40 : กายภาพบำบัดที่บ้าน (2)

สวัสดีครับ ทุกคน วันนี้ผมขอเขียนถึง " ท่ากายภาพบำบัด " ที่ทำที่บ้าน โดยมีภาพประกอบเหมือนเดิม คำอธิบายจากนักกายภาพบำบัด

.........................................................................

การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ โดยวิธีที่เรียกว่า strengthening exercise

ท่าเหยียดศอก












ท่างอข้อศอก











ท่ายกแขนเหนือศีรษะ












หมายเหตุ :
1. เลือกแรงต้านที่เหมาะสมกับความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
2. จัดท่าในการออกกำลังกายให้เหมาะสม
3. ทำ 10 ครั้ง/set, ทำ 3 set/วัน
4. เมื่อแข็งแรงขึ้นให้เพิ่มแรงต้าน
นักกายภาพบำบัด...........................................................................
ตอนนี้สั้นหน่อยนะครับ คราวหน้าผมขอแรกเรื่องเกี่ยวกับ...

ขอบคุณครับ

mobile : 086-314-7866
Tel. & Fax.: 02-924-2726
update : May 21, 2007

39 : กายภาพบำบัดที่บ้าน (1)

สวัสดีครับ ทุกคน ตอนนี้ผมขอนำเสนอรายละเอียดของท่ากายภาพบำบัด จากนักกายภาพบำบัด ที่ช่วยเขียนรายละเอียดให้ครับ

เป็นท่าออกกำลังกาย ที่ลดอาการเกร็งช่วงล่างของผม ที่นักกายภาพบำบัดจะต้องทำให้ทุกครั้ง

.........................................................................

การออกกำลังกายเพื่อป้องกันข้อยึดติด โดยวิธีที่เรียกว่า Passive Exercise/ Passive Stretching Exercise ซึ่งเป็นการออกกำลังกายโดยมีผู้อื่นเป็นผู้ทำให้














ท่าเริ่ม ท่ากางข้อสะโพก














ท่ากางข้อสะโพก














ท่างอสะโพก-งอเข่า













ท่ากางขา-หุบขา ในท่างอเข่า-งอสะโพก















ท่างอสะโพก














ท่ากระดกข้อเท้า
หมายเหตุ :

1. ทำในท่าตรงข้าม กับอาการเกร็ง
2. ทำท่าตรงข้ามกับอาการเกร็ง

3. ยืดค้างไว้ 5-10 วินาที

4. ทำช้าๆ ท่าละประมาณ 10-15 ครั้ง/ set หรือขึ้นกับอาการตึง

5. ทำจังหวะสม่ำเสมอ


น้องเอ (นามสมมุติ)
นักกายภาพบำบัด

...........................................................................

ตอนนี้ก็สั้นๆ ง่ายๆ ครับ ผมจะนำท่ากายภาพบำบัด ที่มีภาพมาฝากในตอนต่อๆ ไปครับ


ขอบคุณครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล
mobile : 086-314-7866
Tel. & Fax.: 02-924-2726
email : preeda.limnontakul@gmail.com

update : May 21, 2007

38 : เวชภัณฑ์ที่เป็นของเหลว

สวัสดีครับ ทุกคน มาต่อกันที่เวชภัณฑ์ที่ผมใช้กันต่อ เกี่ยวกับของเหลวทั้งหมด เริ่มเลยครับ

1. โลชั่นบำรุงผิว (Intensive Lotion) ยี่ห้อ "พีเอช5-ยูเซอริน (pH5 Eucerin)" ขนาดบรรจุ 1,000 มล. ผลิตโดย บริษัท ไบเออร์สด๊อรฟ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ตั้ง 163 นิคมอุตสาหกรรมบางพลี สมุทรปราการ : เป็นสูตรสำหรับผิวเซนซิทีฟ ประเภทผิวธรรมดา-ผิวแห้ง ผมจะใช้ทาเพื่อไม่ให้ผิวแห้ง เพราะถ้าผิวแห้งก็จะทำให้คันผิวหนัง อยากเกา ก็เกาไม่สะดวก หรือเกาไม่ได้ บางทีก็ต้องทำเป็นไม่สนใจ จนลืมไปได้ว่าคัน

แต่ผมก็จะไม่ให้พี่เลี้ยงทาทุกวัน เพราะผมไม่ค่อยชอบทาครีม หรือโลชั่นอยู่แล้ว จึงให้พี่ทาวันเว้นวัน เดี๋ยวนี้ก็อาทิตย์ละ 1-2 วันเท่านั้น ทาบางๆ และไม่ได้ทาทั้งตัว ทาบางบริเวณเท่านั้น

2. โลชั่นอาบน้ำถนอมผิว (Protective Washlotion) ยี่ห้อ "พีเอช5-ยูเซอริน (pH5 Eucerin)" ขนาดบรรจุ 1,000 มล. : ใช้แทนสบู่สำหรับทำความสะอาดผิวกาย และผิวหน้า เหมาะสำหรับผิวเซนซิทีฟ ประเภทผิวธรรมดา-ผิวแห้ง ซึ่งผมจะใช้โลชั่นตัวนี้ทำความสะอาดบริเวณช่วงขาหนีบ และอวัยวะเพศโดยเฉพาะ ส่วนการเช็ดตัว ใช้เฉพาะน้ำเปล่าเท่านั้น

3. น้ำยาฆ่าเชื้อ ที่ผสมกับน้ำเกลือ normal saline ไว้ใช้สำหรับตอนเปลี่ยนสายสวน และเช็ดทำความสะอาดสายสวน ในระหว่างเช็ดตัวทำความสะอาด








4. น้ำเกลือ (Normal Saline Solution) ความเข้มข้น Sodium Chloride 0.9 g:Each 100 ml ขนาดขวดบรรจุ 1,000 ml ยี่ห้อ Klean&Kare ผลิตโดย A.N.B. Laboratories Co., Ltd. ที่ตั้ง 557 ถนนรามอินทรา กรุงเทพฯ http://www.anblab.com/ : ใช้เป็นส่วนผสมกับน้ำยาฆ่าเชื้อจากโรงพยาบาล และใช้สำหรับ ทาแผลบนผิวหนัง ก่อนทายา ส่วนแผลกดทับคุณหมอมักแนะนำให้ใช้น้ำเกลืออยู่แล้ว

5. แอลกอฮอล์ (Ethanol Alcohol) ยี่ห้อ JCL ขนาดบรรจุ 450 มล. ผลิตโดย บริษัท เยาวราช จำกัด ที่ตั้ง 1055/4 สุขุมวิท 71 เขตวัฒนา กรุงเทพฯ โทร.02-3915411 : ใช้สำหรับฆ่าเชื้อแผลสดที่คนทุกคนก็อาจเป็นได้ตลอดเวลา ไม่เว้นแม้แต่ผม และโดยส่วนตัวผมชอบทาแอลกอฮอล์มากกว่าจะใช้เทนโซพลาส หรือเบตาดีนเลย เพราะเมื่อใช้แล้ว แผลของผมจะไม่อักเสบ ไม่เป็นหนอง ขึ้นสะเก็ดเร็ว แห้งเร็วครับ


6. สบู่เหลวเฉพาะที่สำหรับผู้หญิง (Feminine wash) สูตรอ่อนโยน (sensitive) ยี่ห้อ เดทตอล (Dettol) ขนาดบรรจุ 220 มล. ผลิตโดย บริษัทรูเบียอุตสาหกรรม จำกัด ที่ตั้ง 70 ม.13 ถ.ปู่เจ้าสมิงพราย พระประแดง สมุทรปราการ : ผมจะใช้สบู่เหลวชนิดนี้ ตอนทำความสะอาดก้น หลังอุจจาระเสร็จตอนเช้า


7. ยาใส่แผลเบตาดีน (BETADINE Solution) ขนาดบรรจุ 30 cc. ผลิตโดย LFD Manufacturing Ltd. ที่ตั้ง ปทุมธานี : จะใช้ใส่แผลสด ซึ่งในระยะหลังผมแทบไม่ได้ใช้เลย






8. ยาสวน หรือลูกสวนทวารยูนีซัน (Unison Enema) ซึ่งมีส่วนผสมของ sodium chloride 15% ลูกขนาดบรรจุ 10 cc. 1 กล่อง บรรจุ 10 ลูก ผลิตโดย บริษัท ยูนีซัน จำกัด ที่ตั้ง 160 ซอยอ่อนนุช ถนนสุขุมวิท ลาดกระบัง กรุงเทพฯ : อาจเรียกอีกอย่างว่า ยาระบายโซเดียม คลอไรด์ ชนิดสวนทวาร ซึ่งรายละเอียดการใช้ผมเคยเขียนไว้ใน ตอน MOM vs ยา๕ลย์ กับการขับถ่าย ครับ
ตอนนี้ยาวหน่อย ตอนหน้าขอแทรกเรื่องกายภาพบำบัดอีกครั้งครับ

ขอบคุณครับ

mobile : 086-314-7866
Tel. & Fax.: 02-924-2726
update : May 15, 2007

37 : เวชภัณฑ์สีขาว (สำลีกับบลูแพด)

สวัสดีครับ ทุกคน ตอนนี้ผมขอเขียนถึงเวชภัณฑ์ หรือเครื่องใช้ที่เป็นสีขาว นิ่มๆ ทั้ง 2 อย่าง คือบลูแพด (Blue Pad) และสำลี ซึ่งมี 2 ชนิดคือ แบบม้วน และแบบก้อน ที่มีลักษณะการใช้งานต่างกัน ผมจะข้ออธิบาย เป็นชนิดเลยนะครับ

บลูแพด ( แผ่นรองซับ ) ขนาด 45x70 ซม. บรรจุ 10 แผ่น ราคา 135 บาท
ผลิตโดย บริษัท นิน่าอุตสาหกรรม จำกัด ที่ตั้ง 450/8 ซ.ลาดพร้าว 53 (โชคชัย 4) ลาดพร้าว กรุงเทพฯ 10230 โทร.02-5386671
จัดจำหน่ายโดย บริษัท ดีเอสจี อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ที่ตั้ง 448/11 ซ.ลาดพร้าว 53 กรุงเทพฯ โทร.02-9332921-4: ตลอดเวลา 5 ปีกว่า ผมได้ใช้บลูแพด มาหลายยี่ห้อ แต่ยี่ห้อที่ดีที่สุดคือ ซ้อฟเท็กซ์ (softex) เพราะจะไม่ขาดง่าย ไม่ยับง่าย มีหน้าที่รองก้น เพื่อป้องกันการขับถ่าย เช่น

1. อาจมีอุจจาระเล็ด หรือตกค้างจากการถ่ายปกติ และในกรณีท้องเสีย อาจจะมีอุจจาระระหว่างวันได้

2. เวลาผมต้องออกไปข้างนอก ไม่ว่าจะนั่งรถของเราเอง หรือ TAXI ก็ต้องระวังเรื่องอุจจาระเช่นกัน ดังนั้นควรลองที่เบาะรถด้วย

3. เวลาเช็ดถู-ทำความสะอาดร่างกาย ต้องรองก้น เพราะขณะทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศ ต้องมีการใช้น้ำสะอาดราด บลูแพดก็จะซึมซับน้ำไว้

4. ใช้บลูแพดรองเป็นชั้นที่ 2 เพื่อรองรับอุจจาระขณะถ่าย

ในความเป็นจริง ไม่น่าเชื่อว่า การเลือกใช้บลูแพดนั้นเป็นอีกเวชภัณฑ์หนึ่งที่สำคัญ เพราะผมเคยเป็นแผลที่ก้นมาแล้ว แต่ดูแลจนหาย ทำให้ไม่เป็นแผลกดทับ แต่ถ้าไม่ระวังก็อาจกลายเป็นแผลกดทับได้ สาเหตุมาจาก ผมต้องคอยขยับตัว ยกตัว และเวลาทำท่าเหล่านี้ ผมจะเอามือสอดไปใต้บลูแพด แล้วจึงยกตัว หรือขยับตัว ดังนั้นถ้า บลูแพดมีคุณภาพไม่ดี ก็จะยู่เข้าไปอัด ทำให้มีรอยยับ และเกิดความหนา เมื่อน้ำหนักที่ก้นกดทับ จะเกิดรอย ถ้านานก็อาจเป็นรอยช้ำ และเป็นแผลได้

การใช้งานบลูแพดนั้น สำคัญที่การรองก้น ต้องไม่ยับ ไม่ยู่ยี่ง่าย คือเลือกใช้อย่างดี ( ผมขอขยายความเรื่องนี้อีกหน่อย เพราะสำคัญเช่นกัน เวลาผมนั่งทำงานปกติ ผมจะไม่ดึงกางเกงมาถึงเอว แต่ดึงมาแค่ต้นขา ส่วนก้นจะนั่งบนบลูแพด เพื่อให้ระบายความร้อน และถ้าดึงกางเกงมาถึงเอว หรือมีเนื้อผ้า อาจเกิดรอยยับจากกางเกง หรือตะเข็บกางเกงได้) รองลงมาคือต้องซับน้ำหรือ ของเหลวดี

ส่วนบลูแพดที่ถูกลงมา ให้นำมารอง ตอนขับถ่ายจะดีกว่า ส่วนการเช็ดตัว ก็ให้ใช้บลูแพดที่รองนั่งทั้งวันได้เลย เพราะถ้าใช้อย่างดีจะไม่ขาดง่าย ขณะนี้กำลังทดลองใช้บางยี่ห้ออยู่ ได้ผลอย่างไรจะนำมาอธิบายอีกครั้งครับ


สำลีก้อน ( สำลีแท้จากฝ้ายบริสุทธิ์ 100% ) น้ำหนัก 100 กรัม ยี่ห้อรถพยาบาล : มีหน้าที่ในการใช้งาน คือ

1. ซับแอลกอฮอล์ เช็ดทำความสะอาดแผลสด หรือเวลาผมคัน-ระคายเคืองผิว

2. ซับแอลกอฮอล์ ไว้เช็ดอุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมือของผม เช่น ไม้แคะหู ที่ตัดเล็บ กรรไกรตัดขน มือถือ โน๊ตบุ๊ค (note book) เครื่องโทรศัพท์+แฟกซ์ เป็นต้น

3. เทน้ำยาฆ่าเชื้อบนสำลี และใช้ทำความสะอาดอวัยวะเพศทุกวัน รวมถึงสายสวนสีเหลืองด้วย

4. ใช้ชุบน้ำเปล่าสะอาด แล้วเช็ดรูก้นให้สะอาด หลังขับถ่ายเสร็จทุกวัน เพื่อให้แน่ใจว่าสะอาด ซึ่งจะทำให้ไม่มีอุจจาระตกค้างสีเหลือง บนบลูแพด และทำให้ไม่มีกลิ่นเหม็นอับ สำหรับผมแล้วในห้องนอน ที่ผมใช้ทำงานด้วย จะพบว่าไม่มีกลิ่นเลย ทำให้ไม่รบกวนคนที่มาเยี่ยมผมด้วย

5. ใช้เช็ด และรองขี้หู เวลาแคะหู เพราะเป็นสำลีอนามัย ทำให้มั่นใจขึ้น

6. ซับแอลกอฮอล์ ใช้เช็ดเล็บ หลังตัดเล็บ ให้ไม่มีกลิ่น และฆ่าเชื้อ

7. ใช้อุดรูหู เวลาตัดผม เพื่อป้องกันผมเข้าหู และเวลาสระผม เพื่อป้องกันน้ำเข้าหู จนชื้น แล้วอาจจะเป็นหูอักเสบ

8. ชุบน้ำเปล่าสะอาด ไว้ใช่เช็ดขอบตา หรือเขี่ยขี้ตา

ข้อควรระวังคือ พยายามอย่าใช้มือหยิบก้อนสำลี เพราะมือของเราจะสกปรก มีเชื้อโรค ต้องใช้วิธีแกะซิปรูดของถุงสำลีอนามัย แล้วเขย่า+เทลงในภาชนะที่มีฝาครอบ ในปริมาณพอเหมาะ เพื่อให้ไม่ใช้นานเกินไป หรือน้อยไปจนต้องไปเปิดถุงสำลีบ่อยๆ เพราะการเปอดถุงสำลีบ่อยๆ ก็มีโอกาสที่เชื้อโรคจะเข้าไปได้มากขึ้น ผมคิดว่าเป็นอีกรายละเอียดหนึ่ง ที่เป็นเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ควรมองข้าม




สำลีก้อน ( สำลีแท้จากฝ้ายบริสุทธิ์ 100% ) น้ำหนัก 200 กรัม ยี่ห้อ รถพยาบาล (Ambulance)
ผลิตโดย บริษัท บางพลี คอตตอน อินดัสตรี จำกัด ที่ตั้ง 49 ม.7 ถ.กิ่งแก้ว ต.ราชาเทวะ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ 10540
ผู้แทนจำหน่าย บริษัท ไอดีเอส มาร์เก็ตติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ที่ตั้ง 505 ม.2 ถ.อุดมศรยุทธ์ ต.คลองจิก อ.บางปะอิน อยุธยา 13160 โทร. 02-6866888 : เนื่องจากเป็นสำลี ก็คงจะใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย แต่ผมจะใช้สำลีแบบม้วนเป็นหลัก ในการเช็ดก้น หลังขับถ่าย โดยนำสำลีก้อนมาฉีกเป็นชิ้นขนาดพอเหมาะ ประมาณครึ่งฝ่ามือ ลงไปในขันพลาสติกที่มีน้ำสะอาด เมื่ออุจจาระเสร็จ จะเลอะที่ก้น นำสำลีที่ฉีกเตรียมไว้ เช็ดจนสะอาด วางบนบลูแพด ใช้สำลีก้อนที่เตรียมไว้ดังคำอธิบายข้างต้น เช็ดที่รูก้น เพื่อความสะอาดสุดท้าย ตามด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ เพื่อทำความสะอาดที่รูก้น และบริเวณรอบๆ

ผมจะทยอยนำเวชภัณฑ์ต่างๆ มาเขียนอธิบายนะครับ หวังว่าจะเกิดประโยชน์กับผู้ป่วย และญาติผู้ป่วยให้สามารถนำไปใช้ได้ ถ้ามีคำแนะนำ ช่วย comment ด้วยนะครับ


ขอบคุณครับ
ปรีดา ลิ้มนนทกุล
mobile : 086-314-7866
Tel. & Fax.: 02-924-2726
email : preeda.limnontakul@gmail.com
update : May 15, 2007

36 : Herbalife จากเพื่อนมัธยม

สวัสดีครับ ทุกคน จริงๆ แล้วตอนนี้ผมจะเขียน เกี่ยวกับเวชภัณฑ์ต่อ แต่เพราะว่ามีเพื่อนเก่าผมในสมัยมัธยม ชื่อซิว พาแฟน และคุณลุง คุณป้าอีก 2 ท่านมาเยี่ยม และนำสิ่งดีๆ เข้ามาให้ผม ผมจึงต้องเขียนก่อนเป็นพิเศษ เพราะถือว่าเกี่ยวกับสุขภาพของผมเช่นกัน

ต้องเกริ่นก่อนว่า ผมรู้จักผลิตภัณฑ์ของ Herbalife มาได้ 3 ปีแล้ว แต่ก็จดๆ จ้องๆ อยู่นาน เพราะอยากทดลองใช้ผลิตภัณฑ์มาก ซึ่งเมื่อ 3 ปีก่อนผมมีกำลังซื้อ แต่เนื่องจากนโยบายหลักของผลิตภัณฑ์ตัวนี้ เป็นลักษณะ MLM จึงมักถูกชวนให้ทำเป็นธุรกิจ ประมาณว่าผมต้องเสียเงิน 20,000-85,000 บาท แทบจะทุกที่ ที่ผมติดต่อ จึงเกิดความกังวลใจ และตัดสินใจไม่ซื้อมาทาน แต่ผมได้ดู CD คำอธิบาย และสาธิต ของสินค้า ก็เก็บความรู้สึกอยากทดลองเอาไว้...

จนกระทั่ง เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน เพื่อนมัธยม ก็พาเพื่อนอีกคนหนึ่ง ชื่อ "ซิว" และแฟน มาหา ด้วยความที่ไม่ได้เจอกันนาน ประกอบกับในวัยเรียน ก็มีสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน ถึงแม้จะอยู่ต่างห้อง ซิวจึงเห็นใจผมอย่างมาก และพยายามหาทางช่วยเหลือ

" นายต้องให้ความร่วมมือกับเรานะ ไม่ต้องทำอะไร แค่ทำตามที่เราขอ เราจะหาทางช่วยนาย "
" ได้ รับปาก "

วันที่ 13 วันอาทิตย์ ซิวกับไก่ มาพร้อมกับคุณลุง คุณป้า พวกเราทั้ง 5 คนได้พูดคุย-สนทนากัน ซึ่งก็รวมถึงเนื้อหาหลักที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของคุณป้า และไก่ ที่เคยย่ำแย่มาก่อน แต่เมื่อได้ทาน ผลิตภัณฑ์ของ Herbalife สุขภาพก็ค่อยๆ ดีขึ้นจนปัจจุบัน อย่างน่าอัศจรรย์ รวมถึงผู้คนที่คุณป้าแนะนำให้ทาน จนดีขึ้น พร้อมรูปถ่ายที่คุณป้านำมายืนยัน

ผมมีความรู้สึกขอบคุณทุกคน แต่ไม่ได้แสดงออกมาก ตามสไตล์ของผม ซึ่งผมดีใจ ตื้นตัน ผมต้องตอบแทนความรู้สึกดีๆ ของทุกคน ด้วยการตั้งใจทาน สิ่งดีๆ ที่นำมาฝากให้ผม ซิวกระซิบกับผมว่า " เอ็งไม่ต้องสนใจอะไร กินเข้าไป เรื่องเงินไม่ต้องคิด " ในใจของผม...พูดไม่ออก เป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่ผมจะจดจำไว้

ความรู้สึกที่ผมได้รับ ไม่ใช่บรรยากาศของการขาย แต่เป็นความช่วยเหลือ ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเป็นเพื่อน เป็นญาติ เป็นพี่น้อง ที่เข้าช่วยเหลือ ไม่มีธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ถ้าผมจะทำเป็นธุรกิจ ทุกคนก็ยินดีสนับสนุน และถ้าผมจะทำ ผมจะต้องทำกับทุกคนแน่นอน ซึ่งผมกล้าบอกได้เลยว่า น่าจะมีหลายลคนที่สนใจในผลิตภัณฑ์ Herbalife แต่ส่วนใหญ่ต้องหยุด เพราะอะไรก็ดูเป็นธุรกิจไปหมด ต้องใช้เงินมาก ความจริงใจไม่มี ผิดเจตนารมย์ของผู้ก่อตั้งที่ผิดหวังกับการจากไปของมารดา จึงต้องการนำผลิตภัณฑ์อาหารเสริมดีๆ บอกต่อๆ กันไป ในลักษณะแนะนำให้ทาน เพราะตัวเองเคยประสบปัญหาสุขภาพ แล้วดีขึ้น

ถ้าผู้อ่านท่านใดที่เป็นเหมือนผม คือยากทาน แต่ไม่ได้อยากทำเป็นธุรกิจในระยะแรก แล้วต้องการความสบายใจ ติดต่อผมได้ ผมจะให้เบอร์ติดต่อของเพื่อนผมไป แล้วคุณก็จะพบกับความสบายใจ หรือถ้าจะทำเป็นธุรกิจ ผมก็คิดว่าทุกคนจะช่วยเหลือคุณได้เป็นอย่างดี เพราะทุกคนเป็น user ที่ดีมาก่อนแล้ว ที่จะมาเป็นตัวแทน

ผมคงจะตอบแทนความรู้สึกดีๆ ของทุกคนในเบื้องต้น ได้เพียงช่วยประชาสัมพันธ์ให้ใน blog นี้เท่านั้น ขอย้ำนะครับนี่ไม่ใช่โฆษณา

ตอนหน้าขอกลับมาเขียนถึง เวชภัณฑ์ต่อครับ


ขอบคุณครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล
mobile : 089-6910225
Tel. & Fax.: 02-9232724
email : preeda.limnontakul@gmail.com
email : preeda@gpaymentservice.com
website : http://www.pwdom.com/
update : May 14, 2007

35 : เวชภัณฑ์เกี่ยวกับการเปลี่ยนสายสวน

สวัสดีครับ ทุกคน วันนี้ผมขอเขียนถึง อุปกรณ์ในการเปลี่ยนสายสวนและขั้นตอนการเปลี่ยน ครับ โดยเริ่มเป็นข้อๆ ดังนี้

1. เข็มฉีดยา (Syringe) ขนาด 10 มิลลิลิตร (ml) ยี่ห้อ NIPRO บรรุในซองพลาสติกฆ่าเชื้อ ผลิตโดย NIPRO (THAILAND) CORP., LTD. -ที่ตั้ง จ.พระนครศรีอยุธยา : ใช้เข็มฉีดยาดูดน้ำเปล่าออกจากสายสวน จากนั้นใช้กระดาษทิชชู่สะอาด จับดึงสายสวนออกจากผู้ป่วย อย่างช้าๆ เพื่อจะคอยสังเกตุด้วยว่า สายสวนติดขัดหรือไม่ ถ้าติดขัดห้ามดึงแรงๆ ต้องหาวิธีแก้ไขต่อไป เช่นนำเข็มฉีดยา มาดูดน้ำออกจากสายสวนใหม่อีกครั้ง เพราะอาจดูดออกไม่หมด


ข้อควรสังเกตุ และระวังในขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับตอนนี้ คือเป็นขั้นตอนเกือบสุดท้ายของการเปลี่ยนสายสวน ที่ตอนฉีดน้ำเปล่าสะอาดเข้าสายสวน ให้เป็นลูกโป่งใกระเพาะปัสสาวะห้ามใช้น้ำเกลือ (Normal Saline Solution) เพราะถ้าทิ้งค้างสายสวนไว้นานๆ อาจทำให้ตกผลึกของเกลือแกง จนดึงสายสวนออกไม่ได้

2. น้ำเกลือ (Normal Saline Solution) ความเข้มข้น Sodium Chloride 0.9 g:Each 100 ml ขนาดขวดบรรจุ 1,000 ml ยี่ห้อ Klean&Kare ผลิตโดย A.N.B. Laboratories Co., Ltd. ที่ตั้ง 557 ถนนรามอินทรา กรุงเทพฯ http://www.anblab.com/ : ใช้เป็นส่วนผสมกับน้ำยาฆ่าเชื้อจากโรงพยาบาล เพื่อไว้ทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศ ที่ต้องใส่สายสวน





3. ชุดเซ็ทฆ่าเชื้อ (Ratain Catheter Set) / Code (RTS/PY1 : E.O.Sterilized) ซึ่งภายในแพ็คที่บรรจุฆ่าเชื้อนี้ ประกอบด้วย สำลีสะอาด 10 ชิ้น (10 Cotton Balls 1.00 g.) ถุงมือฆ่าเชื้อ 1 คู่ (2 M Gloves (pair)) แผ่นฆ่าเชื้อสีเขียว ที่มีช่องตรงกลางขนาด 60 x 60 เซนติเมตร (1 Blue Napkin - 1 Aperture 60 x 60 cm.) และถาดที่บรรจุสำลี (1 Tray) ยี่ห้อ steriCLIN ผลิตโดย THAI GAUZE CO., LTD. : เปิดชุดเซ้ท หยิบถุงมือฆ่าเชื้อออกมา ใส่ตามวิธีการของนางพยาบาลคือไม่ให้มือสัมผัส ถุงมือภายนอก หยิบแผ่นสีเขียวกางออก นำน้ำยาที่ผสมเตรียมไว้เทใส่ก้อนสำลีให้ทั่ว เช็ดทำความสะอาดบริเวณใกล้เคียง ที่จะสอดสายสวนเข้าไป






4. เจลหล่อลื่น (Gel Intim-Lubricating Jelly) เป็นลักษณะหลอด ปริมาณ 50 มิลลิลิตร ยี่ห้อ DUO ผลิตโดย บริษัท ไบเออร์สด๊อรฟ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ตั้ง 163 นิคมอุตสาหกรรมบางพลี ถ.บางนา-ตราด สมุทรปราการ : บีบเจลไว้บนแผ่นสีเขียว ปริมาณพอเหมาะ







5. สายสวนโฟเล่ (Folet Balloon Catheter-100% Silicone Coated)
Type : 2 wat standard Male, Size : 14FR/CH.30ML ยี่ห้อ KENDALL ผลิตโดย The KENDALL Company (A tyco INTERNATIONAL LTD. COMPANY)น่าจะนำเข้า : ผมใช้อยู่ 2 ขนาดคือเบอร์ 14 และ 16 สลับกัน เพื่อให้ภายในช่องนำปัสสาวะที่ถูกสอดเข้าไปมีการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา จะได้ยืดหยุ่น : นำสายโฟเล่ออกจากถุง ที่บรรจุ 2 ชั้น เพื่อป้องกันเชื้อโรค อย่างถูกต้องตามหลักความสะอาด แล้วเคลือบด้วยเจล ที่เตรียมไว้บนแผ่นเขียว แล้วสอดเข้าไปตามช่อง จนเกือบสุดสายโฟเล่ (อาจจะมีน้ำปัสสาวะไหลออกมาได้)

6. ฉีดน้ำเปล่าสะอาดที่เตรียมไว้ในเข็มฉีดยาเข้าไปในสายโฟเล่ ในช่องด้านข้างของสายโฟเล่ ที่เป็นลักษณะตัว Y

7. ค่อยๆ ดึงสายสวนออก จนรู้สึกได้ว่า ลูกบอลลูนข้างในมาชนกับผนังกระเพาะปัสสาวะ

8. ถุงเก็บปัสสาวะ (Urinary Drainage Bag) ขนาด 2,000 ml with non-return valve ลักษณะ T-Valve ยี่ห้อ BEVERMED ผลิตโดย BEVERMED IND ที่ตั้ง 470 ม.4 ซอยชวนสิน ถนนพหลโยธิน ลำลูกกา ปทุมธานี 12130 : นำสายยางของถุงเก็บปัสสาวะ เสียบเข้าช่องของสายสวนโฟเล่ เพื่อให้ปัสสาวะไหลออก และถือว่าเป็นการอาศัยหลักแรงดัน คือเมื่อน้ำปัสสาวะมีปริมาณที่พอเหมาะ ก็จะไหลมาลงที่ถุงเก็บ ในตอนอื่นผมจะลงรายละเอียดของเวชภัณฑ์บางตัวให้ละเอียดกว่านี้








9. เทปกาวแบบไม่ระคายเคือง (Micropor) ยี่ห้อ 3M ผลิตโดย บริษัท 3 เอ็ม (ประเทศไทย) จำกัด : ไว้สำหรับติดสายยางของถุงเก็บกับต้นขา โดยการติดควรจะคอยสลับตำแหน่งของการติด เพื่อลดการระคายเคืองของผิวหนังอีกทางหนึ่งได้

10. ทำความสะอาดอวัยวะฯ ด้วยสำลีอนามัยในถาดอีกครั้ง ถือว่าเสร็จขั้นตอนการเปลี่ยนสายสวน

ข้อสังเกตุเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ คือ เมื่อเปลี่ยนสายสวนใหม่ๆ น้ำยาเจลหล่อลื่น จะถูกขับออกมา เกาะที่สายโฟเล่ ซึ่งจะมีสีเหลืองเข้ม ถึงน้ำตาล คล้าย "หนอง" อย่าตกใจ ทำความสะอาดก็หาย ไม่อันตราย อาจจะมีออกมาได้ 1-3 วันครับ

ผมหวังว่าตอนนี้คงจะมีประโยชน์กับผู้ป่วย และญาติผู้ป่วยนะครับ ที่สำคัญคือ ขั้นตอนต่างๆ ในการเปลี่ยนสายสวนนั้น ต้องผ่านการฝึกจากผู้เชี่ยวชาญก่อน เพราะต้องระวังเรื่องการติดเชื้อเป็นพิเศษ ถ้าติดเชื้อแล้วก็จะยุ่งยากในภายหลังได้ ลองอ่านดูในตอนที่เกี่ยวข้องนะครับ

ตอนหน้ายังคงเกี่ยวข้องกับเวชภัณฑ์อีกครับ


ขอบคุณครับ


ปรีดา ลิ้มนนทกุล
mobile : 086-322-9307
Tel. & Fax.: 02-960-9156
email : preeda.limnontakul@gmail.com
update : May 13, 2007

34 : การจัดการเรื่อง " เสื้อผ้า "

สวัสดีครับทุกคน และก็มาถึงเรื่อง " เสื่อผ้า " ของผมว่ามีการจัดการอย่างไร เช่นเคยครับ ขอย้ำว่า เป็นวิธีการที่ปฏิบัติเป็นประจำของนายปรีดา ถ้าผู้อ่านคิดว่ามีประโยชน์ก็นำไปใช้ได้เลยครับ แต่ถ้าผู้อ่านมีข้อเสนอแนะที่ดีกว่า ผมก็จะนำไปปรับใช้ครับ

สืบเนื่องจากการไปใช้ชีวิตอยู่ในโรงพยาบาลถึง 4 เดือนครึ่ง ทำให้ได้สังเกตุวิธีการต่างๆ ในหลายๆ เรื่อง มาปรับใช้ที่บ้าน ซึ่งก็รวมถึงเสื้อผ้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันด้วยครับ ผมขออธิบายเป็นข้อ เป็นลำดับขั้นตอน ดังนี้ครับ

1. เมื่อสวมใส่เสื้อผ้าเสร็จแล้ว จะใส่ไว้ในตระกร้าผ้า เป็นตระกร้าสำหรับเสื้อผ้าใช้แล้ว

2. นำเข้าไปซักในเครื่องซักผ้า ซึ่งต้องแยกซัก จากเสื้อผ้าปกติในครอบครัว (เครื่องซักผ้าที่ใช้จะปั่นผ้า จนแห้งหมาดๆ)

3. นำผ้าที่แห้งหมาดๆ เข้าเครื่องอบผ้ายี่ห้อ Electrolux ซึ่งจะเป็นลักษณะถังปั่น ทำให้ฝุ่นที่ติดอยู่ และใยผ้าถูกปั่นมารวมกัน เห็นได้ชัดเจน ทำให้เสื้อผ้าของผมแทบไม่มีฝุ่น หรือมีน้อยมาก ผมจึงหายใจได้อย่างเต็มที่ (ถ้าผู้อ่านได้เคยอ่านตอน " การติดเชื้อในโรงพยาบาล " ที่ผมเคยเขียนในตอนแรกๆ จะทราบว่าผมจะป้องกันเชื้อโรคเข้าปอด ด้วยการกลั้นหายใจ แต่เสื้อผ้าของผม ผมจะไม่มีความรู้สึกนั้น เพราะสบายใจ) และการใช้ความร้อนในการอบ ก็เป็นการฆ่าเชื้อไปในตัว

สำหรับผู้อ่านที่เป็นผู้ป่วย หรือมีญาติ หรือคนรู้จักเป็นผู้ทุพพลภาพ ผมอยากให้ทุกคนเห็นความสำคัญของเรื่องนี้อีกเช่นกัน เพราะถือว่าเป็นการป้องกันการติดเชื้อได้เป็นอย่างดี อีกปัจจัยหนึ่ง

เมื่อ 3 ปีก่อน หลังจากผมรถคว่ำได้ 2 ปีครึ่ง น้องๆ สังเกตุเห็น "ขี้นก" ที่เสื้อผ้า และกางเกง หรือผ้าเช็ดตัว ซึ่งก็จะรีบนำออกทันที เพราะทุกๆ คนก็น่าจะทราบกันดีว่า ในขี้นกต้องมีเชื้อโรคของนกแน่ๆ บวกกับกระแส "ไข้หวัดนก" ที่กำลังระบาดหนักในช่วงนั้น ทำให้ต้องตัดสินใจซื้อเครื่องอบผ้า และยังได้ประโยชน์ในช่วงหน้าฝนด้วยครับ

4. จากนั้นจะนำออกไว้ในตระกร้าผ้า สำหรับเสื้อผ้าซักใหม่

5. อย่าทิ้งไว้นาน เพราะผ้าแห้งอยลู่แล้ว ให้รีบพับผ้าแบบไม่ต้องเรียบร้อยมากนัก แต่เน้นความสะอาดคือสัมผัสผ้าให้น้อยที่สุด ใช้แต้มือและข้อมือในการพับผ้า ไม่ต้องนำมาพักที่ตัว หรือใช้ท่อนแขนช่วยในการพับผ้า ผ้าที่พับอย่างง่ายๆ ให้รีบใส่ถุงหิ้วขนาด 9" x 18" ทันที ต้องเป็นถุงใหม่ที่นำออกจาก pack

(ถุงหิ้วขนาดนี้ 100 ใบ ประมาณ 25 บาท ผมอยากให้คิดเสียว่าจำเป็นต้องเสียเงินในส่วนนี้ เพื่อความสะอาด เพราะหลังจากที่ใส่เสื้อผ้าเสร็จแล้ว ก็นำไป reuse ไว้ใส่ขยะในห้องนอน หรือห้องทำงานของผมต่อได้)

สำคัญมากๆ นะครับ ก่อนพับผ้า อย่าลืมล้างมือด้วยน้ำยาล้างมือ หรือสบู่ หรือซันไลต์ เป็นต้น และถ้าบังเอิญว่าปั่นผ้าเสร็จตอนอาบน้ำเสร็จพอดี ก็แสดงว่าคนพับผ้าสะอาดมากๆ ครับ

ผูกถุงหิ้ว ทุกถุงเมื่อบรรจุผ้าในปริมาณที่สมดุลกับขนาดของถุง ถ้าจำเป็นต้องมีการขนย้าย ก็ให้นำใส่ถุงหิ้วขนาดใหญ่อีกที

6. จากนั้นก็นำถุงที่บรรจุเสื้อ กางเกง ผ้าขนหนู ถุงเท้า ผ้าปูเตียง ผ้าเช็ดตัว ซึ่งแยกประเภทเก็บเข้าตู้เสื้อผ้า การแยกประเภททำให้ง่ายต่อการนำไปใช้ครับ

7. ลักษณญะของการใช้ประโยชน์ของเสื้อผ้า แต่ละชนิดมีดังนี้ครับ

A. เสื้อ : ผมใส่เสื้อเชิ๊ต แขนสั้น ขนาด XL โดยใส่กลับหลัง (ลองดูจากรูปของผมทางด้านขวาของ blog ได้ครับ) ติดกระดุมเพียง 1-2 เม็ดด้านหลัง เพื่อให้ระบายไม่ร้อน เลียนแบบเสื้อในโรงพยาบาล ที่ผูกปมด้านหลัง แขนสั้นทำให้ง่ายต่อการเกา เวลาคัน ล้วงง่ายครับ (แต่ผมเกาไม่ได้หรอกครับ ถูๆ ไปอย่างนั้นแหละครับ)

B. เสื้อยืดเทิดพระเกียรติในหลวงสีเหลือง : ผมจะใส่เฉพาะเวลาออกไปข้างนอกเท่านั้น เช่น ไปประชุม สัมมนา ไปหาคุณหมอ เป็นต้น โดยจะมีเพื่อนซี้คือ

C. เสื้อแจ๊คเก็ต : สีเขียวคู่ใจของผมอีก 1 ตัว เพื่อป้องกันสกปรกตามสถานที่ภายนอก และป้องกันให้เกิดรอยช้ำบริเวณแขนทั้ง 2 ข้างให้น้อยลง เพราะเวลานั่ง ผมต้องใช้แขนยันให้ตัวลอย จึงทำให้แขนช้ำง่าย รวมถึงป้องกันความหนาวจากแอร์ในรถ TAXI หรือสถานที่ที่เราไป ถ้าไม่เย็นมากก็ถอดออกได้

D. กางเกงเล : หลากสี ที่ต้องใช้กางเกงเล เพราะตัวใหญ่ ใส่ง่าย ถอดง่าย ไม่โป๊ ทั้งขณะทำงาน หรือทำกายภาพบำบัด ถ้ารู้สึกได้ ก็คงสบ่ยตัวน่าดู และที่หลากสี ไม่ซ้ำกันเลยเพราะจะได้สังเกตุง่าย ไม่ว่าจะเป็นตอนหยิบมาใส่ หรือจะไม่พลาดว่าใส่ไปแล้ว

กางเกงเลสีเรียบร้อย ก็ยังใส่ตอนไปโรงพยาบาลได้ด้วย คือไม่ต้องเป็นทางการมาก แต่ถ้าไปธุระก็ต้องกางเกงวอร์มครับ

E. กางเกงวอร์ม : สีดำ เป็นสีเรียบร้อยใช้ได้กับทุกโอกาส ผมให้พี่เลี่ยงตัดกระเป๋าข้างในทิ้ง เพื่อเป็นทางออกของถุงเก็บปัสสาวะ ตรงนี้ถือว่าดีกว่ากางเกงเลมาก เพราะกางเกงเลต้องใช้วิธีผูก ซึ่งอาจทำให้สายยางนำปัสสาวะหักงอได้บ่อยๆ

F. ถุงเท้า : สีเรียบร้อย เช่นสีดำ สีเทาเข้ม สีน้ำเงิน เพื่อป้องกันสิ่งสกปรก เวลานั่งในรถ เพราะต้องอุ้มเข้ารถ เท้าก็ต้องสัมผัสพื้นในรถก่อนใส่รองเท้าแตะ Bata เมื่อกลับมาจากข้างนอก ต้องถอดถุงเท้าทันที

H. ผ้าขนหนู : ใช้สำหรับ 3 หน้าที่ คือ 1. พับแล้วหนุนหัวแทนหมอน (แต่เดิม ผมจะนอนหมอนแบนๆ ไม่เต่งมาก) 2. ไว้ปิดตัว เวลาเช็ดตัว (ผมจะอธิบายละเอียดในตอนที่เกี่ยวข้องอีกทีครับ) 3. เวลาไปข้างนอกจะนำติดตัวไป 1 ผืน แล้ววางที่หน้าตัก เพื่อเก็บซ่อนถุงเก็บปัสสาวะ เวลาอุ้มขึ้น-ลงรถ และป้องกันฝุ่นจากข้างนอก เมื่อกลับมาถึงบ้าน ก็ใส่ตระกร้าผ้ารอซักทันที

I. ผ้าปูเตียง : ต้องเปลี่ยนทุกครั้งที่เช็ดตัว เพื่อป้องกันฝุ่น และเชื้อโรคระหว่างวัน

J. ปลอกหมอน : เปลี่ยนทุก 2 สัปดาห์

8. เสื้อผ้าทุกประเภท เมื่อใช้เสร็จแล้ว ก็ใส่ตระกร้าผ้าสำหรับผ้าใช้แล้ว

ผมคงจะไม่เรื่องมากไปนะครับ แต่ก็เป็นอีกเรื่องที่ปฏิบัติเป็นประจำตลอด 5 ปีครึ่ง ที่ผ่านมาครับ

ตอนหน้ามาติดตามเรื่อง เวชภัณฑ์ ที่ผมใช้เป็นประจำกันครับ


ขอบคุณครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล
mobile : 086-314-7866
Tel. & Fax.: 02-924-2726
email : preeda.limnontakul@gmail.com

update : May 11, 2007

33 : สายสวนตันกับ น้ำอสุจิ

สวัสดีครับ ทุกคน ลองตามอ่านดูนะครับว่า " น้ำอสุจิ จะมาเกี่ยวข้องกับ สายสวนตัน " ช่วงไหน

จากตอนที่แล้ว เมื่อสายสวนตัน ก็ต้องรีบเปลี่ยนทันที แต่ถ้าเราเปลี่ยนสายสวนเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม คือ 15-30 วัน ก็น่าจะแก้ปัญหาได้พอสมควร ส่วนผมตั้งมาตรฐานส่วนตัวที่ 10-15 วันครับ

หลังจากที่ผมประสบปัญหาสายสวนตันอีก 4 ครั้ง รวมเป็น 5 ครั้ง ซึ่งไม่ได้เกิดจากระยะเวลาการเปลี่ยนสายสวน แต่กลับเป็นเพราะตะกอน มากเกินไป

โดยปกติตะกอนในกระเพาะปัสสาวะก็มีกันทุกคนครับ แต่คนปกติจะมีการขับปัสสาวะ ซึ่งก็เป็นลักษณะพุ่งออกมา คือมีแรงดันด้วย คงจะบอกเป็นหน่วยวัดอะไรไม่ได้ แต่ตะกอนก็จะออกมาพร้อมกัน

ปัจจัยที่ทำให้เกิดตะกอน เท่าที่ผมทราบมี 2 ปัจจัยครับ คือ ผัก-ผลไม้ที่ให้วิตามินซีสูง เช่นผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว (ส้ม เป็นต้น) และเชื้อโรคครับ คือถ้ามีอาการติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะ จะทำให้เกิดตะกอนมากครับ

ในช่วงที่ผมมีตะกอนมาก ผมก็เข้าใจผิดว่าเกิดจากผลไม้ที่ทานทุกวัน เปลี่ยนสายสวนเป็นว่าเล่น เกรงใจพี่พยาบาลที่มาคอยเปลี่ยนให้ จึงขอให้พี่พยาบาลช่วยสอนน้องสาว เผื่อเวลาฉุกเฉิน สายสวนตันขึ้นมา ก็จะได้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้

แต่ตะกอนก็ยังไม่ลดลง ถึงขนาดว่าเปลี่ยนเช้า เย็นก็ตันทันที เวลาสายสวนตันนะครับ ผมจะแก้ปัญหาเบื้องต้นด้วยการเปลี่ยนจากท่านั่ง เป็นท่านอนทันที คือหมุนเตียงที่อยู่ 60 องศา เป็นราบกับพื้น อาจทำให้สายสวนที่อยู่ภายในร่างกาย คลายตัว ไม่หักงอ ไม่ขัดขวางปัสสาวะ ซึ่งเราก็ทราบกันดีอยู่ว่า รูภายในสายสวนมันเล็กมากๆ หล่ยครั้งนะครับที่ทำให้หายปวดได้

ถ้ายังไม่ดีขึ้น ให้ใช้สำลี หรือกระดาษทิชชู่ที่สะอาดเป็นตัวกลาง แล้วใช้มือบีบที่สายสวน เท่าที่ความยาวโผล่ให้เห็น เพื่อให้ตะกอนที่จับอยู่ที่สายสวน หลุดออกมา และลดอาการตัน

ถ้านำปัสสาวะไปส่งตรวจ ก็อาจพบชนิดของเชื้อโรคได้ โดยผลการตรวจ จะระบุเชื้อ และตัวยาฆ่าเชื้อ ทำให้รักษาได้ถูกต้อง และลดการเกิดตะกอนในปริมาณมากได้ ในขณะที่ผมกำลังอยู่ในช่วงตัดสินใจ วางแผนไปหาคุณหมอ ก็พบว่าตะกอนเป็นเมือกๆ สีขาวขุ่น ปะปนกับตะกอน

คราวนี้คิดไปไกลเลยครับ เชื้อโรคอะไร ทำไมถึงเหนียวหนืดอย่างนี้ ตะกอนจับตัวเป็นเส้นเลย พอมาถึงคุณหมอ คุณหมอก็ให้นำปัสสาวะไปตรวจเลยครับ ตามคาด มีเชื้อโรค (วันหลังผมจะนำรายละเอียดเรื่องนี้มาเพิ่มเติมในตอนนี้ให้ครับ) และคุณหมอยังอธิบายให้ฟังด้วยว่า ที่เห็นตะกอนจับเป็นเส้น เหนียว สีขาวขุ่น ต่างจากตะกอนปกติ เป็นไปได้ว่า คือน้ำอสุจิที่ไหลย้อนไปตามสายสวน จนถึงกระเพาะปัสสาวะ และปะปนออกมากับปัสสาวะทางสายสวน แต่เนื่องจากมีตะกอนจึงไปรวมตัวกัน

ตัวผมเองจึงคิดว่า น้ำอสุจิ ก็เป็นปัจจัยเสริมเช่นกัน ที่จะทำให้สายสวนมีโอกาสตันเร็วขึ้น

เพิ่มเติมอีกเรื่องครับ เกี่ยวกับไต สืบเนื่องจากสายสวนตัน จึงทำให้ปวดเมื่อยไปหมด คุณหมอจึงสั่งให้อุลตร้าซาวด์ที่ไตด้วย ปรากฏว่ากรวยไตของผม บวมเล็กน้อย แต่อยู่ในเกณฑ์ที่ไม่เป็นอันตราย และคุณหมอก็ยังนัดให้มาทำอุลตร้าซาวด์อีก 6 เดือนข้างหน้า เพื่อดูว่าดีขึ้นไหม

คุณหมอให้ยามาทานแก้อาการติดเชื้อ เมื่อทานยา ตะกอนก็เริ่มลดลง ทานยาครบประมาณ 2 สัปดาห์ ปรากฏว่า ปัสสาวะใสแจ๋วเลยครับ

ผมก็เลยตั้งใจว่า ถ้าพบว่ามีตะกอนมากผิดปกติ คงสันนิษฐานเบื้องต้นก่อนว่า มีเชื้อในกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งไม่ร้ายแรงอะไร เหมือนกับเชื้อในโรงพยาบาล ก็มาหาคุณหมอ และทานยา

จบตอน " สายสวนตัน กับน้ำอสุจิ "ครับ ตอนยหน้าผมขอกล่าวถึง " เสื้อผ้า " ครับ


ขอบคุณครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล
mobile : 089-6910225
Tel. & Fax.: 02-9232724
email : preeda.limnontakul@gmail.com
email : preeda@gpaymentservice.com
website : http://www.gpaymentservice.com/
blog 1 : http://preedastation.blogspot.com/
blog 2 : http://aglocostationthai.blogspot.com/
blog 3 : http://webblogguidestation.blogspot.com/
blog 4 : http://everythinginnonthaburi.blogspot.com/
update : May 10, 2007

32 : ครั้งแรกที่สายสวนตัน

ครั้งนี้ ผมอยากจะเล่าประสบการณ์ครั้งแรกเกี่ยวกับ " สายสวนตัน " ครับ

ตอนที่ผมอยู่โรงพยาบาล ผมเคยเจอเหตุการณ์ สายสวนตันเหมือนกัน แต่ไม่เต็มขั้นจึงไม่นับว่าเป็นครั้งแรกครับ คือไม่เต็มรูปแบบ ไม่ปวด ไม่ชา ไม่ทรมาน ผมจึงขอข้ามเหตุการณ์นี้ไปตอนที่อยู่บ้านเลยครับ

สายสวนตันมีได้หลายสาเหตุ เช่น

1. เกิดตะกอนในกระเพาะ แล้วมาอุดตัน ในสายสวน

2. ใส่สายสวนนานเกินไป จึงทำให้ตะกอนมาอุดตัน

ที่ผมแยก 2 ข้อนี้ออกจากกันเพราะผมต้องเจอปัญหาสายสวนตันบ่อยๆ ที่ไม่ใช่สาเหตุคาสายสวนนาน คือเปลี่ยนสายสวนปุ๊บ ตกเย็นก็สายสวนตันเลย เป็นเพราะตะกอนมากครับ แล้วผมจะสรุปสาเหตุของตะกอนให้อ่านกันทีหลังครับ

3. สายสวนหักงอ เช่นเวลานั่งรถเข็นอาจจะทับสายสวนสีเหลืองได้ หรือทับสายนำปัสสาวะที่ไปเก็บไว้ที่ถุงเก็บปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะไม่ไหลตามปกติ ถ้าเกิดเหตุการณ์นี้บ่อยๆ จะทำให้ตะกอน จับตัวที่สายสวน และสายนำปัสสาวะ หนามากขึ้นได้เร็ว ซึ่งรูในสายสวนก็เล็กมากๆ อยู่แล้ว จึงทำให้ตันได้ง่ายขึ้น

ผมเคยผ่าสายสวนที่ตัน ออกมาดูแล้วนะครับ เม็ดตะกอนแข็ง ละเอียด เหมือนเม็ดเรซิ่น แต่เล็กมาก

ผมจะเปลี่ยนสายสวนทุก 10 วัน เพราะคุณหมอ และนางพยาบาลเคยแนะนำว่า ถ้าคาสายไว้นานถึงเปลี่ยนอาจจะเสี่ยงที่สายจะตันได้ แต่ปัจจุบันบางทีก็เกือบ 15 วัน เพราะนางพยาบาลไม่ค่อยว่าง แต่ก็ถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์มาตราฐาน 1 เดือนเปลี่ยน

เรื่องเปลี่ยนสายสวน ผมจะให้ความสำคัญมากอีกเช่นกัน เพราะผมจินตนาการเอาเองครับว่า

A. ถ้ารู้สึกได้ เวลาสอดสายสวนเข้าไป คงรู้สึกเจ็บมาก ถึงจะมีน้ำยาหล่อลื่น KY ก็เถอะ อันนี้มองได้ว่าเป็นข้อดีของการไม่รับรู้ และไม่รู้สึกของการเป็นผู้ทุพพลภาพ

B. ขนาดสอดสายสวนเข้าไปยังเจ็บ แล้วตอนดึงสายออก ทั้งๆ ที่ไม่มีน้ำยา KY คงจะทรมานน่าดู เพราะขนาดผมไม่รู้สึกนะครับ ยังขนลุกที่แขน ที่หน้าเลยครับ

C. แล้วลองนึกภาพตามนะครับ ถ้าทิ้งสายสวนคาไว้นานๆ เช่นเกิน 1-2 เดือน เนื้อเยื่อต่างๆ คงไปจับยึดกับสายสวนอย่างแนบชิด สนิทสนม กลมเกลียว แล้วพอต้องแยกกัน เราดึงสายสวน เนื้อเยื่อต่างๆ คงจะอักเสบ คงมีเลือดซึม ซิบๆ ปะปนออกมา คือที่เล่าให้ฟังมา นี่ผมจินตนาการเองนะครับ ไม่รู้ว่าในความเป็นจริง จะเป็นอย่างนี้รึเปล่า แต่สรุปได้ว่าไม่ควรคาสายไว้นาน ผมจึงตัดสินใจเปลี่ยนทุก 10-15 วัน

อารัมภบทซะยาว ผมขอเข้าประสบการณ์สายสวนตันครั้งแรก แบบเต็มรูปแบบนะครับ

ปัจจัยเรื่องการคาสายไว้นาน ตัดทิ้งได้เลยครับในกรณีของผม แต่ตะกอนเยอะมาก ถือเป็นข้อสังเกตุ

I. ผมเริ่มรู้สึกตึงๆ ที่หลังด้านซ้าย ตำแหน่งเดียวกับที่เวลาปวด เมื่ออั้นปัสสาวะนานๆ (จริงๆ แล้วผมเป็นผู้ทุพพลภาพ ต้องไม่รู้สึก แต่บอกไม่ถูก เหมือนรู้สึกลึกๆ ข้างใน ซึ่งเป็นอาการเริ่มต้น) ไม่นานเท่าไหร่ ไม่เกิน 15-20 นาที

II. ก็จะเริ่มปวดเมื่อยที่หลัง อันนี้ของจริงครับ เมื่อยไปหมด เพราะเป็นส่วนที่ผมรู้สึกได้อย่างดี

III. จากนั้นจะเริ่มขนลุกครับ ที่แขนก่อนเลยครับ ซึ่งจะเป็นทั้ง 2 แขน

IV. รู้สึกอีดอัดอย่างบอกไม่ถูก หงุดหงิด

V. จากนั้นจะขนลุกทั้งศีรษะ เริ่มมีเหงื่อออกที่คอ แก้ม หลัง ทรมาน

VI. แล้วก็จะเริ่มปวดที่ต้นคอ ท้ายทอย มีอาการชา เริ่มทุรนทุราย เริ่มดิ้น

VII. น้ำตาเริ่มออก ไม่ได้อยากร้องไห้นะครับ มันทรมานมาก ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็ต้องแสดงออกอย่างที่อธิบายมา

ระหว่างที่เมื่อสักครู่ผมอธิบายให้ทุกคนได้อ่าน ก็มีขั้นตอนการโทรถามคุณหมอเป็นระยะๆ พร้อมๆ กับรีบเดินทางมาที่พญาไท 1 ซึ่งหมอก็สันนิษฐานว่าเป็นอาการสายสวนตันครับ

นี่แหละครับเป็นประสบการณ์อย่างเต็มรูปแบบของสายสวนตันของผม

ตอนหน้ายังคงวนเวียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ครับ แต่มี " น้ำอสุจิ " มาเกี่ยวพันด้วย ลองจินตนาการดูนะครับ ว่าสายสวนตัน กับตะกอน และน้ำอสุจิ เกี่ยวข้องกันอย่างไร ตอนหน้าจะมาอธิบายประสบการณ์จริงให้อ่านกันครับ

ขอบคุณครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล
mobile : 086-314-7866
Tel. & Fax.: 02-924-2726
email : preeda.limnontakul@gmail.com

update : May 6, 2007

31 : ความเสี่ยงต่อโรคของผู้ทุพพลภาพ 3

ขอโทษครับทุกคน ไม่กล้าบอกว่าต้องกี่ตอนถึงจะจบเรื่อง ความเสี่ยงต่อโรคของผู้ทุพพลภาพ ขอเขียนไปเรื่อยๆ ละกันครับ คราวก่อนผมกล่าวถึงความเสี่ยงเกี่ยวกับระบบขับถ่าย คราวนี้ผมขอพูดเกี่ยวกับ

8. โรคที่เกี่ยวข้องกับกระเพาะปัสสาวะ และไต

ถ้าเป็นเรื่องกระเพาะปัสสาวะ ผมคงจะต่างจากผู้ทุพพลภาพท่านอื่น เพราะผมมีเชื้อแบคทีเรียเป็นเพื่อนอยู่ จึงต้องระวังมากกว่าผู้ป่วยท่านอื่น แต่ในรายละเอียด หรือวิธีการคงไม่ต่างกัน

เกิดความเสี่ยงต่อโรคนี้เพราะว่า ผู้ป่วยไม่สามารถขับปัสสาวะได้เอง จำเป็นต้องสวนปัสสาวะด้วย 2 วิธี คือ สวนปัสสาวะแบบคาไว้ 24 ชั่วโมง และสวนเมื่อทราบว่าปวดปัสสาวะ หรืออีกนัยหนึ่งคือ ปัสสาวะเต็มกระเพาะปัสสาวะในระดับที่ต้องสวนออก

เท่าที่ผมพอมีความรู้ คือกระเพาะปัสสาวะคนปกติ จะจุได้ 500-1,000 ซีซี (C.C.) คือเกือบลิตร ปวดมากๆ แต่สำหรับผู้ป่วยแล้ว ไม่สามารถขับได้เอง ความยืดหยุ่น หรือการขยายขนาดของกระเพาะคงไม่เท่าคนปกติ ส่วนมากผู้ป่วยก็จะสังเกตุจากอาการร่วม เช่น รู้สึกขนลุก หรือสังเกตุจากการกดที่บริเวณกระเพาะ จะเต่งๆ ความจุก็คง 500-700ซีซี ก็ขนลุกซู่แล้วครับ

ดังนั้นผู้ป่วยต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากๆ เมื่อมีสัญญาณใดๆ ก็ตามที่บ่งบอกว่า ต้องสวนปัสสาวะแบบชั่วคราวแล้ว ก็ต้องรีบทำทันที อีกทางหนึ่งคือก็ต้องควบคุมปริมาณน้ำเข้าด้วย เช่นถ้าเรารู้ว่าต้องเข้าประชุม หรือทำธุระที่อาจจะปลีกตัวลำบาก หรือในสถานที่นั้นสวนลำบาก ก็ดื่มน้ำน้อยหน่อย เวมื่อสะดวกก็ดื่มมากๆ เพื่อชดเชย

ส่วนผมแก้ปัญหาที่กล่าวทั้งหมดด้วยการสวนสายคาไว้ 24 ชั่วโมง และเหตุผลหลักผมกลัวเรื่องติดเชื้อ แต่โดยปกติแล้ว ผู้ป่วยทุพพลภาพ ถ้าละเลยเรื่องนี้อาจเกิดภาวะ น้ำปัสสาวะเต็มและล้น " ท่อนำปัสสาวะ " จนไปถึงกรวยไต จนอาจเกิดภาวะกรวยกรวยไตบวม และอักเสบได้ ส่วนการคาสายแบบผมก็ต้องดู฿แลไม่ให้ถุงเก็บปัสสาวะเต็ม จนเกิดผลกระทบเหมือนที่ผมอธิบาย

ในข้อนี้ดูจะใกล้เคียงกับการติดเชื้อที่กระเพาะปัสสาวะ ซึ่งเกิดได้กับทุกคนที่อั้นปัสสาวะ โดยเฉพาะผู้หญิง จะเกิดการติดเชื้อได้ง่ายกว่าผู้ชาย แต่ที่ผมแยกเรื่องออกมาเพราะถ้าเป็นคนปกติจะเกิดความเสี่ยงที่จะมีปัญหาที่ไตน้อยกว่าคนทุพพลภาพ ในขณะที่การติดเชื้อก็เป็นได้พอๆ กันถ้าองค์ประกอบของการอั้นปัสสาวะใกล้เคียงกัน เพียงแต่ผู้ทุพพลภาพอาจจะรุนแรงกว่า

ถึงตรงนี้ขอย้ำอีกทีว่า เป็นประสบการณ์ และความรู้ ความคิดของผมคนเดียว ผมยังคงต้องการ " ผู้รู้ " ในการ comment เพื่อความถูกต้องเชิงวิชาการครับ ขอบคุณไว้ล่วงหน้าก่อนเลยครับ

9. ผมคิดว่าคงไม่พ้น ภาวะทางจิต เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่ต้องเผชิญกับความเป็นจริงถึง 2 ภาวะการณ์ ภาวะแรกเป็นตอนที่ทราบใหม่ๆ ว่าต้องเป็น "ผู้ทุพพลภาพ" ต่อมาคือการต้องต่อสู้กับตัวเอง และสิ่งแวดล้อมที่ผู้ป่วยทุกคนจะต้องประสบต่างๆ กัน แต่ผมถือว่ามีภาพรวมอย่างหนึ่งที่ไม่ต่างกัน ก็คือ การต่อสู้กับตัวเอง อยู่ที่ว่าใครจะชนะตัวเอง และมองไปข้างหน้า

ดังนั้นผู้ป่วยทุกคนต้องผ่านด่านสำคัญ ด่านนี้ ไปให้ได้ เพื่อที่จะไม่ต้องเสี่ยงต่ออาการป่วยทางจิต อาจเลยไปถึงความเครียด ซึ่งจะเป็นต้นเหตุของโรคต่างๆ อีกมากมาย ซึ่งแม้แต่คนปกติก็ยังเลี่ยงไม่พ้น ถ้าต้องสู้กับความดครียด

10. โรคหูน้ำหนวก

ผมเคยดูรายการ "ถึงลูก ถึงคน" ครับ มีพี่ผู้หญิงคนหนึ่ง เป็นผู้ทุพพลภาพแบบครึ่งตัว คือมือใช้ได้ แต่เห็นแกพูดถึงว่าเป็นหูน้ำหนวก เพราะน้ำเข้าหูเวลาสระผม ตรงนี้ผมพอจะช่วยอธิบายให้เห็นภาพได้บ้าง เพราะเป็นประสบการณ์ตรงอย่างหนึ่งเช่นกัน

คือคุณแม่ผม ไว้ผมยาวถึงหลัง (คุณผู้หญิงในรายการ ก็ไว้ผมยาวเหมือนกัน) เวลาสระผม ก็ต้องสระนาน น้ำจึงเข้าหู ทำให้หูอักเสบ มีน้ำหนวกออกบางครั้ง ผมจึงคิดเอาเองว่า คงไม่เกี่ยวกับการเป็นผู้ทุพพลภาพ ซึ่งในความเป็นจริงผมจะขอให้ตัดผมตลอด เพราะอายุมากแล้ว ไว้ผมสั้นดีกว่า ดูแลง่าย ปัจจุบันนี้ ท่านก็ตัดผมแล้ว ทำให้หลายๆ อย่างดีขึ้น การดูแลก็ง่ายขึ้น

ดังนั้นแล้ว ผมคิดว่าผู้ทุพพลภาพ ควรจะทำตัวเองให้ง่ายต่อการดูแล เช่นตัดผมสั้น ทานง่ายๆ ลดขั้นตอนบางอย่างที่ไม่มีผลกระทบมาก เช่นการอาบน้ำ อาจจะสลับกับการเช็ดตัวได้ เป็นต้น

ตอนนี้ผมขอแค่นี้ก่อนนะครับ

ขอบคุณครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล
mobile : 089-6910225
Tel. & Fax.: 02-9232724
email : preeda.limnontakul@gmail.com
email : preeda@gpaymentservice.com
website : http://www.gpaymentservice.com/
blog 1 : http://preedastation.blogspot.com/
blog 2 : http://aglocostationthai.blogspot.com/
blog 3 : http://webblogguidestation.blogspot.com/
blog 4 : http://everythinginnonthaburi.blogspot.com/
update : May 6, 2007

30 : ความเสี่ยงต่อโรคของผู้ทุพพลภาพ 2

คราวที่แล้วเกรงว่าจะยาวเกินไป จึงแบ่งเป็น 2 ตอน จึงขอกล่าวถึง " ความเสี่ยงต่อโรคของผู้ทุพพลภาพ ตอน 2 "

7. โรคที่เกี่ยวข้องกับระบบขับถ่าย เช่นลำไส้อักเสบ ริดสีดวงทวาร เป็นต้น

ในความคิด และการสังเกตุ ของผมนะครับ ผมคิดว่า ความเสี่ยงของโรคนี้มักจะเกิดจากการทานอาหาร ที่ทำให้ขับถ่ายยาก ประกอบกับผู้ป่วยกลุ่มนี้ มักมีพฤติกรรมการขับถ่าย 2-3 วันจึงถ่าย ซึ่งในความคิดของผม ผมว่าไม่ถูกต้อง ทำให้มีผลเสียลต่อระบบขับถ่ายทั้งระบบ

เหตุผลสำคัญมากๆ ถ้าท่านผู้อ่านบังเอิญว่ากำลังดูแลผู้ทุพพลภาพคล้ายผมอยู่ ถ้าผมพูดแทงใจดำใครไปไม่โกรธกันนะครับ เรามาลองดูมุมมองต่างๆ ที่น่าจะเป็นไปได้กัน แทรกนิดนึงนะครับ ที่ผมต้องเน้นเรื่องนี้มากหน่อย ก็เพราะว่าผมให้ความสำคัญมาก

มุมของผู้ป่วย : เกรงใจมาก เกรงใจผู้ดูแล ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ที่จะมาดูแลเรื่อง "อุจจาระ" ให้

แม่ของเราเอง ท่านอุตส่าห์เลี้ยงดูเรามา จริงๆ เราต้องดูแลท่านซิ ไม่น่าเป็นอย่างนี้ มันไม่ถูก มันไม่ควรจะเป็นแบบนี้ (คิดไปไกลมากเลยครับ) สุดท้ายจบตรงที่ " ไม่รู้สึกเลย ไม่เป็นไร ไม่เห็นขนลุกเลย เอาไว้ถ่ายพรุ่งนี้ก็ได้ " หรือ หาข้ออ้างต่างๆ นานา บางทีก็แกล้งทำหงุดหงิด อารมณ์เสีย แล้วแกล้งพูดไปว่า " ไม่ถ่าย ไม่ถง ไม่ถ่ายมันแล้ว " แกล้งเป็นตัวร้ายไปเลย ทั้งหมดคือความเกรงใจ และผมถือว่าคิดมากครับ

น้องสาวแท้ๆ ของเราเอง ต้องเลิกกับแฟน เพราะแฟนรับไม่ได้ ที่น้องของเราบอกว่า ต้องดูแลเราตลอด ผู้ป่วยรู้สึกถึงความเสียสละของน้องสาว จึงเกิดความเกรงใจ ทำให้ชีวิตของน้องเราต้องผันแปร มีความทุกข์ เป็นต้น เมื่อถึงเรื่อง "อุจจาระ" จึงยิ่งกว่าเกรงใจเสียอีก ขนาดเราเป็นเจ้าของยังได้กลิ่นเหม็นเลย น้องเราต้องทนเพื่อเรา คิดได้อย่างนั้นแล้ว ก็เข้า อิหรอบเดิม " ไม่เอา ไม่ถ่าย ไม่ว่าง จะทำงาน ดูหนังอยู่ " หรืออีกหลายเหตุผล หลายสิบแม่น้ำ จบตรงที่ 2-3 วัน จึงถ่ายเหมือนเดิม

คนอื่น เช่น ญาติที่ห่างมาหน่อย หรือพี่เลี้ยง ที่ทั้งหามาเอง หรืออาจจะมาจากศูนย์ ความคิดเริ่มคิดมากอีกแล้วครับ เขาจะคิดยังไงน้า เขาจะทำหน้าเบ้ไหม เวลาสวนลูกสวน เพื่อทำขับถ่ายให้เรา เขาจะเอามือปิดจมูกไหม อายเขามากเลย อายจังเลย ยิ่งถ้าผู้ป่วยเป็นผู้ชาย แล้วคนดูแลเป็นผู้หญิงที่อายุน้อยกว่า อย่างผมคงจะรู้สึกอายมาก เขิน เกรงใจ เรื่อง "อุจจาระ" อีกแล้ว เหมือนเดิมครับ จบที่คำพูด " ไม่เป็นไร เอาไว้พรุ่งนี้ดีกว่า ยังไม่สะดวก " 2-3 วันจึงถ่าย

เพียงเพราะเกรงใจ ไม่อยากให้ทำบ่อย 2-3 วันค่อยทำ อย่างน้อยก็ลดจำนวนครั้งที่ต้องมาดูแล เรื่องน่าเกลียดอย่างนี้ลงไปได้ ผมว่าผู้ป่วยก็น่าจะคิดได้ราวๆ นี้ เพราะต้องบอกให้ผู้อ่านทุกคนทราบเลยนะครับ ว่าผู้ป่วยคิดมากจริงๆ เกรงใจแทบทุกเรื่อง (ยกไว้สำหรับพวกนิสัยไม่ดีนะครับ) สิ่งนี้เองที่เป็นอุปสรรคสำคัญของปัญหา

ผมอยากให้ผู้ป่วยคิดใหม่นะครับ อย่าคิดมาก ไม่มีใครอยากให้เรื่องอย่างนี้เกิด คุณแม่เรา น้องสาวเรา เต็มใจดูแลเรา ก็ให้ดูแลเต็มที่ เก็บความรัก ความเกรงใจ ไปเป็นพลังเพื่อพัฒนาตนเอง และพยายามให้ตัวเองลดภาระในส่วนอื่นแทน เพราะผมก็เป็นผู้ป่วยเช่นกัน ผมเกรงใจอย่างที่ผมยกตัวอย่าง แต่มันเลี่ยงไม่ได้ มันต้องเป้นไป เราสวนเองไม่ได้ เราเก็บอุจจาระเองไม่ได้ เราเช็ดก้น-ทำความสะอาดเองไม่ได้ เราทำอะไรไม่ได้เลย ถ้าเป็นเรื่องขับถ่าย เรื่องอุจจาระ แต่เราสามารถมีช่วงเวลาที่อยู่คนเดียว พยายามทานข้าวเอง พยายามลดภาระในเรื่องอื่นแทน อย่างนี้แล้วถือว่า ผู้ป่วยได้ชดเชยความรู้สึกเกรงใจแล้ว อย่านำความรู้สึกนี้ไปบั่นทอนสุขภาพที่ก็แย่อยู่แล้ว ดังนั้นสรุปได้ว่า ถ้าเป็นเรื่องนี้ อย่าเกรงใจครับ ต้องอดทนต่อความรู้สึก

ปลอบใจตัวเองให้ได้ ว่าถ้าเป็นคุณ ถ้าคุณต้องดูแลผู้ป่วยบ้าง ที่เป็นคนที่รัก คุณทำได้ไหม คุณไม่รังเกียจใช่ไหม คุณเต็มใจใช่ไหม เช่นกันครับ คนที่รักคุณก็คิดอย่างนั้นเช่นกัน ผู้ป่วยต้องตอบแทนความรู้สึกดีๆ ด้วยการมีกำลังใจ มีพลังในการดำรงชีวิต ทำงานครับ อ่านหนังสือครับ ความรู้สร้างปัญญา มองโลกในแง่ดี เราเป็นแบบนี้ อย่าอายคนอื่น เฝ้าบ้านเลยครับ อย่านอนอยู่เฉยๆ

ขอโทษครับ แค่ส่วนมุมของผู้ป่วยก็ยาวเลย จริงๆ ก็พูดถึงมุมของคนดูแลไปแล้วด้วย ขาดแค่คนดูแลที่เป็นคนอื่นไป แต่ก็ไม่มีอะไรมากครับ มันเป็นหน้าที่ของเขาครับ เพราะแลกเปลี่ยนกับรายได้ แต่ต่อๆ ไปก็จะกลายเป็นความผูกพัน ซึ่งก็ต้องอดทนกับความรู้สึกเกรงใจเช่นกัน

ดังนั้นแล้ว ถ้าผ่านความรู้สึกนี้ไปได้ ก็ตั้งเป้าได้เลยครับ ต้องถ่ายทุกวัน จึงส่งผลไปยังการทานอาหารอย่างมีการวางแผน ศึกษาวิธีส่วนตัวของผมได้ที่ตอน MOM vs ยาคูลย์ กับการขับถ่าย

ขอโทษนะครับ ยาวเลย ถ้าอย่างนั้น ขอกล่าวถึงข้ออื่นในตอน 3 ครับ


ขอบคุณครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล
mobile : 089-6910225
Tel. & Fax.: 02-9232724
email : preeda.limnontakul@gmail.com
email : preeda@gpaymentservice.com
website : http://www.gpaymentservice.com/
blog 1 : http://preedastation.blogspot.com/
blog 2 : http://aglocostationthai.blogspot.com/
blog 3 : http://webblogguidestation.blogspot.com/
blog 4 : http://everythinginnonthaburi.blogspot.com/
update : May 4, 2007

29 : ความเสี่ยงต่อโรคของผู้ทุพพลภาพ

สวัสดีครับ ทุกคน วันนี้ผมขอพูดถึง โรคที่ผู้ทุพพลภาพ มีความเสี่ยงที่เป็นมากกว่าคนปกติ

จริงๆ แล้ว ลักษณะอาการเจ็บป่วยของผม ถือว่าเป็นอาการที่เกิดจาก อุบัติเหตุ ไม่ใช่โรคภัยไข้เจ็บที่เกิดจากเชื้อโรค หรือความผิดปกติของอวัยวะ ดังนั้นถ้าดูแลสุขภาพร่างกาย ให้คงสภาพใกล้เคียงเหมือนเดิมให้มากที่สุดก็จะเป้นสิ่งที่ดีที่สุด ซึ่งแต่เดิมผมเป็นคนที่มีสุขอนามัยดี ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ เพียงแต่มีโรคประจำตัวคือ แพ้ฝุ่น และหัวเข่ามีเสียงดังเป็นประจำ หรือบางครั้งจะรู้สึกขัดๆ พอเสียงดัง ก็หายขัด และเดินคล่องเหมือนเดิม

คราวนี้ลองมาดูโรคที่ เกิดกับผม ซึ่งเป็นผู้ทุพพลภาพ ดังนั้นผู้ทุพพลภาพท่านอื่น ก็น่าจะมีความเสี่ยงด้วยเช่นกันที่จะเป็นอย่างผม แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมดทุกโรค เพราะผู้ทุพพลภาพท่านอื่นอาจมีวิธีดูแลรักษาตัวเองที่ดีกว่าผม แนะนำด้วยนะครับ ผมจะได้นำไปปรับใช้ได้ด้วยครับ

เริ่มเลยนะครับ

1. แผลกดทับ ที่บริเวณเสี่ยงต่างๆ ของร่างกาย เช่น ก้น ก้นกบ ใต้น่อง ใต้ต้นขา หรือบริเวณปุ่มกระดูก

ปัจจัยเสี่ยง และแนวทางแก้ไข-ป้องกัน :

1.1 นอนบนเตียงที่มีพื้นแข็งเกินไป ดังนั้นควรนอนเตียงลม แต่ถ้าไม่มีเตียงลม ต้องหมั่นพลิกตัวทุก 2 ชั่วโมงซึ่งเป็นวิธีแก้ปัญหาง่ายๆ เบื้องต้น

1.2 มีน้ำหนักตัวมากเกินไป ดังนั้นควรควบคุมน้ำหนักไม่ให้มากจนเกินไป เพราะมีผลต่อน้ำหนักที่กดทับ และการขยับตัว

1.3 ผอมเกินไป ก็จะทำให้เกิดปุ่มกระดูกได้ง่าย ดังนั้นควรดูแลเรื่องการทานอาหารให้ดี อย่าให้ผอมเกินไป และต้องหาน้ำหนักตัวที่เหมาะสมกับตัวเองที่ทำให้ ไม่ผอมเกินไป และอ้วนเกินไป เนื่องจากแต่ละคนมีโครงสร้างร่างกายแตกต่างกัน

1.4 อยู่ในสภาวะแวดล้อมที่ร้อนเกินไป เพราะจะทำให้อับ ดังนั้นควรอยู่ในห้อง หรือสิ่งแวดล้อมที่มีการถ่ายเทอากาศได้ดี เช่น ห้องที่มีเครื่องปรับอากาศ ถ้าอยบู่ชั้น 2 ในเมือง และติดหลังคาก็ควรติดฉนวนกันความร้อนเสริม เป็นต้น

2. ข้อต่อต่างๆ ของร่างกายยึดติด

ปัจจัยเสี่ยงและแนวทางแก้ไข-ป้องกัน :

2.1 นอนมากเกินไป ทำให้ไม่ได้ขยับร่างกาย ดังนั้นควรนอนเป็นปกติ เมื่อรู้สึกตัวก็จะมีการเคลื่อนไหวเป็นธรรมชาติของมนุษย์อยู่แล้ว จะเห็นได้ว่าควรปฏิบัติตัวให้ใกล้เคียงเหมือนเดิมให้มากที่สุด อย่าท้อแท้ และหมดกำลังใจ

2.2 ไม่ค่อยเคลื่อนไหว คือไม่มีกิจกรรมที่ทำให้เคลื่อนไหว ดังนั้น ควรหากิจกรรมที่ทำให้มีการเคลื่อนไหว เป็นกิจวัตร ในชีวิตประจำวัน ยกตัวอย่างของผมคือ

A. จะโน้มตัวไปข้างหน้า เอี้ยวซ้าย เอี้ยวขวา ดันพื้นให้ตัวลอย เป็นประจำ และบ่อยมาก จนเป็นนิสัย คล้ายลิงที่อยู่ไม่สุข

B. ทำงาน คีย์ข้อมูล ให้ทุกคนอ่าน ทำให้มีการขยับช่วงแขน ถึงไหล่ทั้งหมด

C. พยายามทานข้าวเอง ถึงแม้จะยาก เมื่อย และเหนื่อย ถ้าจับช้อนไม่ได้ ให้ใช้อุปกรณ์ช่วย ซึ่งสามารถปรึกษา นักกายอุปกรณ์ได้ครับ

D. ผมใช้กระติกน้ำขนาด 1 ลิตร เป็นสแตนเลส ไม่ใช่พลาสติก ทำให้หนักเกือบ 2 กิโลกรัมเมื่อเติมน้ำเต็ม สามารถสอดฝ่ามือเข้าไปได้ ทำให้ข้อมือแข็งแรง และ
เป็นการฝึกกล้ามเนื้อแขนไปด้วย

E. เมื่อทานข้าวเสร็จ จะกวาดเศษอาหาร เก็บจาน เรียงจานเอง ทำให้ฝึกทักษะ ฟังก์ชั่นการใช้มือไปด้วย

F. ใช้โทรศัพท์เครื่องปกติเหมือนคนทั่วไป ใช้ข้อมือกดแป้นตัวเลขเวลาโทรออก

G. มีตระกร้าเอกสารที่ห่างตัวออกไป คือหยิบสบายๆ ไม่ได้ ต้องโน้มตัวและเอื้อมไปหยิบ คือบังคับกันนั่นเอง ถ้าไม่ทำแบบนี้ ก็ไม่ต้องใช้เอกสาร งานก็ไม่เสร็จ

H. แปรงฟันเอง โดยใช้ฝ่ามือทั้งสองประกบกับด้ามของแปรง

I. ใช้กระดาษทิชชู่ทุกรูปแบบเอง เช่น ดึงเอง เช็ดปากเอง คายเสลดเอง

J. แกะสิวเองครับ ถือว่าเป็นกิจกรรมสุดยอดของผม เพราะเป็นการฝึกฟังก์ชั่นของนิ้ว และฝึกประสาทสัมผัส คือต้องรู้ว่าเป็นสิว ก็สะกิดทันที
ทั้งหมดที่กล่าว เป็ตัวอย่างครับ ที่ทำทุกวัน จริงๆ แล้วมีใช้นิ้วแคะหูด้วย เป็นการฝึกพลิกข้อมือ

2.3 ไม่ได้ทำกายภาพบำบัด ดังนั้น ควรทำกายภาพบำบัดเป็นประจำ

3. กระดูกพรุน

ปัจจัยเสี่ยง และแนวทางแก้ไข-ป้องกัน : เพราะต้องนั่ง และนอนมากกว่า จะมีโอกาสที่จะยืน จึงทำให้กระดูก ซึ่งแต่เดิมถูกออกแบบโดยธรรมชาติว่า ต้องยืน ทำให้มีการถ่ายเทน้ำหนักตามโครงสร้างกระดูก ในแนวดิ่งเป็นหลัก มนุษย์เราต้องยืนมากกว่านอน จึงควรหากิจกกรมที่ต้องยืนบ้าง ซึ่งของผมจะแก้ไขด้วยการยืนบนเตียงยืน แต่ก็ขอยอมรับครับว่า ข้อนี้ผมปฏิบัติตัวได้แย่มากๆ รู้ตัวครับ แต่เพราะสภาพการณ์ไม่เอื้ออำนวยจริงๆ

4. ฟันผุ

ปัจจัยเสี่ยง และแนวทางแก้ไข-ป้องกัน :

4.1 เลี่ยงไม่ได้เพราะเจ็บคอจากการผ่าตัด ดังนั้นฟันของผมผุเร็วมาก ภายใน 3 เดือน หายไป 3 ซี่ ทำได้อย่างเดียวครับบ้วนปาก

4.2 แปรงฟันเอง ทำให้ไม่สะอาด ควรแก้ด้วยการพยายามไปหาคุณหมอครับ ทุก 6 เดือน

4.3 ทานอาหารที่ให้น้ำตาล หรือกลายเป็นน้ำตาลมาก ควรดื่มน้ำตามทันที

5. ติดเชื้อที่กระเพาะปัสสาวะ ผมรบกวนกลับไปอ่านที่ตอน การติดเชื้อในโรงพยาบาล หรือที่ลิงค์
http://preedastation.blogspot.com/2007/04/blog-post_2478.html

6. ติดเชื้อที่ปอด ก็เช่นกันครับ อยู่ที่ลิงค์ข้างบนครับ

ดูแล้วจะยาวเกินไป ผมขอต่อในตอนหน้าครับ


ขอบคุณครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล
mobile : 089-6910225
Tel. & Fax.: 02-9232724
email : preeda.limnontakul@gmail.com
email : preeda@gpaymentservice.com
website : http://www.gpaymentservice.com/
blog 1 : http://preedastation.blogspot.com/
blog 2 : http://aglocostationthai.blogspot.com/
blog 3 : http://webblogguidestation.blogspot.com/
blog 4 : http://everythinginnonthaburi.blogspot.com/
update : May 1, 2007

28 : ท้องลายสำหรับคนทุพพลภาพ

สวัสดีครับ ทุกคน ตอนนี้ผมขอพูดถึง ลักษณะอาการท้องลาย ที่เกิดกับผม

ขณะที่อยู่โรงพยาบาลผิวหนังของผม เริ่มมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น คือเป็นลักษณะผื่นสีแดง เป็นจ้ำๆ กระจายทั้งแขน ขา และลำตัว บริเวณขาจะเกิดช่วงหัวเข่าถึงข้อเท้า กระจายห่างๆ ไม่เกาะกลุ่ม จุดแดงคล้ายผื่นกระจายๆ หลวมๆ ซึ่งปัจจุบันผมยังมีอาการลักษณะนี้อยู่ แต่ไม่น่าจะเป็นอันตรายอะไร ดูๆ แล้วก็เหมือน พอเป็นทุพพลภาพแล้ว เลือดลมเดินไม่ดี ก็เกิดอาการนี้ได้ คิดเอาเองนะครับ

บริเวณแขนตั้งแต่ข้อมือ ถึงข้อศอก ผื่นแดงจับกลุ่มเป็นกลุ่มๆ และไม่กระจายเหมือนช่วงขา ผมไม่มีอาการคันนะครับ เพราะไม่มีความรู้สึก แต่คิดว่าถ้ารู้สึกได้ คงจะคันแน่นอน เพราะดูแล้วน่าจะคันน่าดู

บริเวณท้อง ตั้งแต่สีข้างด้านซ้าย ผ่านช่วงท้อง ไปสีข้างด้านขวา มีลักษณะผิดปกติ 2 แบบปะปนกัน แต่ก็มีพื้นที่คาบเกี่ยวกัน คือ บริเวณสีข้างทั้งสองข้าง เกิดผื่นแบบกลุ่มเหมือนบริเวณแขน แต่เป็นกลุ่มใหญ่กว่า สีของผื่นเข้มกว่า คือดูแล้วเกาะกลุ่มหนาแน่นกว่า ส่วนบริเวณท้องเป็นผื่นสีออกแดงปนน้ำตาลอ่อนๆ คล้ายสะเก็ดแผล เป็นริ้วๆ กระจายทั้งท้อง แบบสม่ำเสมอ

อาการทั้งหมดที่ผมพยายามอธิบายให้ฟังนั้น จะค่อยเป็นค่อยไป จากโรงพยาบาล จนถึงบ้าน เกือบ 2 ปี ซึ่งทุกครั้งที่ไปหาคุณหมอ ก็ได้รับคำอธิบายว่าไม่อันตราย น่าจะเป็นเรื่องการดูแลรักษามากกว่า เพราะผมไม่ได้อาบน้ำ ใช้วิธีเช็ดตัวอย่างเดียว และที่สำคัญผลการเพาะเชื้อจากส่วนต่างๆ จากบริเวณผิวหนังนั้น ไม่พบเชื้อโรคใดๆ คุณหมอจึงไม่ได้ให้ยาในการรักษา จึงให้ใช้ครีมทากันผิวแห้งเท่านั้น

ต่อมา เมื่อ 1 ปีกับ 1 เดือนที่ผ่านมา ผมได้ผู้ดูแลจากศรีสะเกษมาช่วยครับ พี่เขาแรงเยอะมาก และแกก็มีลักษณะนิสัยที่ชอบ แกะสะเก็ดแผล แกะสิว ตัดเล็บ ประมาณนี้ละครับ แกเลยขัดท้องผมอย่างจริงจัง ขอใช้คำว่า " ขัด " นะครับ เพราะแกขัดจริงๆ อันนี้เป็นการตัดสินใจของแกคนเดียว พี่เขาแอบทำครับ ผมคิดเอาเองว่า แกคงชอบทดลองดู แกทำได้แน่นอน เพราะว่าเวลาที่ถูกเช็ดตัว และทำความสะอาดร่างกาย ผมมักจะง่วงนอนจนหลับทุกครั้ง ปรากฏว่าอาการท้องลาย ที่เป็นผื่นแดงปนน้ำตาลหายไป ปัจจุบันท้องผมขาวจั๊วะเหมือนเดิม ลงพุงด้วยครับ เหมือนคนท้องเลย

กลายเป็นว่าสิ่งที่พี่เลี้ยงผมคิดนั้น น่าจะเป็นจริง คือน้องๆ ผมที่เคยดูแลก่อนหน้านี้ เห็นอาการแล้วไม่กล้าเช็ดทำความสะอาดแรงๆ กลัวอักเสบแล้วจะติดเชื้อ เพราะอาการดังกล่าวมีตั้งแต่อยู่โรงพยาบาล ทำให้เมื่อน้องมาดูแลก็ไม่กล้าทำอะไรมาก ผมคิดว่า ถ้าพูดภาษาชาวบ้านก็คือ สกปรกครับ น้ำก็ไม่ได้อาบ คงเป็นผิวหนังกำพร้าที่จะลอก แต่ก็ไม่กล้าขัดออก แล้วสกปรกมากจนอักเสบ จึงมีผื่นแดง พอขัดผิวหนังกำพร้า หรือขี้ไคลออก ผิวหนังจึงหายเป็นปกติ ขาวเนียนเหมือนเดิม พอดีพี่ๆ นางพยาบาลบอกว่า ผมเป็นคนผิวละเอียด เนียน หรือผิวดี ผมก็จำมาเล่าให้ฟัง แต่อาจจะจริงก็ได้ เพราะเวลาผมมีแผล จะหายเร็วมาก ปัจจุบันก็ยังหายเร็วเหมือนเดิม

ที่ทราบเพราะว่า เวลาน้องๆ หรือแม้แต่พี่เลี้ยงคนปัจจุบัน จะต้องตัดขนบริเวรก้น และอวัยวะเพศให้ผมเป็นประจำ ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการดูแลรักษา ไม่ให้สิ่งสกปรก และเชื้อโรคมาหมักหมม ทำความสะอาดง่าย แล้วมักจะพลาด ตัดโดนเนื้อผม เลือดออกเยอะ พอทำความสะอาดแผลด้วยแอลกอฮอล์ ทิ้งไว้ไม่นานแผลก็สมาน และก็หายภายในไม่กี่วัน อาจจะเป็นเพราะผมยังอายุไม่มากก็ได้ จึงทำให้ร่างกายผมสร้างเกล็ดเลือดมาซ่อมสร้างบาดแผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ แผลจึงหายไว

ดังนั้นดูๆ แล้ว ในอนาคตอันใกล้นี้ ผมคงต้องแก้ปัญหา เรื่องนี้ด้วยการอาบน้ำให้ได้ และต้องอาบเป็นปะจำ ผู้อ่านทุกท่านคงสงสัยนะครับว่า แล้วทำไมผมไม่อาบ เป็นเพราะผมมีเหตุผลหลายอย่างเลยครับทำให้อาบน้ำไม่ได้ แล้วผมจะเล่าให้อ่านอีกที แต่ขอให้ไว้ใจผมได้เลยว่า ผมเป็นคนทำ และทดลองทุกอย่าง ไม่รีรอใดๆ แต่มีเหตุผลสำคัญจริงๆ ครับจึงอาบน้ำไม่ได้

ส่วนอาการที่แขน และขา ยังคงเหมือนเดิม แล้วมันเป็นอาการอะไรกันแน่ ผมจะเล่าให้ฟังในตอนบอื่นละกันนะครับ

ตอนนี้ ผมขอจบแค่นี้ เพราะยาวแล้วครับ ขอโทษทุกคนที่ไม่ได้ถ่ายภาพให้ดู แล้วผมจะนำมาประกอบ หรือเพิ่มในตอนอื่นอีกทีครับ


ขอบคุณครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล
mobile : 089-6910225
Tel. & Fax.: 02-9232724
email : preeda.limnontakul@gmail.com
email : preeda@gpaymentservice.com
website : http://www.gpaymentservice.com/
blog 1 : http://preedastation.blogspot.com/
blog 2 : http://aglocostationthai.blogspot.com/
blog 3 : http://webblogguidestation.blogspot.com/
blog 4 : http://everythinginnonthaburi.blogspot.com/
update : May 2, 2007

27 : นักกายภาพบำบัดคนปัจจุบัน

สวัสดีครับ ตอนนี้ขอพูดถึงนักกายภาพบำบัด (Physiotherapist) และการทำกายภาพบำบัด (Physiotherapy) อีกครั้ง และคงจะกล่าวถึงอีกหลายๆ ครั้งแน่นอน เพราะเป็นอีกเรื่องที่ต้องอยู่ร่วงมกันอย่างแยกไม่ได้ครับ

ที่ตั้งชื่อตอนว่า " นักกายภาพบำบัดคนปัจจุบัน " ก็เพราะว่า หลังจากที่ได้เป็นผู้ทุพพลภาพ ก็ได้รู้จักกับนักกายภาพหลายคน จนกระทั่งกลับมาบ้าน นักกายภาพบำบัดที่ดูแลที่โรงพยาบาล ก็แนะนำรุ่นน้องที่จบจากมหาวิทยาลัยเดียวกัน ดูแลเรื่องนี้ให้ผมมา 5 ปีแล้วครับ โดยมีเพื่อนของเธอมาดูแลแทนชั่วคราว ครั้งที่ไปฝึกงานที่ประเทศญี่ปุ่น ผมขอตั้งชื่อเธอว่า เอ (นามสมมุติ)

แต่อย่างไรก็ดี ขอกล่าวถึงนักกายภาพบำบัดชาย ที่มาดูแลที่บ้านช่วงแรก เพราะเมื่อได้มีโอกาสไปค้นข้อมูล จากเว็บไซต์ที่เอ แนะนำ ( http://www.physiotherapyexercises.com/web2/lang/PTX.php?simple=true ) จึงทำให้นึกถึง ท่า Exercise บางท่าจึงนำมาฝากให้ชมกันครับ

เท่าที่ผมทราบ นักกายภาพบำบัดชายจะมีไม่มาก ในแต่ละรุ่น อาจจะมีแค่ 4-6 คนเท่านั้น และเมื่อเรียนจบก็มักถูกดึงตัวไปอยู่ที่ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เป็นข้อมูลจากนักกายภาพหลายๆ คนที่จบจากมหิดล

ในด้านของการทำ ท่ากายภาพบำบัด (Exercise) นักกายภาพบำบัดชาย และหญิง จะมีความแตกต่างในบางท่า เพราะเท่าที่สัมผัสได้ กับวิชาชีพนี้ ผมเห็นใจมาก เป็นอาชีพที่ล่อแหลมต่อความรู้สึก เพราะต้องมีการสัมผัสกับผู้ป่วยโดยตรง ในขณะที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในภาวะอ่อนแอทางจิตใจ ก็มักจะคิดไปเองว่าได้รับความสนใจจากนักกายภาพบำบัด โดยไม่ได้คิดถึงว่านั่นคือ วิชาชีพ

ผมคิดว่า ส่วนหนึ่งก็เกิดจาก ท่าทาง ที่ต้องร่วมกันทำทั้งแบบ passive และ active ต่างๆ รวมถึงความใกล้ชิด น่าเห็นใจครับ ในบ่งครั้งผมยังต้องเตือนเสียด้วยซ้ำว่า โป๊แล้ว หรือบางทีก็ช่วย design ท่า หรือบางครั้งก็หาอุปกรณ์เสริมมาทดแทน โดยร่วมกันปรึกษา หรือบางครั้งก็ต้องเอ่ยปากก่อนถึง ท่าอื่นที่ชดเชยกันได้ เพราะนักกายภาพบำบัดเอง ก็เกรงใจเรา จะพูดก่อน ก็กลัวว่าคนไข้จะคิดมาก หาว่ารังเกียจ หรือบางท่าก็เกิด effect กับร่างกายของนักกายภาพบำบัด ก็ไม่กล้าจะปฏิเสธ ทนฝืนทำจนสังเกตุเห็นได้เอง ถือว่าเป็นอีกอาชีพที่บั่นทอนร่างกายพอสมควร

ผมยกตัวอย่างบางท่า ที่นักกายภาพบำบัดชายทำได้ เพราะมีแรง และล่อแหลมมาก ถ้าทำกับผู้ป่วยหญิง คือท่าที่ประสานฝ่ามือกัน และโน้มตัวออกแรงกดลง ในขณะที่ผู้ป่วยนอนหงายบนเตียง ผู้ป่วยต้องพยายามยืดข้อศอกให้ตรง นักกายภาพบำบัดจะออกแรงต้าน และผ่อนแรงให้สัมพันธ์กับผู้ป่วย

มีนักกายภาพบำบัดหญิงคนหนึ่งทำท่านี้ให้ผม ผมถึงกับต้องขอเปลี่ยนท่าเพราะเกรงใจเธอมาก แต่เธอก็บอกว่า เป็นท่าที่ต้องทำ ผมจึงขอทำเป็นท่าคล้ายวิดพื้นแทน ปัจจุบันท่าวิดพื้น ซึ่งขึ้นแต่ท่อนบน จึงเป็นหนึ่งในท่าที่ต้องทำ เมื่อเอ มาดูแล


ภาพนี้เป็นท่า exercise ที่นักกายภาพบำบัดชายให้ทำ ในขณะที่เขาไม่ได้มาดูแล

คือใช้ยางยืดผูกกับเตียง และข้อมือทางซ้าย หรือขวาก็ได้ และพยายามดึงยางยืด เพื่อนำข้อมือไปวางไว้บริเวณสีข้างอีกข้างหนึ่ง







นี่เป็นอีกท่าหนึ่งที่ใกล้เคียงกัน คือเราต้องดึงข้อมือที่วางอยู่แนบตัวด้านซ้าย มาแตะหัวไหล่ขวา ต้องใช้คำว่าพยายาม เพราะช่วงแรกๆ ทำไม่ได้ ปัจจุบันท่าเหล่านี้ไม่ได้ทำแล้ว เพราะกล้ามเนื้อแขนด้านในแข็งแรง ข้อศอกดี ข้อมือดี มีแรง



ผมมีเคล็ดลับง่ายๆ คือพยายามที่จะดำเนินชีวิตประจำวันอย่างปกติ ก็จะทำให้ผมได้ exercise ไปในตัว ซึ่งผมจะกล่าวถึงในตอนอื่นต่อๆ ไปครับ

กลับมาที่นักกายภาพบำบัดคนปัจจุบันนะครับ เป็นผู้หญิงครับ ท่าทางแข็งแรง อยู่ใกล้บ้านผม จึงสะดวกกันทั้ง 2 ฝ่าย ยิ่งตอนนี้เธอมีรถส่วนตัวก็สะดวกหน่อย แต่เร็วๆ นี้ก็จะต้องไปเรียนปริญญาโท ช่วงนี้จึงต้องเคลียร์งาน จึงมาได้แค่ 2 วันต่อสัปดาห์

ตอนนี้ผมคงพอแค่นี้ก่อน จะได้ไม่เกินหัวข้อครับ

ขอบคุณครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล
mobile : 086-314-7866
Tel. & Fax.: 02-924-2726
email : preeda.limnontakul@gmail.com
update : May 1, 2007

26 : เธอทั้งสอง

ผมเล่าเรื่องราวของผมให้ทุกคนได้อ่านมาถึง 25 ตอนด้วยกัน มีบางตอนที่ผมกล่าวถึง " เธอทั้งสองคน " บ้างไม่มาก เพราะผมมีความตั้งใจอยู่แล้วว่าอยากจะกล่าวถึงโดยเฉพาะ เป็นเรื่องของความรู้สึก ความรัก ความห่วงใย ความเป็นเพื่อน ที่ละเอียดอ่อน ที่.........

เธอคนแรก เคยเล่าให้ผมฟังว่า ผมคลอดง่าย พอหมอบอกให้เบ่ง ก็คลอดเลย ไม่เจ็บเท่าไหร่ พอผม 9 ขวบ น้องสาวคนโตก็ 7 ขวบ ส่วนน้องสาวคนสุดท้อง 4 ขวบพอดี พวกเราทั้ง 3 คนถูกส่งไปอยู่กับ "อากง-อาม่า" ด้วยสาเหตุที่ "เธอ" ต้องทำงานหนักเพื่อดำเนินชีวิต และมีเหตุผลที่สำคัญมากบางประการ ที่ผมไม่สามารถเล่าให้ฟังได้ ด้วยความรักและคิดถึง พวกเราจะได้พบหน้ากับ "เธอ" ทุกสัปดาห์ ทำให้ความรู้สึก ยังคงผูกพันกันเหนียวแน่น

เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม ผมอายุได้ 11 ขวบ ผมได้รับหน้าที่สำคัญ คือต้องกลับไปช่วย ผมได้กลับมากรุงเทพฯ ผมชอบขายของมาก ผมมักจะขอไปที่ตลาดมหานาค ตอนตี 4 กับ "เธอ" หลังจากรับรู้ว่า ผลไม้ดองที่ต้องนำมาขายในร้านนั้น มันเยอะและหนักมาก ผมมักมีความรู้สึกว่า ผมควรจะมีส่วนร่วมในงานนี้ด้วย ผมทำทุกอย่างที่เรียกว่า งาน แต่ก็ชอบหนีไปเตะบอล-ทอยตุ๊กตุ่น ตามภาษาเด็กผู้ชาย อยู่บ่อยๆ แต่ "เธอ" ไม่รู้เหตุผลของผมหรอก ว่าทำไม จนมาทราบทีหลัง

ผมไปทอยตุ๊กตุ่นยางเพราะ ผมเล่นเก่ง ดังนั้นผมสามารถนำกลับไปขายเพื่อนได้ทุกวัน ผมชอบไปจับเบอร์ทุกวัน เพราะมีเทคนิคส่วนตัวในการสังเกตุเบอร์ทั้งหมดในแผง แทนที่จะใช้ดวง จึงทำให้ผมเก็บสะสมไว้ใต้เตียง จนครบที่ผมตั้งใจ ผมจึงนำมาทำเป็บเบอร์ได้ทั้งแผง เพื่อนๆ มาจับ จนผมได้เงินถึง 500 บาท ผมดีใจมาก นี่เป็นตัวอย่างบางเรื่อง ที่ทำให้ในเวลาต่อมา "เธอ" ยอมรับในแนวความคิด และลักษณะนิสัยของผม

เราไม่ค่อยได้คุยกันเท่าไหร่ เพราะผมเป็นเด็กที่ไม่ต้องสั่งอะไรมาก ถ้าการบ้านไม่มาก ผมมักทำเสร็จภายในเวลาที่อยู่โรงเรียน ถ้ามากก็จะรีบทำให้เสร็จเมื่อมาถึงบ้าน จากนั้นก็จะอยู่ช่วยขายของเป็นหลัก ผมถูกรับผิดชอบให้อยู่เฝ้าร้าน เพื่อขายของ คนเดียว ตั้งแต่ 11 ขวบ ผมไม่ชอบไปเที่ยว แม้แต่เทศกาลตรุษจีน ผมขอเปิดร้านขายของคนเดียว ในขณะที่ทุกคนทั้งผู้ใหญ่ และเด็กๆ ในหมู่ญาติไปเที่ยวตรุษจีนกันที่ต่างจังหวัด ผมมีความสุขที่ขายของมากกว่า

ผมมักจะรู้สึกเจ็บใจตัวเองเสมอ ที่ "เธอ" บอกว่า ผมเป็นลูก เรื่องของผู้ใหญ่ไม่ควรยุ่ง ผมอยากเข้าไปช่วย อยากเข้าไปห้าม แต่ก็ทำไม่ได้ เพียง 3 ปีที่ผมกลับมาอยู่ที่กรุงเทพฯ ผมดีใจ และบอกกับ "เธอ" ว่าไม่ต้องเป็นห่วง ถึงพวกเรา 3 คนไม่มีพ่อก็ไม่เป็นไร พวกเรามี "เธอ" คนเดียวก็พอ ผมจึงได้ร่วมเป็นพยานในการหย่ากันที่อำเภอ ของทั้ง 2 ท่าน

พวกเราทั้ง 3 คนตอบแทนความเหนื่อยยากลำบากด้วยการ พยายามเข้าเรียนในโรงเรียน และมหาวิทยาลัยของรัฐให้ได้ ถือเป็นเป้าหมายสำคัญทุกครั้งที่ต้องสอบ

ผมสอบเข้าโรงเรียนโยธินบูรณะ และไปจบปริญญาตรีที่ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ธนบุรี
น้องสาวคนโตจบจากโรงเรียนรัตนาธิเบศร์ พร้อมใบประกาศมารยาทดีเด่น ที่ส่งผลให้ติดโควต้า ได้เข้าเรียนที่วิทยาลัยครูจันทรเกษม หลังจากผิดหวังจากเอ็นทรานซ์
น้องสาวคนเล็ก เก่งที่สุด จากสามเสนวิทยาลัย ไปได้เกรดสูงสุดในรุ่น ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ปัจจุบันศึกษาปริญญาเอกที่บางมด ด้วยทุนอาจารย์ของประสานมิตร

ดังนั้น ภาพภายนอกที่ผมเห็น "เธอ" หลังอุบัติเหตุครั้งนี้ "เธอเข้มแข็ง" เธอบอกว่าดีใจที่ผมคิดได้ ในขณะที่ผมได้ยินจากญาติๆ ว่าเธอร้องไห้บ่อยๆ ผมคงจะทำอะไรไปมากกว่านี้ไม่ได้ ผมต้องทำงาน ผมต้องทำในสิ่งที่วางแผนเอาไว้ให้สำเร็จ เหตุการณ์คราวนี้ต้องเป็นแค่อุปสรรค ผมต้องไม่เป็นภาระ ณ ช่วงเวลานั้นผมคิดได้แค่นี้ ผมจึงมีพลัง จวบจนปัจจุบันพลังเหล่านั้นยังคงมีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม ไม่ลดลงแม้แต่น้อย ทั้งที่มีอุปสรรคอีกมากมายรออยู่

ส่วน "เธอ" อีกคน เป็นเพื่อนที่เรียนด้วยกันจนถึง ประถม 4 เพราะผมต้องมาอยู่กรุงเทพฯ เราไม่ได้เจอและติดต่อกันเลยจนกระทั่ง พวกเราเรียนอยู่ชั้นปีที่ 4 เพราะผมได้มีโอกาสไปฝึกงานในโรงงานอุตสาหกรรมตอนปี 3 และได้รู้จักเพื่อนมัธยมของเธอ จนได้เบอร์โทรศัพท์ที่บ้านของเธอมา

เรานัดเจอกันครั้งแรกที่ป้ายรถเมล์ ตรงข้ามธนาคารนครหลวงไทยสำนักงานใหญ่ เธอยอมสอนภาษาอังกฤษที่เธอถนัดให้ผมที่หอสมุดแห่งชาติ เธอจบเกียรตินิยม เอกภาษาอังกฤษ เธอทำอาหารอร่อยมาก สอนการใช้ชีวิตบางแง่มุมที่ผมมองข้ามไป ผมเคยขอโทษเธอด้วยการยืนตากฝน ผมมักมีความรู้สึกว่า เจอเธอช้าไป น่าจะได้ทำอะไรให้เธอมากกว่านี้ เราผ่านวันเวลาร่วมกันจนวางแผนที่จะแต่งงาน แต่ก็มาเกิดเหตุการณ์อุบัติเหตุกับผมก่อนหน้า เพียงไม่กี่เดือน

ก่อนหน้าผมรถคว่ำ เธอพึ่งจะทุกข์ใจกับแม่ของเธอที่เส้นเลือดที่สมองตีบจนเป็นอัมพาต เธอเคยคิดว่า เธอเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่ได้พบผม ผมทำให้สิ่งเหล่านั้นมันหายไป ความทุกข์ใจบางเรื่องของเธอ ผมช่วยเธอไม่ได้ เธอพยายาม เท่าที่เธอจะทำได้ เธอมาเยี่ยมผมบ่อยๆ แต่เฝ้าไม่ได้ เพราะต้องรีบกลับบ้านเพื่อดูแลยายที่อายุ 81 ปี ปัจจุบันอายุ 86 ปี เธอมีภาระ เธอยังคงไม่มีใคร เพราะเธอว่าการรักใครสักคนไม่ใช่เรื่องง่าย

ผมไม่เรียกร้องอะไรจากเธอ ไม่ทำให้เธอลำบากใจ ผมเข้าใจอุปนิสัยส่วนตัวของเธอ ปัจจุบันเธอก็ยังคงพยายามอยู่ ผมรักเธอ และยังคงไม่เรียกร้องอะไร มีแต่ต้องทำงานเท่านั้น คุณค่าของผมคือการทำงาน

ผมไม่คิดอะไรมากไปกว่านี้ นอกจากตอบแทนความรู้สึกของ "เธอทั้ง 2 คน" ด้วยการเร่งทำงาน ถึงแม้ว่า เธอทั้ง 2 คนจะยังไม่เข้าใจผมในปัจจุบันก็ตาม ผมหวังว่าถ้างานของผมสำเร็จ เธอต้องเข้าใจ และผมก็มั่นใจในงานที่ทำ

ตอนนี้ ดูจะเครียดๆ หน่อยนะครับ ขอบคุณครับ

ตอนหน้าคงเป็นเรื่องกายภาพบำบัดอีกครั้งครับ


ขอบคุณครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล
mobile : 086-314-7866
Tel. & Fax.: 02-924-2726
email : preeda.limnontakul@gmail.com

update : May 1, 2007