47 : ถึงคราวต้องเสียฟัน

สวัสดีครับ ทุกคน วันนี้จะขอเขียนถึงเรื่องย้อนหลังไปสัก 2 เดือน คือการ " ถอนฟัน "

ความตั้งใจครั้งแรกไม่ต้องการจะไป " ถอนฟัน " หรอกครับ แต่ต้องการไปอุดฟัน หรือรักษารากฟัน แต่คุณหมอแนะนำว่า เนื้อฟันเหลือน้อย รักษารากฟันไป ตัวฟันก็ไม่แข็งแรง ดังนั้นจึง " ควรถอนฟัน " ซี่นี้ออกไปดีกว่า ผมก็ตามคุณหมอครับ

หลังจากถอนฟันเสร็จ ก็ต้องกัดผ้าก๊อชตามระเบียบ เพื่อให้แผลสมาน เลือดหยุดไหล ไปรับยา-เสียเงิน และกลับบ้าน เมื่อมาถึงบ้านก็หยิบยามาดู เห็นกระดาษแนะนำผู้ป่วยหลังถอนฟัน จึงนำมาพิมพ์ฝากทุกคนครับ

...................................................................

ข้อปฏิบัติภายหลังการถอนฟัน/ การผ่าตัดฟัน

  1. กัดผ้าก๊อชให้แน่น ประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วคายผ้าทิ้ง ไม่ควรบ้วนน้ำ เพื่อจะล้างกลิ่นคาวเลือด ให้รับประทานยาแก้ปวดหลังคายผ้าทิ้ง 1-2 เม็ดตามที่สั่ง
  2. ห้ามอมน้ำแข็ง ควรใช้น้ำแข็งประคบด้านนอกช่องปากตรงกับบริเวณที่ผ่าตัดครั้งละ 30 นาที หลายๆ ครั้งใน 24 ชั่วโมงแรก การประคบน้ำแข็งจะลดอาการบวม
  3. ห้ามบ้วนน้ำ หรือน้ำยาบ้วนปากทุกประเภท ในวันแรก ควรแปรงฟันให้สะอาดทั่วทั้งปาก ยกเว้น บริเวณถอนฟันหรือผ่าตัด
  4. รับประทานยาตามที่ทันตแพทย์สั่งให้ถูกต้อง ทั้งขนาดและจำนวนครั้งต่อวัน ถ้ามีอาการแพ้ยา (มีผื่น หายใจลำบาก) หรืออาการข้างเคียงอื่นๆ เช่น อาเจียน ให้หยุดยา แล้วนำยากลับมาพบทันตแพทย์โดยเร็ว
  5. ในกรณีที่มีอาการปวด ให้รับยาแก้ปวดตามขนาด และระยะเวลาที่ระบุไว้ ถ้าอาการปวดไม่หายจากการรับยาครั้งแรก สามารถรับยาเพิ่มได้ ควรให้ห่างกันประมาณ 4 ชั่วโมง
  6. กรณีที่ได้รับ ยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) ควรรับยานั้นให้ครบ ทั้งขนาดและปริมาณ ไม่หยุดยาเอง หรือเปลี่ยนวิธีการกินยา
  7. ห้าม สูบบุหรี่ ดื่มสุรา ของมึนเมา หรือรับประทานอาหารที่เผ็ดจัด หรือร้อนจัด
  8. ห้ามใช้นิ้วมือ ไม้จิ้มฟัน แคะบริเวณแผล และห้ามดูดแผลเล่น
  9. ถ้ามีอาการปวด บวม หรือรู้สึกผิดปกติ ที่แผลถอนฟัน ควรกลับมาให้ทันตแพทย์ตรวจดูใหม่
  10. ถ้ามีการเย็บแผล ให้กลับมาตัดไหม ภายหลังการถอนฟันหรือผ่าตัดแล้ว ประมาณ 7 วัน


แผนกทันตกรรม โรงพยาบาลพญาไท 1
ชั้น 4 อาคาร 2
โทร. 02-640-1111 ต่อ 3415-21
Hot Line 1772
http://www.phyathai.com/

.......................................................................

ข้อมูลก็คงทราบกันอยู่แล้วทุกคน แต่ผมคิดว่าเกี่ยวข้องกับผู้ป่วยทุพพลภาพ เพราะเป็นโรคที่ผู้ป่วยต้องมีความเสี่ยง ที่จะเป็นมากขึ้น จึงอยากรวบรวมไว้ในบล๊อกนี้ด้วยครับ

ขอบคุณครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล
mobile : 089-6910225, 089-3263248
Tel. & Fax.: 02-9232724
email : preeda.limnontakul@gmail.com
email : preeda@gpaymentservice.com
website : http://www.gpaymentservice.com/
update : July 15, 2007

46 : "เตียงทำงาน" ของผู้ทุพพลภาพ

สวัสดีครับ ทุกคน บทความในตอนนี้ ผมขอเขียนถึง "โต๊ะทำงาน" แต่สำหรับผมอาจเรียกเป็น "เตียงทำงาน" ก็ได้คงไม่ต่างกัน ขอเริ่มเป็นข้อๆ เหมือนเดิมครับ


1. โดยปกติผมใช้ชีวิตประจำวันเกือบทั้งหมดบนเตียง ยกเว้นว่าจะต้องๆปหาหมอ หรือสัมมนา ผมเป็นทุพพลภาพมาแล้ว เกือบ 6 ปี จึงมีอาการขาเกร็งบ่อยๆ ไปๆ มาๆ จึงต้องนำไม้กระดานมาขัดขาไม่ให้เกร็ง แล้วงอขึ้นมากระแทกไม้กระดานด้านบนสุดที่นำมาทำเป็นโต๊ะทำงาน ประโยชน์อีกทางหนึ่งคือ สามรถวางคีย์บอร์ด หรือมือถือ รีโมทแอร์ได้ด้วย คล้ายลิ้นชักไปในตัว




ภาพแรกนำไม้กระดานสอดวางบนราวสแตนเลสช่องกลาง
แล้วเอากล่องทิชชู่ดันเอาไว้ ไม่ให้ขยับ




ภาพสองเป็นด้านฝั่งตรงข้ามกับภาพแรก ใช้กล่องทิชชู่ดันไว้ไม่ให้เขยื้อน
ถ้าไม่แน่นเอานิตยสารที่ไม่ใช้แล้วมารอง
2. จากนั้นก็นำไม้กระดานขนาด 30 x 120 เซนติเมตรมาวางบนราวสแตนเลสชั้นบนสุด 2 แผ่นต่อกัน ก็ได้โต๊ะแล้ว หาซื้อไม้กระดานได้ที่ห้าง HomePro ใกล้บ้าน ที่ใช้ 2 แผ่นเพราะ เป็นมาตรฐานของเขา และง่ายที่คนดูแลจะยกขึ้นวาง รวมถึงการจัดเก็บ พอใช้ไปนานๆ ปรากฎว่าไม้กระดานชอบเลื่อน จนเกือบจะหล่นบ่อยๆ สาเหตุน่าจะมาจากการสั่นสะเทือนของมอเตอร์เตียงลม ผมจึงดัดแปลงต่อเพิ่มอีก 15 เซนติเมตร และนำไปวางในด้านที่ สไลด์จนหล่น เอาไม้ไปขัดไว้ใต้ไม้กระดาน ทำให้สไลด์มาติดราวสแตนเลสพอดี และผมก็ยังนำแผ่นพลาสติกใสมาวางบนไม้กระดานอีกที เพื่อป้องกันความสกปรกครับ



ภาพ 3 นำไม้กระดานที่มีหน้าที่เหมือนโต๊ะมาวางบนสแตนเลสแนวบนสุด
ก็ได้โต๊ะทำงานบนเตียง
3. จากนั้นก็นำคอมพิวเตอร์ เครื่องแฟกซ์ โทรศัพท์มือถือ ทีวีเล็ก ปลั๊กรางไฟ กระติกน้ำ รีโมทแอร์ อื่นๆ ที่ใช้ในการทำงานมาวางบนโต๊ะก็เริ่มทำงานได้เลย ในแต่ละวันครับ



จัดวางอุปกรณ์ - สิ่งของ - เครื่องมือที่จะใช้งานบนโต๊ะ
ส่วนคีย์บอร์ด ไว้บนไม้กระดานชั้นล่างได้พอดี

สำหรับในตอนนี้ก็ไม่มีอะไรมากครับ แค่นำภาพการทำโต๊ะทำงานง่ายๆ สำหรับผู้ป่วยทุพพลภาพ ที่ต้องทำงานบนเตียง ซึ่งก็อาจเป็นประโยชน์กับผู้ป่วย หรือญาติผู้ป่วยได้ครับ

ขอบคุณครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล
mobile : 086-314-7866
Tel. & Fax.: 02-924-2726
email : preeda.limnontakul@gmail.com

update : July 15, 2007

45 : ข้อสังเกตุเรื่องหลังตรง ขาลีบช้า

สวัสดีครับ ตอนนี้ผมอยากจะเขียนให้เพื่อนๆ อ่านเกี่ยวกับเรื่อง " เวลานั่ง หลังของผมจะตรง " และ " ขาของผมลีบ ค่อนข้างช้า "
เกี่ยวกับ " หลังของผม " ตั้งแต่ผมรถคว่ำ จนเป็นผู้ทุพพลภาพ ในช่วงแรกผมไม่สามารถนั่งได้ และคุณหมอที่ทำการผ่าตัดผม ก็มั่นใจว่าผมต้องเป็นผู้ทุพพลภาพอยู่แล้ว จึงสามารถออกใบรับรองแพทย์ให้ได้ทันที แต่หลังจากที่ผมย้ายมารักษาตัวที่พญาไท 1 ผมจึงได้พอมีโอกาสได้นั่งบ้าง ไม่กี่ครั้งเพราะผมยังมีแผลกดทับขนาดใหญ่ที่ก้นกบอยู่ ซึ่งปรากฏว่า " แผ่นหลังของผมเวลานั่งแล้ว ตรงเป๊ะ " ตามรูปที่เห็นครับ ทั้งๆ ที่ระดับของการบาดเจ็บที่ไขสันหลัง (spinal cord injury) ที่ตำแหน่ง C6-7 นั้น หลังของผมต้องอ่อน งอ ไม่ควรตรงแบบนี้
หรืออาจจะมีเหตุผลอื่นๆ ด้วยก็ได้ ประกอบกัน เช่น ถ้าคุณหมอที่พญาไท 1 จะมั่นใจว่าผมเป็นผู้ทุพพลภาพ จำเป็นต้องดูผลจาก MRI ก่อน จนผลออกมาแล้ว คุณหมอก็ออกใบรับรองแพทย์ให้ ดังนั้นตัวผมเองก็ครุ่นคิดมาตลอดเป็นระยะๆ ว่า ที่หลังของผมตรงเกิดจากอะไร เพราะตามหลักการของอาการป่วย ไม่ควรเป็นแบบนี้

ผมเริ่มนึกไล่ย้อนไปเรื่อยๆ เมื่อมีเวลาว่างที่จะนึกถึง ผมเคยปวดเอวจากการขับรถมาก ซึ่งก็ไม่น่าจะเกี่ยวเท่าไหร่ แต่ก็ทิ้งประเด็นนี้ไม่ได้ เพราะอาจเกี่ยวข้องไม่มากก็น้อย ผมนึกต่อ เวลาผมนั่งเหยียดขา เมื่อผมจะพยายามให้ตัวตรง หรือถ้าจะให้เห็นภาพชัดเจน คือนั่งเหยียดขากับพื้น แล้วเอาหลังพิงกำแพงให้ตั้งฉาก ปรากฏว่า " ผมจะปวดหลังมาก " และผม " ไม่สามารถโน้มตัว เอาปลายนิ้วมือ ไปแตะปลายนิ้วเท้าได้ " คือหลังของผมจะไม่โค้งงอ มันจะไปทั้งแผ่นหลัง ผมไม่รู้ว่าจะพอเรียกว่า " หลังแข็ง " ได้ไหม ไม่แน่ใจ แล้วนี่จะเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมหลังตรงใช่หรือไม่ ผมก็ไม่รู้อีกจนได้ เพราะปัจจุบันก็ยังหาคำตอบไม่ได้ แต่ไม่ใช่ว่าผมสั่งการกล้ามเนื้อได้อย่างแน่นอน เพราะผมไม่รู้สึกอะไร



ภาพขณะกำลังทำกายภาพ นั่งบนเตียง ห้อยขามาวางบนเก้าอี้ ฝึกการทรงตัวครับ

แล้วผมทำไมหลังถึงตรงแบบนี้ ผมยังคงพยายามนึกต่อ จนวันหนึ่งได้พูดคุยกับนักกายภาพ และผมก็แว๊บเข้ามาในหัวว่า ตอนเด็กๆ ผมฝังใจมากว่า มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งบอกผมว่า " เด็กดี ต้องนั่งหลังตรง " ผมจึงนั่งหลังตรงมาตลอด เวลาเรียนผมจะไม่เอาหลังพิงพนักเก้าอี้ ยกเว้นเวลาคลายเครียดหรือพักผ่อน จนกลายเป็นนิสัย ปฎิบัติตั้งแต่เด็กจนโต แม้แต่ก่อนรถคว่ำก็ตาม ผมคิดว่านี่น่าจะเป็นสาเหตุสำคัญที่สุดที่ทำให้ผม "หลังแข็ง" จนทุกวันนี้ นี่ไม่ใช่บทสรุปนะครับ เป็นแค่ข้อสันนิษฐานส่วนตัวเท่านั้น
ลองมาดูอีกเรื่องของผม คือ " ขาผมไม่ค่อยลีบเท่าไหร่ " หรืออาจจะมองได้ว่า " ลีบช้า " ก็ได้ แต่ผมก็มั่นใจว่ายังไงๆ ก็ต้องลีบ เพราะนั่ง - นอน อยู่แต่บนเตียง เพียงแต่ถ้ามองผิวเผินเหมือนไม่ลีบเท่านั้นเอง ดังนั้นจึงต้องคิดต่อครับว่า " ทำไมดูไม่ลีบ หรือ ลีบช้า "

ผมคิดเองจากเหตุผลที่ว่า โดยปกติ ขาของผมจะมีอาการเกร็ง เป็นระยะๆ ทุกวัน ซึ่งนักกายภาพบำบัดเคยบอกว่า การมีอาการเกร็งนั้นดีกว่าไม่มี แต่มีมากก็ไม่ดี กรณีของผมมีอาการเกร็งที่ไม่สร้างปัญหาในการดำเนินชีวิต ผมคิดเอาเองนะครับว่า " อาการเกร็ง " น่าจะเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ขาไม่ลีบ แต่หลังจากที่ได้มีโอกาสคุยกับนักกายภาพฯ ก็พอจะเข้าใจว่าอาการเกร็งมีผลน้อย และการที่ผมทำกายภาพฯ เป็นประจำก็ไม่น่าจะเป็นเหตุผลที่จะมีน้ำหนักพอว่าทำให้ขาไม่ลีบ



ผมนำภาพถ่ายช่วงขาของผมมาให้ดูครับ ขายังไม่ลีบเท่าไหร่ทั้งๆ
ที่เป็นผู้ทุพพลภาพมา 5 ปี 8 เดือนแล้ว
การที่ขาไม่ลีบ หรือลีบช้า น่าจะเกิดจากการที่ว่า ผมมีปัญหาที่ " ไขสันหลัง " ไม่ใช่ที่ " เส้นประสาท " ถ้าเป็นที่เส้นประสาทเสียหาย หรือ ขาด น่าจะทำให้กล้ามเนื้อขาลีบเร็วกว่านี้ ดังนั้นแล้วการที่ขาของผมลีบช้า คงมีหลายเหตุผลมา support เช่น 1.บาดเจ็บที่ไขสันหลัง ไม่ใช่เส้นประสาท 2.ทำกายภาพฯ เป็นประจำ 3.มีอาการเกร็งเป็นประจำในระดับที่พอเหมาะ
บทความในตอนนี้ เป็นเพียงข้อสันนิษฐานส่วนตัว ที่ไม่ได้มีการพิสูจน์อย่างถูกต้อง แต่ผมก็อยากจะเล่าสู่กันฟัง ให้ได้อ่าน เผื่อจะเป็นข้อคิดให้กับเพื่อนๆ ได้บ้าง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วย หรือญาติผู้ป่วย
ขอบคุณครับ


ปรีดา ลิ้มนนทกุล
mobile : 086-314-7866
Tel. & Fax.: 02-924-2726
email : preeda.limnontakul@gmail.com

update : July 15, 2007

44 : การประยุกต์ใช้งานเตียงลม

สวัสดีครับ ทุกคน ตอนนี้ผมขอเขียนถึง " การประยุกต์ใช้งานเตียงลม " และที่ผมต้องตั้งหัวข้อบทความนี้ก็เพราะว่า ผมประสบปัญหาว่าเตียงลมชำรุดเสียหายครับ ผมขออธิบายถึงปัญหาเลยนะครับ

1. ขณะที่อยู่โรงพยาบาลผมซื้อ เตียงลมเลย เพราะค่าเช่าเตียงลม 1 เดือนก็สามารถซื้อได้เลย เป็นของยี่ห้อ Alphabed ซึ่งมี " ลูกลม " เป็นลักษณะผ้าร่ม ข้างในคงมีวัสดุอะไรซักอย่างอีกชั้นหนึ่ง ทำให้ลูกลมของยี่ห้อนี้ทนมากๆ ครับ ผมใช้จนเครื่องควบคุมเตียงลม ซึ่งมีมอเตอร์ปั๊มลมเล็กๆ ให้กับเตียงลมนั้น " พัง " คือมีเสียงแผ่วเบามาก ลมไม่ขึ้น จึงต้องซื้อใหม่ หลังจากใช้งานได้ 2 ปี สังเกตุได้ว่าเตียงลมยี่ห้อนี้พอดีกับความสูงของผม เพราะผมสูง 175 เซนติเมตร

2. จึงต้องซื้อใหม่ คราวนี้ " ลูกลม " หรือ " ลูกฟูก " ไม่ใช่ผ้าร่ม เป็นพลาสติกอย่างดี ตัวควบคุมดูจะมีมาตรฐานมากกว่า แต่มีปัญหาว่า ความสูงไม่พอกับความสูงของผม จึงนำผ้าห่มมาต่อช่วงขา ตั้งแต่หัวเข่าลงไป ใช้งานได้เพียง 2 ปีกว่าเท่านั้น ลูกฟูกทยอยพังไปทีละลูก สองลูก จนทำให้ก้นผมเป็นแผลกดทับ ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ผมประสบปัญหาด้านการเงิน จึงไม่สามารถซื้อใหม่ได้ อะไหล่ลูกฟูกก็แพง ผมจึงตัดสินใจ

3. นำเตียงลมทั้ง 2 ชุดมาผสมผสานกัน โดยนำชุดลูกฟูกที่เป็นผ้าร่มภายนอก พร้อมจุกยางเชื่อมต่อทางเข้าลูกฟูกกับท่อลม ของเตียงลมชุดแรกมาใช้ ส่วนชุด 2 ผมนำดครื่องควบคุมที่ดูมีมาตรฐาน และสายท่อลมมาใช้ ปรากฎว่า เป็นการผสมผสานที่ดีมาก ประสิทธิภาพดีเยี่ยม ใช้งานได้เหมือนของใหม่เลย ผมใช้จนถึงปัจจุบัน ยังไม่พังเลยครับ ลองดูรูปที่นำมาฝากนะครับ



ถ่ายจากหัวเตียงไปท้ายเตียง


จากรูป จะเห็นว่า ส่วนบริเวณหัว ยังคงมีลูกฟูกที่เป็นพลาสติกปะปนนิดหน่อย ส่วนใหญ่จะเป็นลูกฟูกผ้าร่ม ใช้ผ้าสีเขียวมาเย็บติดกับแผ่นรองลูกฟูก เพื่อบังคับไม่ให้ลูกฟูกขยับเขยื้อน โดยเฉพาะเวลานั่ง เพราะของเก่าเป็นการเชื่อมพลาสติก จึงหลุดง่าย



ภาพถ่ายจากท้ายเตียงไปหัวเตียง

จากภาพเห็นกันชัดๆ ครับว่าท้ายเตียง ตั้งแต่บริเวณหัวเข่าลงไปใช้ผ้าห่มครับ ชุดที่ 2 เตียงลมสั้นกว่าความสูงของผมประมาณ 30 เซนติเมตร ซึ่งก็ไม่เคยสร้างปัญหาเรื่องแผลกดทับช่วงขาเลย และผมยังมีหมอนเล็กๆ รองข้อเท้าอีกด้วยครับ

ผมก็หวังว่าบทความนี้ คงเกิดประโยชน์กับผู้ป่วย หรือญาติผู้ป่วยบ้าง ไม่มากก็น้อยนะครับ


ขอบคุณครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล
mobile : 089-6910225, 089-3263248
Tel. & Fax.: 02-9232724
email : preeda.limnontakul@gmail.com
email : preeda@gpaymentservice.com
website : http://www.gpaymentservice.com/
update : July 14, 2007

43 : ควรรีบเดินเรื่องที่ประกันสังคม เรื่องเงินชดเชย และเงินรักษาพยาบาล


สวัสดีครับทุกคน ตอนที่ 43 แล้วครับ ผมขอนำประสบการณ์เกี่ยวกับการเดินเรื่องเพื่อขอรับสิทธิ์ รับเงินชดเชยจากประกันสังคมครับ เผื่อว่าจะมีผู้อ่านบางท่าน มีเพื่อน หรือญาติที่อาจจะต้องดำเนินการคล้ายๆ ผม คือ

1. หลังจากที่ผมทราบแล้วว่า ผมต้องเป็น " ผู้ทุพพลภาพ - สิ้นเชิงถาวร " แล้ว คือมือเท้าใช้ไม่ได้ ซึ่งการที่จะเป็นผู้ทุพพลภาพได้นั้น จำเป็นต้องมีใบรับรองแพทย์ เพราะแพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัยว่า ผู้ป่วยเป็นผู้ทุพพลภาพทันทีเลยหรือไม่ หรือต้องดูผลอีกกี่เดือน กี่ปี

ในกรณีของผม คุณหมอที่โรงพยาบาลที่ผ่าตัดให้นั้น สามารถออกใบรับรองแพทย์ได้ทันทีเลย คุณหมอมั่นใจ ซึ่งถ้าจำไม่ผิดทางผมก็ดำเนินการ เดินเรื่องเลยนะครับ เพื่อจะขอรับสิทธิ์เรื่องเงินชดเชยรายเดือน ส่วนค่ารักษาพยาบาลนั้น ทางโรงพยาบาลเดินเรื่องให้อยู่แล้ว ซึ่งผมรถคว่ำวันที่ 28 พฤศจิกายน 2544 แต่ผมได้รับเงินชดเชยประมาณเดือน สิงหาคม 2545 ห่างกันถึง 9 เดือน

พอจะวิเคราะห์ได้ว่า เกือบ 4 เดือนที่ผมได้รับความช่วยเหลือจากบริษัทฯ ให้ยังคงสภาวพการเป็นพนักงานของ Berli Jucker อยู่ และพอผมย้ายโรงพยาบาลมาตอนเดือนกุมภาพันธ์ คุณหมอที่พญาไท 1 ก็ไม่แน่ใจถึงอาการของผม จึงยังไม่ออกใบรับรองแพทย์ให้ ต้องรอผลการตรวจ MRI ก่อน ซึ่งก็เป็นไปได้ว่าอาจทำให้ประกันสังคมมองว่า ก็ยังไม่ 100% ว่าผมเป็นผู้ทุพพลภาวพ แต่หลังจากคุณหมอแน่ใจ และออกใบรับรองฯ ให้ ต้องใช้เวลาถึง 5-6 เดือนกว่าผมจะได้รับเงินชดเชย ดังนั้น ผมก็ไม่ทราบว่าไปช้าที่ขั้นตอนหลัง และประกันสังคมก็ไม่จ่ายย้อนหลังให้ด้วยครับ ทั้งๆ ที่ทราบว่า ผมไม่มีรายได้จากการทำงานในช่วงเวลานั้น (ปัจจุบันอาจจะมีการแก้ปัญหานี้แล้ว ซึ่งผมก็ไม่มั่นใจ เกี่ยวกับสิทธิ์หลักประกันการว่างงาน)

สำเนา ใบรับรองแพทย์ของผมที่คุณหมอออกให้


เมื่อเราได้ใบรับรองแพทย์แล้ว พร้อมกับสำเนาบัตรประชาชน - ทะเบียนบ้าน และตัวจริง เพื่อเดินเรื่องที่ประกันสังคม ในกรณีของผม ถ้าจำไม่ผิด ทางบริษัทฯ ดำเนินการให้ แต่ผมอยากแนะนำว่าถ้าเป็นไปได้ ญาติผู้ป่วยควรจี้ หรือติดตามกับเจ้าหน้าที่ของประกันสังคมเพิ่มด้วย เพื่อให้เขาเห็นใจเรา คือช่วยบริษัทฯ อีกแรง

จริงๆ แล้วผมก็ไม่ทราบข้อเท็จจริงนะครับว่าทำไมถึงช้า เพียงแต่ผมนำประสบการณ์ตรงของตัวเองมาเล่าให้ฟัง ช่วงเวลานั้นผมมีเงินมาจากหลายทาง ซึ่งได้จากประกันอุบัติเหตุ มากที่สุด จึงอาจจะไม่เดือดร้อนอะไร แต่สำหรับผู้ป่วยท่านอื่น ที่ทั้งกำลังประสบปัญหาด้านร่างกายอยู่ ไหนจะค่าใช้จ่ายส่วนตัว ค่ารักษาพยาบาลที่นอกเหนือจากสิทธิ์ต่างๆ และถ้ามองไปไกลๆ ว่าต้องมีรายจ่ายอะไรบ้างในอนาคต ผมว่าถ้าเราควรได้จากทางไหนก็ตาม ก็ควรทำ รักษาสิทธิ์ของเราไว้ก่อน เงินน้อย เงินมาก ก็ช่าง จะกี่ร้อย กี่พันก็ต้องเอา อย่าทำอย่างผม อย่าลืมนะครับควรตามเรื่องอย่างจริงจัง อย่าไปโทษโน่น โทษนี่ เรื่องของเรา เราต้องตาม และจำไว้ให้ขึ้นใจว่า ผู้ป่วยต้องมีกำลังใจ ต้องสู้ ต้องรักษาสิทธิ์




สำเนาชี้แจงว่าใช้เวชภัณฑ์ และยา อะไรบ้างในการดูแลรักษาตัว และดำเนินชีวิต


2. มีอีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากให้ญาติผู้ป่วยรักษาสิทธิ์ไว้คือ ผู้ป่วยมีสิทธิ์ได้รับค่ารักษาพยาบาล และเวชภัณฑ์ เดือนละ 2,000 บาท แต่ต้องทำหนังสือชี้แจง ว่าเราต้องใช้อะไรบ้าง ทานยาอะไร ใช้อุปกรณ์ ในการดูแลรักษาอะไร โดยนำเอกสารนี้ยื่นเรื่องพร้อมกัน อย่าผิดพลาดอย่างผม เพราะไปยื่นเรื่องทีหลัง ก็ได้เงินตรงส่วนนี้ช้าลง ผมว่าเยอะนะครับตั้ง 2,000 บาท นำเอกสารนี้เดินเรื่องพร้อมกันกับ สิทธิ์เงินชดเชย





สำเนาเอกสารเมื่อไปเบิกเงินจากประกันสังคม ที่ได้จาก 2 ส่วนคือ เงินชดเชย และเงินค่ารักษาฯ



3. ผมนำตัวอย่างเอกสารที่หลังจากไปเบิกเงินแล้วจะได้รับจากประกันสังคม ซึ่งแสดงรายการ 2 รายการคือ เงินชดเชย และเงินค่ารักษาพยาบาล

ผมหวังว่า ข้อมูลในเรื่องการรักษาสิทธิ์เรื่องเงินชดเชย แลเงินค่ารักษาพยาบาล ที่ผมมีประสบการณ์ตรงนี้ จะพอมีประโยชน์กับเพื่อนๆ ครับ

ขอบคุณครับ


ปรีดา ลิ้มนนทกุล
mobile : 086-314-7866
Tel. & Fax.: 02-924-2726
update : July 13, 2007