่ผมตัดสินใจกลับมาพบคุณหมออีกครั้งหนึ่ง เพราะหลังจากที่ผมทานอาหารบางอย่าง ผื่นแดง หรือ ตุ่มน้ำ จะขึ้นในวันรุ่งขึ้นทันที พร้อมกับอาการคัน เช่น มาม่า ผักกาดดอง พิซซ่า เป็นต้น อาหารบางอย่าง ผิวหนังผมจะแสดงอาการภายใน 6 ชั่วโมง เช่น ข้าวต้มที่ใส่กุ้งแก้ว (เป็นกุ้งตัวเล็กๆ เท่ากุ้งแห้งครับ) เป็นต้น

ก่อนไปพบคุณหมอ ผมยังทำตารางรายการอาหารที่ผมทาน ตลอด 1 เดือน ไปให้คุณหมอด้วยครับ แล้วคุณหมอก็ขอเก็บ "ตารางอาหาร" ของผม เข้าไปไว้ในแฟ้มประวัติผู้ป่วยของทางโรงพยาบาลพญาไท 1 ไว้ด้วยครับ

ประเด็นนี้ ผมขอแนะนำเพื่อนๆ ที่มีญาติเจ็บป่วยอยู่ ลองทำตารางอาหาร และการออกกำลังกายไว้ เพื่อเกิดปัญหาอะไรขึ้น เวลาเจ็บป่วย คุณหมอก็จะวินิจฉัยโรคได้ง่ายขึ้น ไม่งั้น คุณหมอ ก็อาจจะต้องสันนิษฐานจากอาการ และประสบการณ์ แล้วก็ให้ยาไปทาน ถ้ายังไม่ตรงกับโรค ก็ต้องสันนิษฐานใหม่ ดังนั้น พวกเราก็ควรช่วยคุณหมอด้วย การทำประวัติส่วนตัว ก่อนไปหาคุณหมอ เพราะอาการของโรคบางโรค มันใกล้เคียงกันมาก

ยาที่ผมได้รับมาทาน และทา เพื่อรักษาตัว ตามคำแนะนำของคุณหมอ คือ ยาทา "สตีเวท" และ ยาเม็ด "Xyzal" ซึ่งคุณหมอก็บอกว่า ต้องรักษาต่อเนื่อง 9 เดือนครับ งั้นผมขอให้ข้อมูลยาทั้ง 2 ตัว เอาไว้ แต่ว่าถ้าจะใช้งานอย่างไร ก็ต้องปรึกษาคุณหมอก่อนนะครับ
ชื่อทางการค้า : สตีเวท (STIVATE) Topical Corticosteroid Cream
ชื่อสามัญทางยา : คลอเบทาซอล โปรปิโอเนท 0.05% w/w (Clobetasol propionate 0.05% w/w)
น้ำหนักสุทธิ : 5 กรัม
ผลิตโดย : Polipharm Co., Ltd. สมุทรปราการ
ภายใต้ลิขสิทธิ์ : Stiefel Laboratories (Thailand) Ltd.
คำโฆษณา : สำหรับอาการอักเสบ และโรคผิวหนังอักเสบบางชนิด
คำอธิบาย : สำหรับทาบรรเทาอาการแพ้ อาการคัน และอาการอักเสบของผิวหนังบางชนิดที่ตอบสนองด้วยยา clobetasol ทาและถูเบาๆ บริเวณที่มีอาการ วันละ 1-2 ครั้ง หรือตามแพทย์สั่ง เก็บไว้ในที่เย็น อุณหภูมิไม่เกิน 30 องศาเซลเซียส
คุณหมอให้ผมทาหลังอาบน้ำ เช้า เย็น และยังอธิบายให้ผมฟังว่า ยาสตีเวท เมื่อทาแล้ว จะทำให้เคลือบผิวหนัง ทำให้น้ำไม่ออกจากผิวหนัง ผิวหนังก็จะไม่แห้ง ลดการอักเสบ เมื่อเวลาผมใช้งานแล้ว ก็เห็นผลในเวลาไม่กี่วัน
รักษาคู่กับ ยาเม็ด เม็ดลักษณะรี เม็ดเล็กๆ ชื่อทางการค้า คือ Xyzal ชื่อสามัญทางยา คือ Levocetirizine 2HCl ขนาด 5 มิลลิกรัม ทานยาวันละ 1 เม็ด ก่อนนอน ครับ
ผมขอรักษาตัวโรคนี้จนครบ 9 เดือน แล้วผมจะนำกลับมาเขียนให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันอีก เป็นภาค 2 ละกันครับ สำหรับบทความในครั้งต่อไป ผมขอนำเรื่อง "แผลกดทับโดยบังเอิญ หรือ ไม่ใช่แผลกดทับกันแน่" แบบ 3 ตอนจบ (ภาคแรก) มาให้อ่านกันนะครับ

ขอบคุณครับ
ปรีดา ลิ้มนนทกุล
ผู้ทุพพลภาพมืออาชีพ

Preeda Limnontakul (SCI-C6)
mobile : 086-314-7866
Email : preeda.limnontakul@gmail.com
PWD Outsource Managrment Co., Ltd. 

13 comments:

  1. โชคไม่ดีเลยนะคุณต่อง ต้องเก้าเดือนจึงจะหาย แพ้ของอร่อยๆทั้งนั้นเลย
    ขอให้หายไวๆครับ
    จาก แหลม อุบลฯ

    ReplyDelete
  2. ผมก็เป็นลักษณะเดียวกันเลยคับ ตามฝ่าเท้า+รอบๆเท้า

    แถมยังเป็นโรคผิดหนัง ตามตัวจากการแพ้ ด้วย(ไม่รุว่าแพ้อะไรเหมือนกัน)

    รักษามาก็หาย แล้วก็เป็นอีก ตอนนนี้ผิว เป็นรอยคล้ำๆ เตมหมดแล้ว จาก

    แผลที่ยุบ สีผิว ไม่สม่ำเสมอ ไปหา หมอ รพ. อะไรดีครับ

    ช่วงก่อนที่จะเป็นตรง เท้า ผมกินน้ำส้ม บ่อยมาก ไม่ทราบว่า มันมีส่วนผสม

    ของ นิกเกิลรึป่าวคับ (น้ำส้มแบบสำเร็จรูป ที่ขายตาม 7-11)

    ReplyDelete
  3. ลองไปพบคุณหมอพนิต ที่ รพ.พญาไท 1 ดูนะครับ ปัจจุบันผมหายดีขึ้นมากจนจะเป็นปกติแล้ว สามารถทานชูรสได้ ทานน้ำส้มสายชูได้ เหลือเพียงอย่างเดียวที่ผมยังไม่กล้าทานคืน พิซซ่า ครับ

    ขอบคุณครับ
    ปรีดา ลิ้มฝนนทกุล

    ReplyDelete
  4. อยากรู้ราคาหลอดละเท่าไหร่ค่ะ

    ReplyDelete
  5. น่าจะประมาณ 70 บาทครับ ผมคิดว่าขึ้นอยู่กับว่า เราซื้อจากที่ไหนด้วยครับ

    ขอบคุณครับ
    ปรีดา

    ReplyDelete
  6. ขอบคุณค่ะ แล้วไปซื้อที่ไหนค่ะแก้ไรได้บ้างแบบมิ้นท์หมอที่โรงบาลให้มาทาแบ่งตลับอะ หาชื่อตั่งนานค่ะ มันนิดเดียวเองเปงคนชอบทาบ่อยเยอะอะค่ะรบกวนนะค่ะ

    ReplyDelete
  7. ปัจจุบันผมเบิกจากทางโรงพยาบาลบางบัวทอง มีรายละเอียดดังนี้ครับ

    "ยา CLOBETASOL CREAM 0.05% ตลับ 5 กรัม
    ทางบางๆ บริเวณที่เป็น วันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น
    ยาทาแก้แพ้ แก้คัน ยาใช้ภายนอกห้ามรับประทาน"

    ขอบคุณครับ
    ปรีดา

    ReplyDelete
  8. ขอบคุณมากนะค่ะ

    ReplyDelete
  9. หาซื้อได้ที่ไหนค่ะมะวานไปถามร้านยาแถวบ้านไม่มีแล้วมันเรียกว่ายาอะไรค่ะ มิ้นท์อ่านแล้วงงค่ะ

    ReplyDelete
  10. ปิยะ สมรศาสตร์December 31, 2011 at 12:56 AM

    ยาทาคาราไมด์ก็อาจเป็นทางเลือกหนึ่งที่ควรลองทารักษาดู

    ReplyDelete
  11. ขอบคุณมากๆ นะคะ ข้อมูลจากบล้อกนี้มีประโยชน์มากเลย

    ReplyDelete
  12. สรุปว่า พิซซ่า = อาหารต้องห้าม
    สุดยอด ทำตารางอาหาร ด้วยอ่ะ

    ReplyDelete
    Replies
    1. คุณหมอก็พูดแบบนั้น คุณหมอบอกว่า ผมเป็นคนไข้คนแรกที่ทำแบบนี้ครับ ไอเดียนี้ หากผมมีเวลาจะพัฒนาขึ้นมาเป็นแอพบนมือถือ เพราะช่วยในการวินิจฉัยโรคอย่างมากครับ ตอนทำจริงยากมากนะครับ บางครั้งกินเมื่อวานยังลืมเลย

      Delete