72 : การดำรงชีวิตอิสระกับการมีรายได้

สวัสดีครับ เพื่อนๆ ที่ตามอ่านบทความเกี่ยวกับความพิการของผมนะครับ ผมขอคั่นบทความต่อเนื่องเรื่องการพิทักษ์สิทธิ์ ด้วยบทความเรื่อง "การดำรงชีวิตอิสระกับการมีรายได้" ที่ถือว่าน่าสนใจสำหรับตัวผมเลยนะครับ เป็นหัวข้อที่จะเขียนอย่างไรให้ผู้อ่านทั้งคนปกติ และคนพิการ เมื่ออ่านแล้วเห็นภาพคล้ายกัน ครับ

งั้นเริ่มอย่างนี้เลยละกันนะครับ เอาเป็นว่า ถ้าเพื่อนๆ ที่เข้ามาอ่านบทความนี้ เป็นคนปกติ ก็ให้นึกเสียว่า ตัวคุณก็ถือว่าเป็นคนพิการชั่วคราว ชั่วคราวยังไงหรือครับ ผมอยากให้นึกถึงเวลาคุณบาดเจ็บ เช่น แขนหัก กระดูกตามส่วนของร่างกายแตกหัก อาจจะเกิดจากการเล่นกีฬา หรือหกล้ม หรืออุบัติเหตุ ลักษณะแบบนี้ คุณก็จะกลายเป็นคนพิการชั่วคราวนะครับ คือ คุณก็จะเจ็บ ขยับตัวลำบาก บางคนใส่เฝือก ก็ต้องเหมือนกับถูกห้ามขยับในร่างกายส่วนนั้นๆ อีกตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือตอนที่คุณอายุมากแล้ว เดินลำบาก นอนมากกว่านั่งและก้อาจจะนั่งมากกว่าเดิน เดินไกลก็ไม่ไหว ขึ้นบันไดอาจหกล้ม นั่งรถเข็นง่ายกว่า เป็นต้น รวมๆ แล้วก็น่าจะพอเห็นภาพว่า คนปกตินั้น ในบางช่วงเวลาของชีวิตก็เรียกได้ว่า เป็นคนพิการ (ชั่วคราว) ได้เช่นเดียวกัน อ๋อ...ยังไม่นับว่าคุณผู้หญิงมีครรภ์อีกนะครับ ที่พอจะยกตัวอย่าง ถ้าอยากรู้ว่าลำบากอย่างไร ต้องถามบรรดาคุณแม่ดูครับ ว่าสิ่งอำนวนความสะดวกสำหรับคนพิการนั้น ในช่วงตั้งครรภ์ก็เป็นประโยชน์ทีเดียว ในการประคองตัว การเดิน การนั่งรถเข็น หรืออื่นๆ เวลาไปโรงพยาบาล ครับ

คราวนี้มาดูกันว่า คนพิการ จะเป็นคนปกติได้อย่างไร ส่วนตัวนะครับ เป็นแนวคิดที่บางคนอาจจะคิดว่า ปลอบใจตัวเอง แต่สำหรับ ผมคิดว่าเป็นการเข้าถึงแก่นแท้ของการดำเนินชีวิตมากกว่า อาจจะต้องเริ่มจากวิธีคิดก่อน ถ้าคุณมีโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง เครื่องที่ 1 ดีมาก ใช้ประจำ ส่วนเครื่องที่ 2 เป็นเครื่องสำรอง ฟังก์ชั่นการใช้งาน ก็พอใช้ได้ ไม่ดีเท่าเครื่องที่ 1 แล้วในที่สุดก็มีอยู่วันหนึ่ง มือถือเครื่องที่ 1 ตกลงไปในแม่น้ำ ที่คุณกำลังชมวิวอยู่ คุณก็ต้องใช้มือถือเครื่องที่ 2 แทน แต่ก็เป็นไปได้นะครับ บางคนอาจจะบอกว่า ซื้อใหม่ก็ได้ เอารุ่นที่ดีกว่าเครื่องที่ 1 ยังได้เลย ถ้ามองประเด็นนี้ งั้นผมขอยกตัวอย่างใหม่

คุณมีรถกระบะ 4 ประตู รุ่นใหม่ล่าสุดเลยนะครับ แล้วอยู่มาวันหนึ่ง ก็ประสบอุบัติเหตุ รถคันนี้ก็ถูกซ่อมมา ด้วยสิทธิ์ประกันภัยรถชั้น 1 พออกมาจากอู่ คุณก็ขับรถคันนี้ได้ปกติเหมือนเดิม แต่อาจจะได้ยินเสียงกรอกแกรกบ้างนิดๆ หน่อยๆ ในระดับที่พอรับได้ บวกกับแอร์อาจจะมีปัญหาบ้างนิดหน่อย ร้อนตอนรถติด ถ้ารถไม่ติดก็เย็นปกติ ไปให้อู่แก้ไขอย่างไร ก็ไม่หาย และคุณก็ไม่สามารถเปลี่ยนรถใหม่ได้ด้วยเช่นกัน ถ้าอย่างนี้ คุณจะทนใช้รถที่มีสภาพไม่เหมือนเก่าร้อยเปอร์เซ็นต์ไปก่อน หรือว่าจะซื้อรถใหม่ครับ

ถ้าผู้พิการอ่านมาถึงตรงนี้ ต้องคิดกันแน่ๆ เลยว่า ตัวอย่างที่ผมยกขึ้นมานั้น น่าจะเข้าข่ายคนปกติ กลายมาเป็นผู้พิการแล้วต้องยอมรับสภาพ ให้อยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้น ให้ยอมรับกับความพิการ อะไรประมาณนั้น ดังนั้นแล้ว ไม่เห็นว่าจะมีมุมมอง ที่ให้ได้แนวคิดว่า คนพิการเป็นคนปกติเลย

ถ้าอย่างนั้น ผมขอนำทุกคน เข้าสู่มุมมอง และแนวคิดที่ผมจะบอกทุกคนอีกทีละกันนะครับ กับตัวอย่างใหม่ เห็นกันชัดๆ เลย

  • คุณสมชาย มีเงิน 10 ล้าน อายุ 50 ปี คิดว่า คุณสมชายรวยหรือไม่ ในความคิดของคุณ คุณคิดว่าการมีเงิน 10 ล้าน นั้นรวยแล้วหรือยัง
  • คุณสมศักดิ์ มีเงิน 100 ล้านบาท อายุ 60 ปี คุณคิดว่า คุณสมศักดิ์ รวยกว่าคุณสมชายหรือไม่ และในความคิดของคุณ ถ้าคุณมี 100 ล้านบาท คุณว่าคุณรวยแล้วหรือยัง
  • คุณณัฐพล มีเงิน 1,000 ล้านบาท อายุ 47 ปี คุณคิดว่า คุณณัฐพล รวยกว่าทั้งคุณสมชาย และคุณสมศักดิ์หรือไม่ และในความคิดของคุณ มีถึงพันล้านรวยแล้วหรือยัง
  • คุณรัชนี มีเงิน 10,000 ล้านบาท อายุ 39 ปี คุณคิดว่า คุณรัชนีรวยกว่าทั้ง 3 คนก่อนหน้านี้ หรือไม่ แล้วถ้าคุณมีหมื่นล้านคุณรวยแล้วหรือยัง

ผมลองยกตัวอย่างคนที่รวยๆ ให้เพื่อนๆ ได้ลองพิจารณากันแล้ว เพื่อนๆ คิดอย่างไร ผมคิดว่าคงมีคำตอบต่างกันมากอย่างไม่น่าเชื่อ

  • บางคนก็อาจจะบอกว่า ไม่ต้องรวยหรอก ฉันมีหนี้ตั้งเยอะ ขอให้หมดหนี้ก็พอ ก็ถือว่ารวยแล้ว เพราะถ้าไม่มีหนี้ ฉันก็จะเหลือเงินตั้งเยอะในแต่ละเดือน รวมกันสะสมทุกๆ เดือน แค่นี้ฉันก็รวยแล้ว
  • บางคนก็อาจจะบอกว่า ถ้าฉันมีสัก 3 แสนบาท ก็รวยแล้ว
  • บางคนก็อาจจะบอกว่า ต้องมีสัก 5 ล้าน ถึงจะเรียกว่ารวย เพราะวางแผนชีวิตไว้แล้วว่า จะใช้หนี้ 1 ล้าน สร้างธุรกิจอีกสัก 2 ล้าน เหลือเงินสดสำรอง และไว้ใช้จ่ายสัก 2 ล้าน ชีวิตนี้ก็พอแล้ว
  • บางคนมีเงินอยู่ 70 ล้าน คงจะคิดว่า มี 10 ล้านก็ไม่รวยหรอก ฉันก็มีอยู่แล้ว ต้อง 100 ล้านสิ ถึงจะรวย
  • บางคนใช้เงินทำธุรกิจครั้งละ 400 ล้านบาท มีเป็นพันล้านก็อาจจะคงไม่พอ มีหมื่นล้านก็น่าจะดี

เพื่อนๆ คิดว่า ความรวยวัดกันที่ตรงไหน มีอะไรเป็นมาตรฐานความรวย แล้วคนที่ว่ารวยๆ ที่เราเห็นๆ กัน เขาคิดว่าเขารวยไหม แล้วเขารวยมาได้อย่างไร เขาสร้างเอง หรือว่าดวง หรือว่ามรดก หรือเขาแต่งงานกับคนรวยกว่า ผมทิ้งคำถามไว้นะครับ ลองดูอีกตัวอย่างหนึ่ง

  • คุณปริญญา เป็นผู้จัดการให้กับบริษัทต่างประเทศ มีเงินเดือน 100,000 บาท ต้องผ่อนบ้านหลังใหญ่ หลังละ 35,000 บาทต่อเดือน จ่ายค่ารถหรู เดือนละ 24,000 บาท ค่าน้ำมันรถเดือนละ 8,000 บาท ค่าสาธาณูปโภคต่างๆ ทั้งบ้านและส่วนตัว เดือนละ 28,000 บาท เหลือเงินเก็บสำรองเดือนละ 5,000 บาท รวม 1 ปีมีเงินเก็บ 60,000 บาท แต่อาจจะมีรายจ่ายประจำปีอีก เช่น ค่าประกันภัยชั้น 1, ค่าประกันชวิต, ค่าภาษี เป็นต้น
  • คุณจตุพล เป็นผู้จัดการแผนก มีเงินเดือน 70,000 บาท ผ่อนบ้านเดี่ยว 50 ตารางวา เดือนละ 17,000 บาท ผ่อนรถเก๋งซีดาน เดือนละ 12,000 บาท ค่าน้ำมันรถเดือนละ 5,000 บาท ค่าใช้จ่ายประจำเดือน เดือนละ 20,000 บาท เหลือเงินเก็บเดือนละ 16,000 บาท ทั้งปีมีเงินเก็บรวมกันได้ 192,000 บาท ยังไม่หักค่าใช้จ่ายรายปี อื่นๆ
  • คุณชลิต เป็นพนักงานอาวุโส มีเงินเดือน 25,000 บาท ผ่อนบ้านทาวน์เฮ้าส์ 21 ตารางวา เดือนละ 7,500 บาท ไม่มีรถขับ นั่งรถเมล์รถตู้ไปทำงาน เสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางเดือนละ 2,500 บาท มีรายจ่ายประจำเดือน 5,000 บาท เหลือเงินเก็บเดือนละ 10,000 บาท ทั้งปี มีเงินเก็บ 120,000 บาท ไม่รวมรายจ่ายประจำปี ซึ่งก็น่าจะน้อยกว่า คุณปริญญา และคุณจตุพล

เพื่อนๆ คิดว่า ทั้งคุณปริญญา คุณจตุพล และคุณชลิต ใครมีเงินเหลือเก็บมากกว่ากัน ในสังคมไทยวัดว่าคุณปริญญาน่าจะรวยกว่าคุณจตุพล และคุณชลิตใช่หรือไม่ กับคำถามนี้ เพื่อนๆ คิดอย่างไร

อาจจะมีคำถามในใจต่อนะครับ ว่า การยกตัวอย่างของคนปกติ ไปเป็นคนพิการ (ชั่วคราว) ทำไมสั้นจัง แต่การยกตัวอย่างของคนพิการ ให้กลายไปเป็นคนปกติ ทำไมมันยาวเหยียดอย่างนี้ แต่จริงๆ แล้ว ก็สามารถอธิบายให้ทุกคนละครับ เข้าใจไปพร้อมๆ กัน

ผมลองยกตัวอย่างใหม่ คราวนี้เอาความพิการมายกตัวอย่างเลย เอากรณีของผมที่เป็นละกันนะครับ ผู้ป่วยประสบอุบัติเหตุทางรถ กระเด็นออกมานอกตัวรถ ทำให้

  • ผู้ป่วยคนที่ 1 กระดูกขาหัก ต้องเข้าเฝือกหลายเดือน
  • ผู้ป่วยคนที่ 2 กระดูกสันหลังตำแหน่งเอวแตกหัก (ไขสันหลังเสียหายบางส่วน) ทำให้เดินไม่ได้ ขารู้สึกนิดหน่อย แขน-ไหล่ มีกำลัง มือใช้ได้ทั้งหมด
  • ผู้ป่วยคนที่ 3 กระดูกสันหลังระดับบน ตำแหน่งหลังแตกหัก ไปกกดทับไขสันหลังจนเป็นเนื้อตาย เดินไม่ได้ ขาไม่รู้สึก ระดับท้องลงไปไม่รู้สึก แขน-ไหล่ มกำลัง มือใช้ได้ทั้งหมด
  • ผู้ป่วยคนที่ 4 กระดูกสันหลัง ระดับคอตำแหน่ง C6 แตกหัก ไปกดไขสันหลังจนเป็นเนื้อตาย ระดับหน้าอกบนลงไปถึงปลายเท้าไม่รู้สึก ประคองตัวเองเวลานั่งไม่ได้ ไหล่-แขนมีกำลัง (ต้องฝึกมากๆ) นิ้วมือทั้ง 10 นิ้วใช้ไม่ได้ (ระดับนี้เป็นอาการป่วย หรือระดับความพิการของผม แต่ผมโชคดีที่ใช้ได้ 1 นิ้วโป้งซ้าย)
  • ผู้ป่วยคนที่ 5 กระดูกสันหลังระดับคอ ตำแหน่ง C4 แตกหัก ไปกดไขสันหลัง ตั้งแต่ระดับไหปลาร้าจนถึงปลายเท้าไม่รู้สึก แม้แต่ไหล่ก็ยังยกไม่ได้ ดังนั้นถึงปลายนิ้วมือก็ไม่รู้สึกเลยครับ
  • ผู้ป่วยคนที่ 6 กระดูกสันหลังระดับคอ ตำแหน่ง C3 แตกหัก ไปกดไขสันหลัง ซึ่งระดับการเป็นก็หนักกว่า C4 เสียอีก รวมๆ ทางกายภาพอาจจะมีเพิ่มที่การบังคับกล้ามเนื้อคอที่แย่กว่าระดับ C4 แต่ที่สำคัญคนพิการระดับนี้ หายใจเองไม่ได้นะครับ ต้องมีเครื่องช่วยหายใจตลอดเวลา 24 ชั่วโมง เพราะปอดแทบไม่ทำงานเลย

ตัวผมเองก็ต้องฝึกการหายใจเช่นกัน แรกๆ ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจเช่นกันครับ แต่อาการจะค่อยๆ ดีขึ้น เมื่อก่อนก็จะหายใจถี่เวลาพูดคุย

กับความพิการที่ยกตัวอย่างมานี้ เพื่อนๆ ที่ได้อ่านระดับความพิการ มีความเห็นอย่างไรครับ คนที่ 6 คงบอกว่า ขอให้ผมดีเท่าคนที่ 5 ก็โอเคแล้ว คนที่ 5 ก็คงอยากเป็นเหมือนคนที่ 4 เช่นกัน คนที่ 4 ก็คงอยากใช้นิ้วมือทั้ง 10 นิ้วได้เหมือนคนที่ 3 ส่วนคนที่ 2 ก็ต้องบอกว่า คนที่ 1 โชคดีที่แค่ขาหัก ไม่ต้องมานั่งรถเข็นถาวรเหมือนกับเ เป็นต้น

คนปกติ คนพิการ เป็นคนเหมือนกัน ศักดิ์ศรีของการมีชีวิตเท่าเทียมกัน ต่างกันที่ข้อจำกัดของแต่ละคน เช่น ทุกคนมุ่งหน้าจะไปสักการะพระพุทธรูป ที่จังหวัดสระบุรี

  • มีคนปกติไปได้ เพราะมีเวลาว่าง เพราะวางแผนไว้แล้ว เพราะอยากจะไป เพราะ......ทุกๆ อย่าง เท่าที่จะมี แต่สรุปคือ ได้ไป
  • มีคนปกติไปไม่ได้ เพราะมีธุระสำคัญ เพราะรถที่กำลังจะไปเสียกลางทาง เพราะมีงานด่วน เพราะตื่นสาย เพราะ.....ทุกอย่างที่เป็นเหตุผล รุปก็คือ ไม่ได้ไป
  • มีคนพิการ ที่ไปได้ เพราะทุกๆ เหตุผลที่อยากจะไป
  • มีคนพิการ ที่ไปไม่ได้ เพราะทุกๆ เหตุผลที่ไปไม่ได้

ดังนั้นแล้ว คนพิการ จะเป็นคนปกติได้ ต้องเป็นทางด้านความคิดครับ คือต้องคิดได้ คิดเป็น ต้องคิดให้ได้ว่า คนพิการ คือคนปกติที่มีข้อจำกัด จึงพอจะสรุปได้ว่า คนพิการ ต้องให้ความสำคัญกับแนวคิด หรือวิธีคิดในเชิงบวก มีเท่าไหร่ถึงเรียกว่ารวย พิการเท่าไหร่ ไม่สำคัญที่พิการทางใจ พิการทางความคิด คิดว่าพิการเลยออกข้างนอกไม่ได้ ก็คือออกไม่ได้ คิดว่ามือพิการ ใช้คอมพิวเตอร์ไม่ได้ ก็ไม่ได้ ดังนั้น คนพิการ ต้องคิดเป็น คิดได้ก่อน ผมขอให้นิยามของ "คนพิการทีคิดเป็น คิดได้ เข้าใจคิด" ว่า คนพิการคนนั้น มี "ความคิดอิสระ" แล้ว

ผมคิดว่า ก่อนที่เราจะมาคุยกันเรื่อง "การดำรงชีวิตอิสระกับการมีรายได้"

ผมอยากให้ทั้งคนปกติ และคนพิการ ได้มีมุมมอง "การดำรงชีวิตอิสระ" (ทางกาย) กันก่อน ผมขอกล่าวรวมๆ เลยนะครับ ไม่ได้มาบอกว่า คนนี้ปกติแต่ป่วย คนนี้ปกติแต่เป็นคนแก่ คนนี้พิการทางสายตา คนนี้ต้องนั่งรถเข็น คนนี้หูหนวก คือ ผมอยากให้มีมุมมองร่วมกันก่อนว่า คนที่มี "ความคิดอิสระ" ได้นั้น ย่อมมี "การดำรงชีวิตอิสระ" (ทางกาย) เช่นกัน

เมื่อใครก็ตาม ทั้งคนปกติ และคนพิการ สามารถที่จะดำรงชีวิตอิสระได้แล้ว คงจะไม่ต้องมาลงรายละเอียดกันว่า ทำอย่างไร อยู่อย่างไร เพราะเพียงแค่คุณมีความคิด มีความตั้งใจ ว่าจะทำ หรือกระทำในสิ่งนั้นๆ แล้ว คุณก็จะสามารถคิดวิธีการ หาทางออกได้อย่างแน่นอน

แต่ในสังคมปัจจุบันนั้น พวกเราอยู่ในยุคของการใช้เงิน ในการแลกเปลี่ยนสินค้า หรือความต้องการ ดังนั้น ไม่ว่าใครก็ตาม ซึ่งไม่เว้นคนพิการจำเป็นที่จะต้องมีรายได้ การมีรายได้เป็นของตนเองนั้น นำมาซึ่งความภาคภูมิใจ ความรู้สึกถึงการมีเกียรติในตนเอง มีคุณค่าในตนเอง และยังไว้ใช้ตอบสนองความคิด ความต้องการ ในการนำมาซึ่งการดำรงชีวิตอิสระได้

ผมคงไม่ได้อธิบายอะไรเกี่ยวกับ ทำอย่างไรให้มีรายได้ แต่อยากจะบอกเพียงว่า ถ้าทุกคนมี "ความคิดอิสระ" แล้ว น่าจะทำให้สามารถ "ดำรงชีวิตอิสระ" ได้เช่นกัน จากนั้นผมก็อยากให้คำนึงถึงการสร้างรายได้ เพื่อมีรายได้มาใช้จ่าย ในชีวิตประจำวัน ถ้าใช้มาก ก็ต้องหามาก แต่ควรมีเหลือเก็บไว้บ้าง ส่วนวิธีคิดส่วนตัวของผมในการสร้างรายได้นั้น ผมขอแบ่งเป็น 2 วิถีทางนะครับ แต่ก็ขอเน้นวิถีทางแรกเป็นหลัก ส่วนวิถีทางที่ 2 นั้น ไม่ค่อยแนะนำ ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ หรือว่าไม่มีทางเลือกแล้วจึงค่อยทำ

ประมาณปี พ.ศ.2549 ผมประสบปัญหาธุรกิจที่ทำนั้นต้องล้มเหลว มีหนี้สินจนถึงปัจจุบัน ด้วยปัจจัยหลายเรื่อง มี 3 เรื่องที่สำคัญมาก คือ

  1. ธุรกิจที่ทำต้องลงทุนก่อน เก็บเงินได้ช้า
  2. มีการลงทุนเรื่องกำลังคนและอุปกรณ์ค่อนข้างเยอะมาก
  3. งานมีไม่ต่อเนื่อง เวลางานเยอะ ก็ทำไม่ทัน เพราะผมจะคำนึงถึงคุณภาพด้วย

จึงต้องกลับมาคิดว่า ตัวผมเองจะต้องทำธุรกิจอะไร ถึงจะจ่ายหนี้สินที่มีได้ และยังต้องดูแลรายจ่ายของตัวเองให้ได้ด้วย เงินทุนก็ไม่มี พนักงานก็ไม่มี จึงพอจะสรุปเอาประสบการณ์ส่วนตัวตรงนี้มาเป็นวิถีทางที่ 1 ให้ได้ลองพิจารณากันนะครับ ดังนี้

  1. คิดไตร่ตรองว่าตัวเอง มีความสามารถอะไรเป็นพิเศษ เพราะว่า ถ้าต้องเรียนรู้ใหม่อาจจะไม่ไหว ตัวเองก็เป็นผู้พิการรุนแรง ไม่สามารถทำอะไรได้ด้วยตัวเอง (มาถึงตรงนี้ก็ไม่อยากให้ผู้พิการเสียกำลังใจอะไร คือผมไม่ได้สื่อว่า เพราะว่าผมพิการ จึงทำให้ต้องลำบาก เพียงแต่ผมต้องการจะสื่อว่า ความพิการเป็นเรื่องที่ต้องคำนึงถึงในการคิดค้น ไตร่ตรองว่าตัวเองควรทำธุรกิจอะไรเท่านั้นครับ)
  2. ผมไม่มีเงินทุน ดังนั้น ธุรกิจที่ต้องทำใหม่ในครั้งนี้ ต้องลงทุนให้น้อยที่สุด เท่าที่จะทำได้ (ไม่ว่าจะทำธุรกิจอะไร หรือค้าขายอะไร ส่วนตัวแล้วคิดว่า ต้องเกิดต้นทุนแน่นอน เพียงแต่จะมากหรือน้อยเท่านั้นเองครับ)
  3. ต้องใช้คนให้น้อยที่สุด เพราะคนยิ่งมาก เรื่องวุ่นวาย หรือต้องจัดการก็จะมากตาม และส่วนตัวก็เป็นคนใจดี ใจอ่อน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะมีปัญหาในการบริหารงานพอสมควร
  4. ควรเป็นสินค้า หรืองานบริการที่อยู่ในความสนใจของคนส่วนใหญ่ ทำให้สามารถทำธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง ตลอดทั้งปี และทำได้ทุกปี ไม่ว่าจะนานเท่าไหร่ก็ตาม

หลักๆ ที่ผมคิดก็คือ ผมเคยพลาดมาก่อน แต่สำหรับเพื่อนๆ ที่ยังไม่เคยผิดพลาดอย่างผม ในการทำธุรกิจ หรือการค้า ถ้าเลี่ยงได้ ก็อย่ามาพลาดแบบผมเลย ระวังไว้ก่อนเป็นดีที่สุด แต่ส่วนตัว ผมจะนำความผิดพลาดนี้มาเป็นบทเรียนสำคัญ ดังนั้นวิถีทางที่ 1นี้ ก็น่าจะเหมาะกับคนที่พึ่งเริ่มคิดจะทำอะไรเป็นของตัวเอง ซึ่งอาจจะรวมถึงการไปเป็นพนักงานประจำในองค์กรต่างๆ ด้วยนะครับ นำไปประยุกต์ใช้ได้ คือพยายามไปทำให้เจ้านาย หรือบริษัทมีรายได้มากๆ และอย่าไปคิดว่า ไปทำให้เขารวย ไม่ดี อย่าไปทำดีกว่า

ไม่ควรคิดอย่างนั้นนะครับ สมัยที่ผมเป็นลูกจ้าง ผมทำงานแบบท่มเทมากๆ ทุ่มสุดตัวทุกงาน คิดว่างานที่ทำเป็นงานของผมเอง ทำเต็มที่ ดูซิว่า ผลที่ได้จะได้อย่างที่คิดรึเปล่า และมักคิดว่า โชคดีมากๆ ที่มีนายทุน มาลงทุนให้ผมได้ทดลองทำธุรกิจ ไม่ต้องออกทุนเอง แถมได้เงินเดือนอีกต่างหาก และยิ่งกลายมาเป็นผู้พิการ จึงถือว่า ไม่เสียดาย ความตั้งใจที่ทุ่มเททำไว้เลย เพราะได้นำมาใช้ นำมาคิด นำมาวิเคราะห์ได้ทั้งหมดในการทำงานของตัวเอง จนถึงปัจจุบัน

ในวิถีทางที่ 2 ภาพรวมๆ ก็มีวิธีคิดเหมือนกับ วิถีทางแรกเหมือนกันครับ เพียงแต่ต่างกันที่ข้อที่ 1 คือ เป็นเรื่องที่ไม่ถนัด ต้องศึกษาใหม่หมด ต้องค้นคว้า ศึกษาในธุรกิจที่ไม่ถนัดอย่างจริงจัง และในที่สุด ผมก็เลือกทำธุรกิจบนอินเตอร์เน็ต แต่ผมมีความรู้น้อยมาก ผมจึงต้องศึกษาอยู่ทั้งหมด 8 เดือน จึงเริ่มเห็นทิศทาง ผมคิดว่าช่วง 8 เดือนนั้น ในชีวิตผมไม่เคยทุ่มเทเวลามากขนาดนี้ ถึงผมจะทำเว็บไซต์เองไม่ได้ แต่ผมก็ยังเขียนบล็อกได้ ผมก็พอใจแล้ว ที่สำคัญทำให้ผมได้กลับมาอยู่ในความถนัดของตัวเองอีกครั้ง คือ การบริหารจัดการ และมุมมองด้านการตลาด ที่ผมคิดว่า ผมไม่เหมือนใคร หรือมองภายนอกอาจจะเหมือน แต่ลึกๆ แล้วซ่อนแนวคิดที่แตกต่างไว้ หรือสามารถคิดให้มีจุดยืนในตลาดให้ได้ หรืออาจจะเรียกช่องว่างทางการตลาดก็ได้นะครับ

หนึ่งในตัวอย่างปัจจุบันที่เป็นงานของผมที่ทำอยู่คือ การรับงงานจากภาคเอกชน โดยใช้คนพิการทำงานทั้งหมด เพื่อนๆ คิดว่าแตกต่างจากในท้องตลาด หรือในแง่ของการตลาดไหม มีแต่เขาจะไม่รับคนพิการกัน แต่นี่รับแต่คนพิการ คนปกติไม่รับ จริงๆ ก็ไม่ได้แบ่งแยกนะครับ แยกคนพิการ กับคนปกติ เพียงแต่คนพิการไม่ค่อยได้รับโอกาสในสังคม จึงอยากลองทำดู อยากแสดงให้สังคมเห็นว่าคนพิการนั้นก็เป็น "คน" เหมือนกัน ก็มี "ความสามารถ" เหมือนกัน ไม่ได้แตกต่างอะไรเลย คุณคิดว่า มุมมองที่แตกต่าง สามารถสร้างได้ได้ไหม

ในอดีตที่ผ่านมา ทั้งชีวิตการทำงานตอนเป็นลูกจ้าง และมามีกิจการส่วนตัวตอนเป็นคนพิการแล้วนั้น มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ทำให้งานของผมโดดเด่น คือ ผมชอบทำงานที่ยาก คิดยากๆ แปลกๆ ไม่น่าจะทำได้ หรือไม่น่าจะเป็นไปได้ ผมมักจะชอบงานในลักษณะนี้มากๆ เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เราทำได้ แสดงว่าเรามีความสามารถ และจะได้รับการยอมรับจากหัวหน้างาน หรือในสังคมธุรกิจทันที ในเวลาอันรวดเร็ว เรียกได้ว่า เป็นเคล็ดลับของความสำเร็จเลยก็ว่าได้ อีกมุมหนึ่งที่อยากฝากไว้ ด้วยความหมายที่ใกล้เคียงกัน คือ เวลาทำงานอะไร ต้องใช้ความพยายาม ความอดทน ทำให้เต็มที่ ไม่ท้อ ไม่กลัวอุปสรรค

ถ้าเพือนๆ ลองนึกทบทวนดูดีๆ ทั้งจากบความที่ผมนำมาให้อ่าน และทั้งจากคำกล่าวมาแต่เก่าก่อนว่า "ค่าของคน อยู่ที่ผลของงาน" ที่สำคัญ งานคือรายได้ ส่วนตัวผมเชื่อว่า ทุกๆ คนมีคุณค่าในตัวเองอยู่แล้ว ต้องค้นหาวให้เจอ เมื่อเจอแล้วบวกกับ คุณมี "ความคิดอิสระ" คุณย่อมต้อง "ดำรงชีวิตอิสระ" และทำงานจน "มีรายได้" การมีรายได้นั้น ไม่ใช่แค่เพียงเงินที่คุณต้องนำไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แต่มันยังเป็นความรู้สึกภาคภูมิใจ ความปิติยินดี ความมีเกียรติ ความมีศักดิ์ศรี ที่หล่อเลี้ยงจิตใจของเราในการดำเนินชีวิต และผมก็กล้าบอกทุกคนได้ว่า ทุกวันนี้ ผมภูมิใจมาก ที่ผมสามารถทำงานได้ และมีรายได้

เพื่อนๆ ก็ทำได้ทุกคนเลยครับ ใครพูดจาต่อรองเก่ง ใจเย็น ก็ขายของได้ดี ตั้งใจไว้เลยว่า ใครเข้ามาในร้านเรา ต้องขายให้ได้ จะกำไรมากจะกำไรน้อย ขายให้ได้ไว้ก่อน ใครฝีมือดี ก็ทำสินค้าที่ถนัดขาย ใครเสียงเพราะ ไพเราะ ก็ขายเสียง ทั้งอัดเสียง ทั้งเป็นนักพากย์ก็ได้ ใครวาดรูปเก่ง ก็ตั้งฉากวาดรูปที่หน้าบ้านเลย ขายตรงนั้นเลย ใครถนัดอะไรก็ทำอย่างนั้น

ผมก็หวังว่า บทความอ้อมโลกของผม หรือจะชักแม่น้ำทั้ง 5 ก็ได้ครับ อาจจะพอเปลี่ยนแนวความคิดของใครได้บ้าง ที่อาจจะกำลังหมดกำลังใจกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ที่ตกต่ำทั่วโลก ให้มีกำลังใจ ให้เห็นคุณค่าของตนเอง เกิดประกาย "ความคิดอิสระ" ทำให้ "ดำรงชีวิตอิสระ" และสามารถ "สร้างรายได้" ให้กับตนเองได้ แม้เพียงคนเดียว ก็ถือว่า บทควมนี้มีคุณค่ามหาศาลมากแล้วครับ

อบคุณมากครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล

2 comments:

  1. ชอบมากเลยครับ

    ReplyDelete
  2. ยอดเยี่ยมมากเลยครับ

    ReplyDelete