News-5 : มจธ.พัฒนาระบบรับคำสั่งเสียงเอาใจคนชรา และผู้พิการ-ทุพพลภาพ ใช้แทนมือกด

สวีสดีครับ เพื่อนๆ ทุกคน พอดีช่วงนี้ ผมได้เริ่มมาทำงานเพื่อเพื่อนผู้พิการ จึงเริ่มมีเพื่อนมากขึ้นครับ และบทความนี้ก็ขอยกคุณความดีให้กับคุณเสาวลักษณ์ ที่ส่งอีเมล์ข่าวนี้มาให้ ผมจึงนำมาขึ้นไว้เพื่อเป็นบทความให้เพื่อนๆ ได้อ่านกัน หรือเป็นแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผู้ทุพพลภาพครับ

......................................

มจธ.พัฒนาระบบรับคำสั่งเสียงเอาใจคนชรา และผู้พิการ-ทุพพลภาพ ใช้แทนมือกด

ในญี่ปุ่นมีบ้านอัจฉริยะที่ออกแบบโดยคนพิการเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมดติดตั้งโปรแกรมให้รับคำสั่งเสียง ในการปิดเปิดแทนการกดปุ่ม ทำให้คนชราและคนพิการใช้ชีวิตสะดวกสบายขึ้น ในเร็วๆ นี้คนไทยก็จะมีโอกาสได้สัมผัสบ้านอัจฉริยะเช่นกัน เมื่อนักศึกษา มจธ.พัฒนาระบบควบคุมอุปกรณ์เครื่องใช้ด้วยคำพูด

"วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้ เพื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งของห้องต้นแบบในบ้านอัจฉริยะในอนาคต เพื่ออำนวยความสะดวกให้คนทั่วไป และช่วยเหลือผู้ที่พิการหรือผู้สูงอายุให้มีความสะดวกสบายมากขึ้น" นายวาณิชย์ ภุมรินทร์ นักศึกษาภาควิชาวิศวกรรมระบบควบคุมและเครื่องมือวัด มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าว


จากการสำรวจพบว่าเครื่องใช้จำเป็นของทุกบ้านคือ พัดลม หลอดไฟ ทีวี รวมทั้งประตูและหน้าต่าง ซึ่งถูกใช้งานทุกวัน ส่งผลให้การออกแบบบ้านอัจฉริยะต้องคำนึงถึงเครื่องใช้พื้นฐานทั้งห้าดังกล่าว โดยแยกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ควบคุมแบบไร้สายผ่านรีโมท (ทีวี พัดลม) และส่วนที่ควบคุมแบบต่อสาย (ประตู หน้าต่าง หลอดไฟ)


ทีมงานประยุกต์ใช้ประโยชน์ซอฟต์แวร์รู้จำเสียงซึ่งเป็นงานวิจัยที่มีอยู่แล้วของคณะ โดยนำมาเขียนโปรแกรมเชื่อมต่อกับระบบสมองกล หรือไมโครคอนโทรลเลอร์ การทำงานเริ่มจากการส่งสัญญาณเสียงผ่านไมโครโฟนไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งจะประมวลผลและส่งสัญญาณผ่านทางพอร์ตสื่อสารไปให้สมองกลออกคำสั่งเครื่องใช้ให้ปฏิบัติตามคำสั่งเสียง ยกตัวอย่างการออกคำสั่ง "ไฟ เปิด" หรือ "หน้าต่างปิด" มอเตอร์ซึ่งติดอยู่ที่บานพับก็จะหมุนปิดหน้าต่าง

ในส่วนของเครื่องใช้ที่ต้องควบคุมผ่านรีโมทนั้นสมองกลจะส่งสัญญาณให้รีโมททำงานในการสั่งเปลี่ยนช่องทีวีและปรับระดับเสียง โดยใช้คำสั่งหลักคือ "เปิด ปิด เพิ่ม ลด" ยกตัวอย่าง "พัดลม เปิด" "พัดลม เพิ่ม" หมายถึงคำสั่งเพิ่มระดับความแรงลม "ทีวี ลด" หมายถึงคำสั่งปรับลดช่องทีวี

ผลงานระบบควบคุมอุปกรณ์เครื่องใช้ภายในบ้านอัจฉริยะด้วยเสียงจะร่วมจัดแสดงในงานประชุมวิชาการนานาชาติด้านวิศวกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพและเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ (ไอ-ครีเอท 2008) ในวันที่ 13-15 พฤษภาคมนี้ ที่โรงแรมอิมพีเรียล ควีนส์ปาร์ค กรุงเทพฯ


page reference
....................................................

ผมคิดว่าหลังจากที่ผมเขียนบทความมาได้สักระยะหนึ่ง ถ้าผมได้ข่าวคราวที่เกี่ยวข้องกับ ผู้ทุพพลภาพ ผมก็คงนำมาวาง หรือนำมาประชาสัมพันธ์ เพื่อให้เพื่อนผู้ทุพพลภาพได้ทราบข่าว และติดตามกันด้วยครับ ดังนั้น ถ้าเพื่อนๆ ท่านไหนได้ทราบข่าวต่างๆ ก็ส่งมาได้นะครับ

ขอบคุณครับ
ปรีดา ลิ้มนนทกุล (ผู้ทุพพลภาพมืออาชีพ)

52 : ตัดสินใจอยู่นานว่าจะโชว์แผลที่ก้นกบตัวเองดีไหม

สวัสดีครับ เพื่อนๆ ทุกคน ผมตัดสินใจอยู่นานพอสมควรว่าจะนำภาพแผลเป็นที่ก้นกบ ที่เกิดจากแผลกดทับ มาให้เพื่อนๆ ได้ดูกันดีไหม มันจะดูอุจาดตารึเปล่า ผมพยายามตัดต่อรูปให้ดูดีที่สุด ไม่น่าเกลียด และให้มีรอยแผลเป็นอยู่ครบถ้วน เชิญดูกันเลยครับ


ภาพที่เห็นนะครับ ขอยืนยันว่าเป็นก้นกบผมเอง เพื่อไม่ให้น่าเกลียดจึงตัดต่อภาพมาให้แค่นี้นะครับ แต่ผมคิดว่าก็มีความจำเป็นสำคัญอีกที่ทุกคนควรจะจินตนาการต่อ เพื่อให้ได้นึกภาพออกว่า แผลเป็นนี้ใหญ่ขนาดไหนนะครับ

เริ่มจากตามภาพผมกำลังนอนตะแคงอยู่ บนและล่าง ถ้านึกต่อจะเป็นแก้มก้นครับ ด้านขวาคือตั้งแต่เชิงกรานไปแผ่นหลังครับ ส่วนด้านซ้าย (นึกแล้วหวาดเสียวครับ ไม่อยากให้นึกอะไรไปมากกว่านี้) เป็นส่วนที่เชื่อมต่อผ่านก้นไปยังช่วงขาหน่ะครับ ถ้านึกภาพตามแล้วจะเห็นว่า แผลเป็นตามรูปข้างบนนั้น ในสมัยแรกๆ ที่ผมเป็นแผลกดทับนั้นมันใหญ่จริงๆ เป็นไข้ 39.5 องศาเซลเซียสทุกวัน ร่วม 2 เดือน

จริงๆ แล้ว ผมเคยเขียนบทความเรื่องนี้มาแล้ว แต่ผมใช้ภาพที่ผมวาดเองประกอบการเขียนบทความ ตอนนั้นใจยังไม่กล้าพอ ก็คือเขียนแล้ว แล้วก็คงไม่จำเป็นต้องเขียนอะไรอีกมากมาย แต่เป็นเพราะผมได้มีโอกาสไปฝึกอบรม การใช้โปรแกรมปฏิบัติการบนเว็บไซต์ให้เพื่อนผู้พิการที่ชลบุรี ผมจึงได้ทราบว่า คุณ อ. (ขอเลียนแบบหนังสือพิมพ์ครับ) เพื่อนร่วมโครงการ Caller Ring ได้เป็นแผลกดทับเรื้อรัง

ซึ่งก็สามารถสร้างความหนักใจให้กับผมมากๆ เพราะ พี่ อ. เป็นแผลกดทับแบบลึก คือเป็นข้างใน เพราะหนังด้านนอกมันปิดเนื้อที่ตายอยู่ จึงเป็นอยู่อย่างนี้เป็นปี ผมว่านะ ถ้าผมต้องเป็นอย่างงั้น ผมควรจะทำอย่าไร

หลังจากพิมพ์บทความนี้เสร็จสมบูรณ์ ผมจะรีบส่งลิ้งค์บทความนี้ให้ พี่ อ.ทันที เพราะผมจะเสนอ พี่ อ.ว่า ถ้าเป็นผม ผมจะผ่าตัดเล็กเพื่อเปิดเนื้อออกเป็นในแนวกว้าง คือไม่ใช่คว้านเนื้อ เพราะ พี่ อ. อาจจะร่างกายแข็งแรง เพราะแกเคยคว้านเนื้อแล้ว เนื้อด้านนอกก็ดี แต่ข้างในไม่ดี ดังนั้นถ้าเป็นผมก็จะเปิดให้ใหญ่ไปเลย อาจเป็นเพราะว่า ผมเคยเป็นแผลใหญ่มากมาแล้วตามภาพ

ผมลองเสนอดูนะครับ เพราะชีวิตคนเรา แม้แต่คนปกติ ถ้าป่วย วันหนึ่งมีแค่ 24 ชั่วโมง เราคงหมดไปกับความกังวลใจ เสียเวลากับการที่จะต้องมาดูแล หรือเอาใจใส่ จึงเสนอให้รักษาให้หายขาดไปเลยครับ

ขอย้ำครับ เป็นแค่ข้อเสนอแนะเฉยๆ ครับ สุดท้ายขึ้นอยู่กับองค์ประกอบส่วนบุคคลอยู่แล้วครับ

ขอบคุณครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล (ผู้ทุพพลภาพมืออาชีพ)

51 : เมื่อสายสวนตันเพราะตะกอน แต่ไม่อยากเปลี่ยนสายสวนจะทำอย่างไร

สวัสดีครับ เพื่อนๆ บทความที่ 51 นี้ถือได้ว่าต่อเนื่องจากตอนที่ 50 ได้อย่างลงตัว เพราะเป็นเหตุการณ์ที่พึ่งจะเกิดขึ้นกับผมเมื่อวันที่ 17/3/2551 ทีผ่านมานี้เอง พอหลังจากการแถลงข่าวช่วงบ่าย เกี่ยวกับ โครงการ Telesales หรือ Caller Ring ของ Hutch ที่ Grammy ร่วมสนับสนุน รวมทั้งได้รับการสนับสนุนจาก กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แล้ววันนั้นเองก็เลยไปซื้อคอมพิวเตอร์ สำหรับโครงการนี้ สรุปว่านั่งนานมาก

และเมื่อไปนั่งในรถยนต์ต่ออีก หลายชั่วโมง ปรากฏว่า มีอาการที่บอกได้ว่า สายสวนตัน แต่ผมต้องรีบทำงานเพราะงานเอกสารต่างๆ และการ set up ส่วนสำนักงานยังไม่เสร็จ ไม่อยากเปลี่ยนสายสสวน เสียเวลา เพราะอุปกรณ์หมด ถ้าจะเปลี่ยนต้องไปโรงพยาบาล มันไกลและเสียเวลามาก เคยไปแล้ว นางพยาบาลต้องรอให้หมออนุญาตจึงจะทำได้ ผมจึงอยากหาทางแก้ปัญหาเบื้องต้นเองก่อนเลยทันที

เริ่มจากรีบกลับบ้าน แต่เพราะเนื่องจากผมพักอาศัยที่ชั้น 2 ถ้าต้องขี่หลังขึ้นชั้น 2 ก็พอดีกัน ไตมีปัญหาแน่ๆ เพราะขณะที่ขี่หลัง กระเพาะปัสสาวะจะต้องถูกกด ทำให้น้ำปัสสาวะที่มีเชื้อโรคอยู่แล้วของผม วิ่งย้อนไปที่กรวยไต ก็จะทำให้กรวยไตอักเสบ ได้ไม้คุ้มเสีย จึงต้องจัดการที่ชั้นล่างแทนครับ จึงต้องประยุกต์ตามภาพถ่ายที่แสดงให้ดู

คือใช้หลักการขึ้นที่สูงก่อน เอาถุงเก็บฉี่ให้อยู่ต่ำสุดเท่าที่ทำได้ แล้วบีบสายเหลืองโฟล์เล่ ตะกอนก็ออก จากนั้นดื่มน้ำไล่ตะกอนอีกที ก็หาย สายสวนก็ไม่ตัน จนวันนี้วันที่ 23/3/2551 แล้วก็ไม่ตันอีกครับ


ถ้าเกิดเพื่อนๆ ท่านไหนก็เหตุฉุกเฉิน สายสวนตัน อาจลองใช้วิธีนี้ดูก็ได้นะครับ เผื่อจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ครับ อย่าลืมนะครับ คือทำยังไงก็ได้ให้ถุงเก็บฉี่อยู่ต่ำกว่า กระเพาะปัสสาวะมากที่สุดเท่าที่ทำได้ และก็บีบที่สายสวนสีเหลือง เพื่อให้ตะกอนออกมา
ขอบคุณครับ

50 : "ถุงฉี่" อุปกรณ์ใกล้ตัวที่อาจทำร้ายเราอย่างคาดไม่ถึง

สวัสดีครับ เพื่อนๆ ทุกคนที่ได้ติดตามอ่านบทความของผม ที่เกี่ยวข้องกับอาการพิการ หรือความทุพพลภาพ บทความนี้ผมขอเขียนถึง “ถุงเก็บปัสสาวะ” ที่ผู้ทุพพลภาพส่วนใหญ่จะรู้จักกันเป็นอย่างดี เพราะเป็นเวชภัณฑ์รายการหนึ่งที่ ผู้ทุพพลภาพแทบทุกคนต้องเคยได้ใช้ ซึ่งสำหรับผมแล้ว เป็นเพื่อนซี้กันเลย เพราะอยู่ด้วยกันตลอด 24 ชั่วโมง

สืบเนื่องมาจากว่า ช่วงหลังมานี้ผมได้มีโอกาสออกไปพบเห็น หรือร่วมกลุ่มกับผู้พิการบ่อยขึ้น ผมกลับสังเกตเห็นว่า เรื่องที่ผมให้ความสำคัญมากๆ อีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่อง ถุงเก็บปัสสาวะ ที่ควรจะอยู่ต่ำกว่า กระเพาะปัสสาวะ แต่ผมกลับเห็นเพื่อนๆ หลายคนที่เป็นผู้ทุพพลภาพ กลับนำมาวางในตำแหน่งที่เท่ากัน หรือสูงกว่ากระเพาะปัสสาวะ

ผมก็เลยได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้พิการ และทุพพลภาพหลายคน จึงพอจะได้ข้อมูลที่ผมก็ไม่แน่ใจว่าจะเป็นไปได้หรือ ที่ผู้ทุพพลภาพที่ต้องใช้ถุงเก็บปัสสาวะเป็นประจำ หรือตลอดเวลา จะไม่ทราบข้อมูลที่สำคัญมากๆ ทางด้านข้อปฏิบัติ และเหตุผล ที่มาที่ไป ของข้อปฏิบัติ ในการใช้งานถุงเก็บปัสสาวะ

จริงๆ แล้วข้อปฏิบัติ และข้อควรระวังที่ผมกำลังจะนำเสนอนั้น คงบอกไม่ได้ 100% ว่ามันถูกต้องตามหลักการทั้งหมดไหม เป็นเพียงแต่ความเข้าใจของผมเท่านั้น ซึ่งผมก็จะพยายามอธิบายด้วยเหตุผลที่ผมเข้าใจ ประกอบบทความครับ

คงต้องเริ่มจากผมขอชี้แจงก่อนว่า เหตุผลในการอธิบายของผม อาจเป็นหลักการทางวิทยาศาสตร์พื้นฐาน ง่ายๆ ซึ่งก็คงจะมีคนทราบมากมาย แต่ผมมีเจตนาเขียนให้ผู้ที่ยังไม่ทราบได้อ่านกันนะครับ ส่วนคนไหนที่ทราบแล้ว ก็แล้วๆ กันไปนะครับ อย่าถือสากันนะครับ ประมาณว่า ไม่รู้จะเขียนทำไม ไอ้เรื่องง่ายๆ รู้ๆ กันอยู่แบบนี้ แต่ผมขอกระซิบบอกว่า น่าจะมีผู้ทุพพลภาพบางท่านอาจจะมองข้าม หรือไม่ทราบจริงๆ ครับ

งั้นเรามาเริ่มกันเลยนะครับ จากสิ่งใกล้ตัวครับ

ผมขอเริ่มจากการอธิบายเรื่องใกล้ตัวหลายเรื่อง แล้วจึงนำทุกอย่างมาประกอบกันนะครับ ก็จะทำให้ง่ายในการที่จะเข้าใจ

“ที่สูง กับที่ต่ำ” ครับ แน่นอนเลยครับว่า ทุกคนต้องมองออกแน่ว่า ถ้าเราเทน้ำจากที่สูง น้ำก็จะไหลลงสู่ที่ต่ำ ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะว่า เราอาศัยอยู่ในโลก ซึ่งมีทิศทางของแรงดึงดูดชนิดหนึ่งที่วิ่งเข้าหาใจกลางโลก ที่เรียกว่า แรงโน้มถ่วงของโลก หรือถ้าจะให้อธิบายแบบง่าย รวบรัด ตัดความคือ พวกเราอาศัยอยู่บนโลกมนุษย์ ที่มีกฎเกณฑ์ตามธรรมชาติว่า มีแรงดึงดูดวิ่งเข้าหาใจกลางโลก จึงทำให้ ของที่อยู่บนที่สูง (ห่างออกจากโลก) วิ่งเข้าสู่โลก ซึ่งก็ถือว่าเป็นที่ต่ำกว่า (ใกล้โลกมากกว่า) ดังนั้น ผลไม้พอหลุดจากขั้ว ก็ร่วงลงพื้นทันที หรือถ้าเราปาหินขึ้นฟ้า สักพักก้อนหินก้อนนั้น ก็จะตกลงสู่พื้นเองครับ

ดังนั้นหมายความว่า ถ้าผมนั่งอยู่บนเตียง ซึ่งแน่นอน ย่อมจะต้องสูงกว่าพื้นในห้องที่ตั้งเตียงอย่างแน่นอนนะครับ หรือถ้าคุณนั่งรถเข็น แสดงว่าก้นคุณอยู่สูงกว่าเท้า โอเค งั้นเราไปคุยกันต่อเรื่อง


เรื่อง “กาลักน้ำ” ที่ปกติเราต้องดูดน้ำที่อยู่ที่สูงกว่า นิดหน่อยก็ได้ ไม่ต้องสูงมาก ด้วยสายยาง พอน้ำวิ่งออกจากสายยางก็รีบจุ่มสายยางไปในถังน้ำ กระถัง หรือภาชนะอะไรก็ได้ เราก็จะได้น้ำจากที่สูงด้วยวิธีกาลักน้ำ จนกว่าเราจะพอ เราก็รีบดึงสายยางออก นี่แหล่ะครับเป็นตัวอย่างง่ายๆ พื้นฐาน ในชีวิตประจำวัน ที่ใช้หลักการเรื่องแรงโน้มถ่วงของโลก บวกกับเรื่องแรงดันน้ำ บวกกับเรื่องระบบปิด ผมจะอธิบายแยกเป็นส่วนๆ ง่ายๆ อีกทีนะครับ

เรื่องแรงโน้มถ่วง หรือ ของเหลวต้องไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ เกี่ยวข้องกับ "ถุงฉี่" หรือ "ถุงปัสสาวะ" โดยตรงคือ ถุงฉี่ควรอยู่ต่ำกว่า กระเพาะปัสสาวะเสมอ

เรื่องแรงดันน้ำ ให้ทราบว่า ในระบบทั้งหมดคือ จากกระเพาะปัสสาวะผ่านมายังถุงฉี่ ด้วยสายโฟล์เล่และสายยางจากถุงฉี่ ทั้งหมดนี้มีแรงดันมาเกี่ยวข้องตลอดเวลา สามารถอธิบายให้เข้าใจได้ง่ายๆ ตรงที่ว่า ถ้าเมื่อไหร่ที่คุณเอาถุงฉี่ วางไว้ที่ระดับหัวเข่า แรงดันในถุงฉี่ที่ตำแหน่งหัวเข่าจะน้อยกว่า ที่ระดับปลายเท้า เพราะที่ข้อเท้ามีความแตกต่างด้านความสูง เมื่อเทียบกับกระเพาะปัสสาวะ มากกว่าที่ระดับหัวเข่าครับ

ดังนั้นผมเห็นเพื่อนผู้พิการบางคนเอาถุงฉี่ไว้ ที่ระดับเดียวกับกระเพาะปัสสาวะ ก็แสดงว่าแทบไม่มีแรงดันเลย ซึ่งค่อนข้างอันตราย เพราะจะทำให้ปัสสาวะในกระเพาะปัสสาวะวิ่งมาที่ถุงฉี่ไม่สะดวก

อธิบายเพิ่มเติมได้อีกว่า ถ้าเวลาคุณนั่งอยู่บนเตียง ถุงฉี่ห้อยไว้ข้างเตียง คือองค์ประกอบครบทั้งเรื่องที่สูง ที่ต่ำ และเรื่องดัน ซึ่งถ้าบังเอิญว่าคุณลืมดื่มน้ำ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ในกระเพาะปัสสาวะของคุณไม่มีน้ำปัสสาวะ แต่มีแรงดันที่ถุงฉี่ มันจะพยายามดูดน้ำปัสสาวะจากกระเพาะปัสสาวะ จึงถึงกับดูดเลือดของคุณออกมาแทนเลยนะครับ


ตามภาพที่เห็น ถุงฉี่ของผมเอง ผมดื่มน้ำน้อย เลยมีเลือดปน ดังนั้นมันก็จะแสดงให้เห็นว่า ผมควรจะดื่มน้ำมากๆ แล้วปัสสาวะก็จะปกติครับ สำหรับผมถือว่าไม่อันตรายอะไรมาก เพียงแต่อย่าให้มันเป็นเลือดนานเกินไปเท่านั้นเอง แล้วก็ทานน้ำมากๆ ทุกวัน วันละ 3-5 ลิตร กะเวลาให้ดี แบ่งเวลาในการดื่มน้ำให้ได้ตลอดวัน หรืออาจจะกะช่วงเวลาที่สำคัญ ในการไม่ดื่มน้ำก็ได้ เช่นต้องออกไปทำธุระข้างนอก ต้องประชุม เป็นต้น

เมื่อทราบถึง 2 เรื่องสำคัญไปแล้ว อีกเรื่องที่ควรรู้ประกอบกันคือ ความเป็นระบบปิด ของการเดินปัสสาวะระหว่างกระเพาะปัสสาวะกับถุงเก็บฉี่ หรือถุงฉี่ ที่กล่าวถึงตบลอดเวลาของบทความนี้ ว่าสำคัญมากๆ ครับ เราควรรักษาระบบปิดของการเดินปัสสาวะของตัวเราให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

ถ้าเรารักษาระบบปิด ได้ดีแล้ว ก็จะทำให้เราลดโอกาสที่จะติดเชื้อไปได้อย่างมาก ดังนั้นถ้าเมื่อไหร่ เราจำเป็นต้องมีการเคลื่อนย้ายถุงฉี่ ก็ควรจะรักษาระบบปิดด้วยการ หักงอสายยางของถุงเก็บฉี่ ให้เรียบร้อย ถ้ากลัวผิดพลาดก็ควรมัดด้วยหนังสติ๊ก หรือหนังให้เรียบร้อยนะครับ

ขอบคุณครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล (ผู้ทุพพลภาพมืออาชีพ)

News-4 : สปส. ยืนยันสิทธิ์ผู้ทุพพลภาพ ที่สามารถใช้สิทธิ์ประกันสุขภาพของรัฐได้

สวัสดีครับ เพื่อนๆ ทุกคน

วันนี้ผมได้อ่านเจอข่าวที่เกี่ยวข้องกับสิทธิ์ประกันสังคมเพิ่มเติมจาก บทความตอน 52 : สปส.ย้ำผู้ทุพพลภาพที่ไม่ใช่ผู้ประกันตนใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพได้ ซึ่งมีการขยายความเพิ่มเติม จึงอยากให้เพื่อนๆ ลองอ่าน และได้ศึกษากันครับ

..............................

สปส.ยันสิทธิ‘ผู้ทุพพลภาพ

สปส.แจงผู้ทุพพลภาพที่ไม่ได้เป็น ผู้ประกันตนแล้วยังได้รับสิทธิประโยชน์เงินทดแทนการขาดรายได้ 50% ของค่าจ้างรายเดือนและค่ารักษาพยาบาลไม่เกิน 2,000 บาท/เดือนตลอดชีวิต ถือเป็นสิทธิติดตัวผู้ทุพพลภาพตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม และสามารถใช้สิทธิบัตรทอง จากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 30 ว่าด้วยความเสมอภาค

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ เลขาธิการสำนัก งานประกันสังคม (สปส.) กล่าวว่า จากข่าวที่ปรากฏตามสื่อรวมถึงบทความของน.พ.วินัย สวัสดิวร รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้กล่าวถึงผู้ประกันตนทุพพลภาพใช้สิทธิบัตรทองไม่ได้ เหตุติด ขัดข้อกฎหมาย เนื่องจากยังได้รับเงินค่ารักษาพยาบาลจากประกันสังคมเดือนละ 2,000 บาทตลอดชีวิต และเสนอแนะว่าหากต้องการใช้สิทธิบัตรทอง ต้องแก้กฎหมายประกันสังคม หรือบอร์ดทั้ง 2 แห่ง ต้องหารือกันเพื่อขยายบริการ สำนักงานประกันสังคมขอชี้แจงทำ ความเข้าใจกับผู้ทุพพลภาพว่า ปัจจุบันสำนัก งานประกันสังคมให้ความคุ้มครองดูแลผู้ทุพพลภาพ 2 กลุ่ม คือ

กลุ่มแรก เป็นผู้ประกันตนที่ผู้ทุพพลภาพ ก่อนวันที่ 30 มีนาคม 2538 มีจำนวน 410 ราย จะได้รับความคุ้มครองตามประกาศสำนักงานประกันสังคม เรื่องหลักเกณฑ์และอัตราสำหรับประโยชน์ทดแทนกรณีทุพพลภาพ ซึ่งจะได้รับสิทธิค่าบริการทางการแพทย์ และค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นแต่ไม่เกินเดือนละ 2,000 บาท และเงินค่าทดแทนการขาดรายได้อัตรา 50% ของค่าจ้างเป็นรายเดือน ระยะเวลา 15 ปี ทั้งนี้ หากผู้ประกันตนทุพพลภาพเหล่านี้ใช้สิทธิครบ 15 ปีแล้ว ก็สามารถใช้สิทธิบัตรทองได้

กลุ่มสอง เป็นผู้ประกันตนที่ผู้ทุพพลภาพหลังวันที่ 30 มีนาคม 2538 สำนักงานประกันสังคมได้แก้ไขกฎหมายเพื่อขยาย ความคุ้มครองผู้ทุพพลภาพออกไปตลอดชีวิต โดยตามประกาศสำนักงานประกันสังคม เรื่องหลักเกณฑ์และอัตราสำหรับประโยชน์ทดแทนกรณีทุพพลภาพ (ฉบับที่ 3 ) ลงวันที่ 30 มีนาคม 2538 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2538 ได้รับสิทธิค่าบริการทางการแพทย์ และค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นแต่ไม่เกินเดือนละ 2,000 บาท และเงินค่าทดแทนการขาดรายได้อัตรา 50% ของค่าจ้างเป็นรายเดือนตลอดชีวิต ปัจจุบันมีผู้ทุพพลภาพที่สิ้นสภาพการเป็นผู้ประกันตนแล้ว จำนวน 5,210 ราย ซึ่งสิทธิประโยชน์ดังกล่าวเป็น สิทธิติดตัวผู้ทุพพลภาพไปตลอดชีวิตตามกฎหมายพระราชบัญญัติประกันสังคม

ดังนั้น สำนักงานประกันสังคมไม่สามารถ ไปจำกัดสิทธิของผู้ทุพพลภาพกลุ่มที่สองได้ หากต้องการใช้สิทธิอื่นที่นอกเหนือจากสิทธิประกันสังคม และผู้ทุพพลภาพที่สิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนแล้ว มีสถานะเป็นประชาชนคนไทยคนหนึ่ง จึงต้องได้รับสิทธิการรักษาพยาบาลจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพเสมือนประชาชนทั่วไปที่มีสิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน

นายสุรินทร์ กล่าวว่าขณะนี้โรงพยาบาล 6 แห่งได้แก่ โรงพยาบาลธนบุรี อู่ทองโรงพยาบาลนครธน โรงพยาบาลบี.แคร์เมดิคอลเซ็นเตอร์โรงพยาบาลวิภา ราม โรงพยาบาลวิภาวดี ปิยะราษฎร์ และโรงพยาบาลศุภมิตรขอยกเลิกสถานพยาบาลเครือข่ายที่รับบริการทางแพทย์ ในปี 51โดยผู้ประกันตนที่เลือกสิทธิ์กับโรงพยาบาลดังกล่าวไว้สามารถรับบริการทางการแพทย์จากโรงพยาบาลดังกล่าว ได้ตามปกติเพียงแต่ไม่สามารถรับบริการจากสถานพยาบาลเครือข่ายของโรงพยาบาลเหล่านั้นได้เท่านั้น

เว้นแต่ในกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน หรืออุบัติเหตุหากผู้ประกันตนไม่สามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิได้ ให้เข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุดสำนักงานประกันสังคมจะจ่ายค่าบริการทางการแพทย์ให้แก่ผู้ประกันตนตามอัตรา และหลักเกณฑ์ที่สำนักงานประกันสังคมกำหนด ภายใน72 ชั่วโมงแรก แต่หากผู้ประกันตนท่านใดมีความประสงค์จะเปลี่ยนโรงพยาบาลก็สามารถยื่นแบบเลือกสถานพยาบาลเพื่อขอเปลี่ยนสถานพยาบาลได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 มีนาคม2551

Page Reference

.........................................

หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ นะครับ รวมถึงตัวผมเองด้วยครับ

ขอบคุณมากครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล