25 : กลับบ้านพร้อม "ปริญญาชีวิต" อีกฉบับ

สวัสดีครับทุกคน จริงๆ แล้วที่ผมขึ้นชื่อตอนว่า กลับบ้านพร้อม "ปริญญาชีวิต" อีกฉบับ ก็เพื่อจะสื่อให้เห็นว่า การที่ผมได้รับปริญญา สาขาภาควิชาผู้พิการ major : Disabled Person หรือเอกวิชา : เป็นผู้ทุพพลภาพนั้น มันยังไม่จบสิ้นแค่ความรู้ ความเข้าใจที่ได้รับมาทั้งหมด ขณะอยู่โรงพยาบาล ผมยังจะต้องไขว่คว้า ศึกษาหาความรู้ในแขนงวิชานี้ เพิ่มเติมไปเรื่อยๆ อย่างไม่หยุดนิ่ง เหมือนกับเรื่องอื่นๆ ที่ต้องเรียนรู้ตลอดเวลา ก็เท่านั้นเองครับ

และที่สื่อความหมาย ด้วยประโยคในลักษณะนี้ก็เพราะ ครู-อาจารย์ ได้พร่ำสอนตลอดเวลาครับ ว่าปริญญาเป็นแค่กระดาษที่ให้รูว่าเป็นแค่ความสำเร็จขั้นต้นเท่านั้น ยังมีความรู้อีกมากมายข้างหน้าที่ต้องเรียนรู้อีกมาก

ขอโทษทีครับ นึกถึง พูดถึงทีไร ก็ได้อารมณ์ประมาณนี้ทุกที ขอตั้งต้นที่จะกลับบ้านเลยดีกว่า

ตามระเบียบครับ เพื่อความสะดวก ผมกลับบ้านด้วยรถพยาบาล โดยมีพี่นางพยาบาลนั่งไปด้วย (กล่าวซ้ำอีกครั้ง เพราะเคยกล่าวแล้วในตอนที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากเวลาขนย้ายผู้ป่วย ต้องมีนางพยาบาลไปด้วยทุกครั้ง)

ที่บ้านก็เตรียมการอย่างดี ตามที่ได้ปรึกษากัน คือหาเตียงที่สูงจากพื้นประมาณ 1 ฟุต เพราะคงนอนพื้นไม่ได้ และต้องนอนข้างนอก ไม่นอนในห้อง เพราะกลัวว่าจะร้อน เนื่องจากช่วงเวลาที่ผมกลับบ้านเป็นหน้าร้อนเดือนเมษายนพอดี

พอถึงบ้าน ขนย้ายผมลงเตียง " ร้อนมากๆ เลยครับ " ร้อนจนทนไม่ได้ ต้องแบ่งเงิน 28,000 บาทออกจาก เงินก้อนสุดท้ายที่มีอยู่ 70,000 บาท นี่ยังโชคดีที่ผมเหลือมานะครับ เพราะกว่าจะจบหลักสูตรก็เสียค่าเทอมไปประมาณ 1,300,000 บาทครับ

...........................................................................

ผมขอแทรกความรู้เกี่ยวกับแอร์ สักนิดหน่อยครับ

ผมได้หัดเป็นนักเขียนสมัครเล่น อยู่ที่เว็บไซต์ของคุณวินทร์ เรียววารินทร์ (นักเขียนรางวัลซีไรท์ 2 สมัย)โดยมีนามแฝงว่า "ปรยา" ผมเขียนไว้ 2 หัวเรื่อง คือ "ปรยาสตอรี่" ซึ่งเป็นเรื่องส่วนตัวทั่วไป ที่ไม่เกี่ยวข้องกับอาการเจ็บป่วย และ "ฟิสิกส์ 360 องศา" ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ใกล้ตัว หรือชีวิตประจำวัน ซึ่งผมเคยกล่าวถึงเรื่องแอร์ด้วย สามารถอ่านรายละเอียดได้จากลิงค์นี้ครับ

http://www.winbookclub.com/viewanswer.php?qid=4926

แอร์ตัวแรกของผม และยังเป็นตัวปัจจุบันที่ใช้อยู่ อึดมาก เปิดวันละ 21-23 ชั่วโมงโดยเฉลี่ย จะปิดเฉพาะตอนที่เช็ดตัว และถ่ายเท่านั้น แต่บางวันก็ไม่ปิด เพราะร้อน ไม่เคยซ่อมเลย หรือเปลี่ยนอะไหล่เลย ก็เป็นเพราะผมให้ความสำคัญของการล้างแอร์ (โดยมีคำอธิบายตามลิงค์ที่ผมให้ครับ) ส่วนยี่ห้อของแอร์ที่ผมซื้อ ผมตั้งใจซื้อเลยนะครับ เพราะเคยเข้าโรงงาน ทำให้รู้ specification ของเขา ขอย้ำครับว่าไม่ได้เชียร์ ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับเขา เป็นยี่ห้อ " DAIKIN " ครับ 18,000 บีทียู ถ้ามีโอกาสผมจะขยายความเรื่องแอร์ให้ทราบภายหลังครับ รวมถึงบางเรื่องที่น่าสนใจ และเป็นประโยชน์มาก จากฟิสิกส์ 360 องศา

ขอจบเรื่องแทรกแค่นี้ก่อนครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล

......................................................................

ช่างแอร์เป็นญาติห่างๆ เขาจึงเข้ามาติดตั้งให้ในวันรุ่งขึ้นช่วงเช้า ต่อด้วยเตียงคนไข้แบบมือหมุน ของสิงหา ราคา 24,000 บาท ในช่วงบ่าย เพราะลงความเห็นกันแล้วว่า ถ้าเตียงที่นอนของผมยังเตี้ยอยู่อย่างนั้น คนที่จะกลายเป็นคนป่วยแทนผม น่าจะเป็นคนที่ดูแลผม เนื่องจากต้องก้มๆ เงยๆ ลุกขึ้น ลุกลง

กลับมาถึงบ้านแค่ 2 วันก็ต้องลงทุนกับการที่จะต้องดำเนินชีวิตต่อไปข้างหน้าอีก 52,000 บาท ทำให้ผมนึกถึงคนป่วยคล้ายๆ ผมอีกหลายๆ คนว่าคงจะลำบากมาก เพราะทุกอย่างดูจะต้องใช้เงินเป็นสำคัญ

แอร์มีความสำคัญกับผมในขณะนั้นมากๆ เพราะแผลที่ก้นของผม ต้องการการฟื้นตัว จึงต้องควบคุมอุณหภูมิ ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญในการรักษาเช่นกัน

ตอนต่อไป ผมขอกล่าวถึงเธอทั้ง 2 คนบ้างครับ เธอคนไหน ลองติดตามนะครับ


ขอบคุณครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล
mobile : 086-314-7866
email : preeda.limnontakul@gmail.com
update : April 30, 2007

24 : ความช่วยเหลือของ Berli Jucker

ตั้งแต่รถคว่ำมา จนออกจากโรงพยาบาล ผมใช้ชีวิตอยู่ในโรงพยาบาลทั้ง 2 แห่งเป็นเวลาถึง 4 เดือนครึ่ง ผมตั้งใจว่าตอนหน้าก็คงกลับบ้านแล้วครับ ดังนั้นจึงอยากจะขอทิ้งท้ายเรื่อง ความช่วยเหลือจาก Berli Jucker ซึ่งเป็นที่ทำงานสำคัญอีกแห่งหนึ่งในชีวิตของผม

ผมเข้าทำงานที่นี่ถึง 2 ครั้ง ที่นี่เป็นสถานที่ทำงานที่ให้ความรู้ ประสบการณ์ในด้านการทำงานกับผมมาก ซึ่งอาจจะมองได้ 2 มุมมองนะครับ คือ ถ้าคนคิดมาก เลือกงาน ไม่อดทน ก็คงคิดไปว่าที่นี่งานหนัก อย่าแสดงความคิดเห็นอะไร เดี๋ยวต้องเป็นคนรับผิดชอบ

แต่สำหรับผมแล้ว ผมถือว่าโชคดีมาก เพราะเป็นบริษัทใหญ่ มีเงินทุน มีระบบที่ดี เหมาะแก่การเรียนรู้ ศึกษางานเพื่อเป็นประสบการณ์ ผมจึงคิดเปรียบเทียบว่า ที่นี่เป็นบริษัทของผม ผมทุ่มเทแรงกาย แรงใจ เวลา ทุกอย่าง เพื่อทดลอง เมื่อถึงคราวต้องเปิดบริษัทเป็นของตนเองจะได้ลดความผิดพลาดในการบริหารงานให้ได้มากที่สุด

ดังนั้นครั้งแรกที่ผมเข้ามาทำงาน ผมต้อง

1. คัดเลือกสินค้าที่จะทำการตลาดเอง โดยสินค้าเป็นของ USA.

2. วิเคราะห์ตลาด และส่วนแบ่งของคู่แข่ง พร้อมกำหนด position ของสินค้า

3. ทำการตลาด กำหนดราคา เพื่อรองรับ end user และ dealer

4. ทำการขายเองทั้งหมด รวมถึงการทำ calculation sheet เพื่อคำนวณหา margin ให้กับบริษัท

5. เนื่องจากคุณลักษณะพิเศษในการขายของผม คือขายเน้น คุณลักษณะ (feature หรือ specification) หรือถ้าเข้าใจง่ายๆ คือ ผมมักจะนำเสนอสิ่งดีๆ ที่เป็นประโยชน์กับลูกค้า ให้ลูกค้าได้ใช้คุณสมบัติของเครื่องอย่างเต็มที่ คุ้มค่าเงินของเขา ไม่ใช่ซื้อรถ 6 ล้อ แต่บรรทุกแค่รถกระบะเล็ก จึงทำให้ฝ่ายบริการ ไม่สามารถตอบสนองงานของผมได้ จึงทำให้ผมต้องศึกษางานในส่วนนี้เพิ่ม จนกลายเป็น service เอง

6. เมื่อขายงานได้แล้ว ก็ทำหนบ้าที่สั่งซื้อสินค้าเอง รวมถึงคอยติดตามการนำเข้า จึงทำให้มีความรู้เกี่ยว import บางส่วน และการเคลียร์ของที่ Cargo ดอนเมืองกับกรมศุลกากร

7. ที่นี่ให้สิทธิ์กับ Sales Engineer มากถึงขนาดให้บริหารโครงการที่ขายได้ทั้งหมดเอง จึงต้องเป็นทั้งนักบริหารโครงการเล็กๆ และเป็นจัดซื้อไปในตัวด้วย

8. และเพื่อให้ได้เงินค่า commission ได้ตรงเวลา จึงจำเป็นต้องเข้าไปข้องเกี่ยว ด้านการเงิน-บัญชีของลูกค้าด้วย หมายถึงการเข้าไปวางบิล-เก็บเช็ค

9. สุดท้ายน่าจะเป็นเรื่องของ customer service ที่จะส่งผลถึงการขายในอนาคต ถ้าเราบริการดี

จะเห็นว่า วิศวกรขาย ที่นี่ต้องเป็น one man show จริงๆ ถือว่าเป็นระบบของฝรั่ง ที่ข้อดีคือคุณได้เต็มที่กับงานของคุณ ทุกอย่าง รวมถึงผลงานขึ้นกับตัวคุณ และสามารถก้าวกระโดดในหน้าที่การงานในระยะเวลาอันสั้น ดังนั้นข้อเสียคือ ถ้าทำไม่ได้ ก็ต้องพิจารณาตัวเองทันที

ที่เขียนมาให้ทุกคนได้อ่านซะยาว ก็ไม่มีอะไรมากหรอกครับ เป็นเพราะอยากจะเกริ่น ให้ทราบถึงลักษณะงานที่ทำ จะได้เห็นภาพว่าผมรักในงานที่นี่ รวมถึงผู้คนในหลายๆ แผนกที่ติดต่อด้วย ประกอบกับอุปนิสัยส่วนตัวของผมเอง ทำให้เป็นที่รู้จักไปในลักษณะของการมีอัธยาศรัยในการร่วมงานที่ดี ไม่ยึดติดวิธีการ หรือระเบียบที่เคร่งครัดมาก คือยืดหยุ่น จึงได้รับความร่วมมือจากผู้ร่วมงานทุกคน

เมื่อผมเกิดอุบีติเหตุ จึงได้กำลังใจจากเพื่อนร่วมงานมาก และฝ่ายบุคคลก็ช่วยเหลือผมดี ถึงพวกพี่เขาจะทำตามหน้าที่ แต่บางเรื่องเขาพยายามช่วยเหลือผม ช่วยนำเสนอผู้ใหญ่ให้ต่างหาก เพิ่มเติม ผมขอสรุปความช่วยเหลือที่ได้รับจาก Berli Jucker ดังนี้

1. คงสถานะความเป็นพนักงานให้ 3 เดือนเพื่อรอดูผลว่าเป็นผู้ทุพพลภาพหรือไม่ เพื่อให้สัมพันธ์กับการได้รับสิทธิ์ที่ดีที่สุดของประกันสังคม ในเรื่องการชดเชยเป็นเงินเดือน

2. ถ้า 3 เดือนยังไม่ทราบผลก็จะยืดเวลา ความเป็นพนักงานออกไปอีก แล้วแต่กรณี แต่บังเอิญว่ากรณีของผมทราบตั้งแต่ต้นว่า เป็นผู้ทุพพลภาพแน่นอน ข้อนี้จึงเป็นเหมือนน้ำใจ หรือความรู้สึกดีๆ มากกว่า

3. ชดเชยเงินเดือนให้ตามสิทธิ์ หลังพ้นสภาพความเป็นพนักงาน

4. ติดตาม ดำเนินการ เรื่องเกี่ยวกับประกันสังคม และประกันต่างๆ จนเสร็จเรียบร้อย

5. ได้รับเงินชดเชยจากประกันอุบัติเหตุหมู่ ของบริษัทที่ทำไว้กับบริษัทประกันภัย 12 เท่าของเงินเดือน โดยได้รับเบื้องต้นทันทีที่ได้รับใบรับรองแพทย์ 10% และหลังจากนั้นอีก 2 ปีได้รับ 90% คือทางบริษัทประกันภัย ต้องรอติดตามผลการเป็นผู้ทุพพลภาพ ตามระเบียบที่ระบุไว้ 2 ปีให้หลัง

6. ในส่วนของ commission นั้นผมได้รับคืนทุกบาท ทุกสตางค์จากงานที่ผมทำ โดยได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมงานทุกส่วน ทุกแผนกที่เกี่ยวข้อง ช่วยประสานงานโครงการของผมจนสำเร็จลุล่วงด้วยดี ทำให้ได้รับเงินมาเป็นรายจ่ายในการรักษาตัวช่วงแรกได้ทันท่วงที ต้องขอขอบคุณทุกคนมา ณ ที่นี้ด้วย

จะเห็นว่า ถ้าเราปฏิบัติดี ตั้งใจทำงาน มีอัธยาศรัยที่ดี เมื่อเกิดสิ่งไม่คาดฝันกับตัว และต้องการความช่วยเหลือจากเพื่อนๆ ทั้งทางตรงก็ดี ทางอ้อมก็ดี ก็จะเกิดสิ่งดีๆ ในช่วงเวลาแย่ๆ หรือร้ายๆ ในช่วงเวลาเดียวกันได้ ทำให้อย่างน้อยก็ลดอุปสรรคในช่วงนั้น

ครับ ตอนหน้าผมก็จะกลับบ้านแล้วครับ ผมขอใช้ชื่อตอนว่า กลับบ้านพร้อม " ปริญญาชีวิต " อีกฉบับ

ฝากติดตามด้วยครับ


ขอบคุณครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล
mobile : 086-314-7866
email : preeda.limnontakul@gmail.com
update : April 30, 2007

23 : ผู้ช่วยผู้ป่วย

คราวนี้ ผมขอกล่าวถึงคนรอบข้าง ที่คอยดูแลผม ซึ่งถือว่า มีความสำคัญสำหรับผู้ป่วยทุพพลภาพมากๆ ไม่กล่าวถึงไม่ได้

แพทย์ ก็มีผู้ช่วยแพทย์ ผู้จัดการ ก็มีผู้ช่วยผู้จัดการ รมต. ก็มี รมช. แม้แต่พยาบาล ก็ยังมี ผู้ช่วยพยาบาล ดังนั้นผมจึงมี ผู้ช่วยผู้ป่วย ด้วยเหมือนกัน

คนแรกเป็นลูกพี่ลูกน้อง ผู้หญิง อายุเท่ากัน มาดูแล เพราะ ณ เวลานั้นยังไม่มัใครว่างที่จะมาดูแลได้

ต่อมา น้องสาวคนโตของผมก็สามารถแบ่งเวลา มาผลัดเปลี่ยนดูแล สลับกัน 2 คน จนผมกลับบ้าน

หลายเดือนต่อมา น้องสาวผมก็ลาออกจากงาน มาช่วยงาน และดูแลผมอย่างเต็มตัว ส่วนลูกพี่ลูกน้องก็ห่างออกไป เพราะก็ต้องดูแลงานของครอบครัวเช่นกัน

ล่วงเลยมา 4 ปีกว่า ก็มีเหตุการณ์หลายอย่างที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งถ้ามองภายนอกแล้วอาจจะมีมุมมองว่าไม่ดีนัก แต่สำหรับผมแล้ว เป็นหนทางที่ถูกต้อง ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้ เป็นไปในทิศทางที่ผมคิดว่า "ควรจะเป็นแบบนี้" ผมจึงได้มี ผู้ช่วยผู้ป่วยคนใหม่ ชื่อพี่ "บัว"

พี่บัว เป็นชาวอุบลฯ ที่มามีครอบครัวที่ศรีสะเกษ เข้ามาทำงานในพื้นที่กนุงเทพฯ-ปริมณฑล 10 กว่าปี เปลี่ยนงานมาหลายอย่าง จนได้มาเป็นคนดูแลคนป่วย ที่ศูนย์ฯ แห่งหนึ่งในจังหวัดนนทบุรี และแฟนของผมติดต่อมาให้ แต่เป็นเพราะศูนย์ฯ เอาเปรียบเรื่องรายได้ ผมจึงให้พี่ ออกจากศูนย์ฯ มาดูแลผมโดยตรง

ถึงตรงนี้ ผมขอเปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสีย บางข้อ คือเรื่อง การหยุดงาน ลางาน หรืออีกนัยคือ ปกติผู้ทุพพลภาพต้องมีคนดูแลตลอด แม้แต่เวลานอน เพราะอาจเกิดเหตุการณ์ที่ต้องการความช่วยเหลือแบบทันทีทันใด ซึ่งก็เกิดกับผมมาหลายครั้งแล้ว (ผมจะเล่าในตอนที่เกี่ยวข้อง ให้ได้ศึกษากันอีกที) แต่ในความเป็นจริง ถ้าคนดูแลไม่ได้เป็นญาติ หรือพี่น้องท้องเดียวกัน ก็จะต้องกลับบ้านต่างจังหวัด กลับไปหาครอบครัว เช่นกัน

ดังนั้น การที่ได้คนดูแล จากศูนย์ฯ เมื่อคนดูแลจะกลับบ้าน ทางศูนย์ฯ ต้องรับผิดชอบหาคนอื่นมาแทน ซึ่งจะทำให้การดูแลไม่ขาดช่วง แต่ข้อเสียคือ ถ้าเราได้คนดูแลดีแล้ว เมื่อเปลี่ยนคนกลับบ้าน ก็อาจจะไม่ได้คนเดิมมาดูแล หรือบางครั้งอาจถูกขอเพิ่มค่าใช้จ่าย ถ้าเขารู้ว่าเราต้องการคนนี้

แต่ถ้าเรามีคนดูแลที่ถูกใจ คนเดียว ถึงเวลาที่ต้องกลับบ้านต่างจังหวัด บางครั้งผมถึงกับต้องอดทนนิดหน่อย เช่น ไม่เช็ดตัว 3 วัน พอแกกลับมา ผมจะดีใจมาก นี่ก็เป็นข้อคิดที่ผมเลี่ยงไม่ได้ เป็นระยะๆ ตามฤดูกาล เช่น ปีใหม่ สงกรานต์ ดำนา เกี่ยวข้าว ลูกเปิดเทอม เป็นต้นครับ

ประสบการณ์เกี่ยวกับผู้ดูแลผม หรือ ผู้ช่วยผู้ป่วย ก็คงมีเท่านี้ก่อน ตอนหน้าผมขอพูดถึง สรุปความช่วยเหลือ หรือสิ่งที่ได้รับจากบริษัท Berli Jucker ครับ

ตอนนี้สั้นๆ ขอจบก่อนครับ 11

ขอบคุณครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล
mobile : 086-314-7866

email : preeda.limnontakul@gmail.com
update : April 25, 2007

การรักษาแผลกดทับ

ครั้งนี้ผมขอพูดถึง " การรักษาแผลกดทับ " จนหาย และการระวัง-รักษา จนถึงปัจจุบัน

ผมเป็นแผลกดทับจาก รพ. ที่ 2 เมื่อมาถึงพญาไท 1 จึงได้รับการรักษาจนดีขึ้นมาก และหายสนิทที่บ้าน ดังนั้นผมขออธิบายตามลำดับดังนี้






ภาพวาดตำแหน่งของแผล ที่บริเวณก้นกบ ขนาดประมาณ 3 นิ้ว


1. เมื่อผมมาถึงที่พญาไท 1 ผมได้รับการแต่งแผล โดยตัดเนื้อตายรอบๆ แผล ที่ห้องผ่าตัดเล็ก เพื่อทำให้ผิวหนังมีโอกาสขยาย มาปกคลุมเนื้อได้

2. ทำความสะอาดแผลด้วยน้ำเกลือ (Normal Saline Solution) เข้มข้น 0.9 กรัม/100 มิลลิลิตร เพราะจะไม่ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อ


3. ใช้ผ้าก๊อตบางๆ ปิดแผล ด้วยไมโครพอร์ ซึ่งเป็นเทปแต่งแผลชนิดเยื่อกระดาษ ที่ไม่ระคายเคืองผิว แต่ใช้ได้สักพัก ก็เลิกใช้ ใช้เพียงผ้าห่มปิดคลุมไว้เท่านั้น


4. ทานไข่ขาว วันละ 3 ฟอง เพื่อให้อะบลูมินจากไข่ขาว ช่วยให้ผิวหนังเร่งสร้างเนื้อเยื่อ


5. เมื่ออาการไข้ จากการติดเชื้อไม่ดีขึ้น จึงผ่าตัดปิดแผล เร็วกว่ากำหนด โดยมีรายละเอียดคร่าวๆ ดังนี้





A. กรีดหนังรอบๆ แผล แล้วดึงเข้ามารวมที่กึ่งกลางแผล เย็บหนังเชื่อมถึงกัน กับแนวกรีดเดิม คือเป็นการยืดผิวหนังนั่นเอง ซึ่งวิธีนี้ ทำให้ไม่ต้องนำผิวหนังบริเวณอื่นมาปิดแผลกดทับ




B. แต่เมื่อเย็บผิวหนังที่ถูกยืดแล้ว ผมเข้าใจว่า คุณหมอคงมีเหตุผล ด้านเทคนิค หรืออะไรก็ไม่ทราบ เช่น ขณะผ่าตัดอาจมีข้อจำกัดเรื่องการยืดผิวหนัง จึงทำให้มีช่องว่างตรงกลางตามภาพ

6. แต่หลังจากดูแลรักษาต่อเนื่อง รวมถึงทานไข่ขาวทุกวัน ทำให้เนื้อเยื่อเข้ามาทดแทนจนเต็ม แต่เมื่อกดแผลตรงกลางจะพบว่า ยังคล้ายๆ ว่ายังบุ๋มอยู่นิดหน่อย

7. หลังผ่าตัดอาการติดเชื้อยังไม่ดีขึ้น จึงดึงด้ายเย็บแผลไปเพาะเชื้อ เพื่อตรวจชนิดของเชื้อ

8. ขณะรักษา ก่อนผ่าตัด และหลังผ่าตัด ได้รับการรักษาอาการติดเชื้อด้วยยาปฏิชีวนะ โดยฉีดเข้าไปผสมกับน้ำเกลือที่ผมได้รับทางสายยาง จนอาการติดเชื้อดีขึ้น และเปลี่ยนเป็นยาเม็ด จนเลิกทานยา ปัจจุบันก็ไม่ไดทานยาฆ่าเชื้อแบบเม็ด

9. ตลอดเวลาที่อยู่โรงพยาบาล และ2 เดือนแรกที่กลับมาอยู่ที่บ้าน ผมนอนตะแคงซ้าย-ขวา ตลอด เพื่อไม่ให้กระทบกับแผล และการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อผิวหนัง

10. เตียงลมมีความสำคัญมาก เพราะต้องนอนตะแคง ถ้าเป็นเตียงธรรมดา คงจะทรมานมากกว่านี้

11. ดูแลเรื่องการทานอาหารให้ดี ไม่ทำให้ท้องเสีย เพราะถ้าอุจจาระเป็นน้ำ และมีเชื้อโรคมากกว่าปกติ อาจทำให้แผลติดเชื้อ หรือต้องนำเทคนิคเอาบลูแพด มาปิดแผลเพื่อไม่ให้อุจจาระโดนแผล

12. เมื่อแผลเริ่มดีขึ้น ให้ลดปริมาณการทานไข่ขาวลง เหลือ 2 และ 1 ตามลำดับ โดยขอคำแนะนำจากแพทย์

ครั้งต่อไปผมขอธิบายเกี่ยวความเสี่ยงต่อโรคต่อเนื่อง จากการเป็นผู้ทุพพลภาพครับ

ขอบคุณครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล
mobile : 086-314-7866
email : preeda.limnontakul@gmail.com
update : April 20, 2007

เรื่องบนเตียง เรื่องไม่ง่าย

" เรื่องบนเตียง เป็น เรื่องไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยาก " ครับ

คราวนี้ ผมขออธิบาย รายละเอียด ขั้นตอน ที่เกี่ยวข้องกับเตียง ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องมืออีกชนิดหนึ่งที่ สนิทสนมกับผมมากเป็นพิเศษ เพราะต้องอยู่กับ "เตียง" แทบจะ 24 ชั่วโมง
ตอนผมอยู่ที่ รพ. ทุกแห่งจะนอนบนเตียง ที่มีรีโมทคอนโทรล แต่เมื่อกลับบ้านผมใช้เตียงหมุน เพราะประหยัดไว้ก่อนครับ

โดยปกติ ผู้ป่วยที่ต้องนอนตะแคงซ้าย และขวา ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเดียวกับผม คือทุกพลภาพ หรือหมดสติ แพทย์จะสั่งให้นอนในลักษณะนี้ โดยสลับ หรือเปลี่ยนท่าทุก 2 ชั่วโมง ถ้ามีแผลกดทับที่ก้น ก็อย่านอนหงายนานๆ เท่านั้น แต่สามารถหงายชั่วคราวเพื่อจะตะแคงตัวได้

สังเกตุได้ว่า ถ้านอนตะแคงขวา ก็มักจะชิดด้านขวาของเตียง และนอนตะแคงซ้าย ก็ต้องชิดด้านซ้ายของเตียง

ทีนี้ ลองมาดูกรณีของผมบ้าง เมื่อมาถึงพญาไท 1 ผมต้องนอนท่านี้ตั้งแต่เข้าโรงพยาบาล จนออกเลยครับ

เวลาผมนอนตะแคงขวาต้องชิดทางด้านซ้ายของเตียง เพื่อให้เหลือพื้นที่กลางเตียง เมื่อเวลาที่จะต้องตะแคงซ้าย ก็จะต้องนำหมอนมาวางกลางเตียง เพื่อให้ผมนอนคว่ำทับหมอน คือใช้หมอนเป็นตัวช่วยพลิก เพราะผมมีแผลที่ก้นค่อนข้างใหญ่ หมอจึงไม่อยากเกิดการกดทับที่แผลอีก

ต่อมา ผมจะขออธิบายว่า บนพื้นเตียงมีอะไรบ้าง ถูกวางไว้กี่ชั้น แต่ละส่วนมีหน้าที่อะไรบ้างและปัจจุบันผมปูเตียงอย่างไร
จากรูปข้างบน แบ่งได้ดังนี้
1. เป็นพื้นเตียง
2. เป็นเบาะแข็ง เช่นเบาะใยมะพร้าว
3. เป็นเตียงลม มีหน้าที่เฉลี่ยน้ำหนักที่กดทับเวลานอน และนั่ง
4. เป็นแผ่นพลาสติกที่มีไว้สำหรับกรณีที่ถ่าย หรือเปียกจากการเช็ดตัว ทำความสะอาด
5. เป็นผ้าปู ซึ่งทาง รพ. จะเปลี่ยนทุก 2 วัน
6. เป็นผ้ายก ใช้สำหรับเวลาจะเคลื่อนย้ายผู้ป่วย โดยจับบริเวณมุมทั้ง 4 มุม แล้วยกพร้อมๆ กัน
แต่หลังจากที่มีการพัฒนารูปแบบ การใช้งาน ปัจจุบันผมได้ตัด แผ่นพลาสติก (ข้อ.4) และผ้ายก (ข้อ.6) ออก เพราะหลังจากที่น้องๆ ที่ดูแลมีการฝึก หรือดูแลจนชำนาญ ทำให้การทำความสะอาดตัวไม่มีน้ำหกเลอะเทอะ ส่วนร่างกายผมก็ไม่ได้ถ่ายเรี่ยราด จึงไม่จำเป็นต้องใช้ ที่สำคัญผมไม่ได้อธิบายไว้ใน 6 ข้อ ก็คือ "แผ่นรอง" หรือที่เรียกว่า blue pad กันเลอะ(ที่ผมใช้มีสีขาว) แค่นี้ก็พอแล้ว
แผ่นพลาสติกนี้ ยังทำให้ร้อน เพราะระบายอากาศไม่ได้ จึงสมควรนำออก เมื่อภาพรวมในเรื่องการขับถ่าย และเช็ดตัวดีขึ้น สุดท้ายคือผ้ายก ที่นำออกเพราะผมแข็งแรงขึ้นมาก สามารถมีส่วนร่วม และช่วยขยับตัวได้
เคล็ดลับอีกประการหนึ่งในการดูแลช่วงขาของผม ให้ใกล้เคียงกับคนปกติ คือการประคองช่วงขาให้อยู่ในสภาพเดิมมากที่สุด โดยผมจะอธิบายส่วนประกอบ และหน้าที่ดังนี้
1. คือผ้าห่มที่นำมาม้วน คล้ายขนมปังแยมโรล มีหน้าที่ป้องกัน ไม่ให้ขาที่เกร็ง และมักจะดีดเข้าหากัน ซึ่งในวงการกายภาพบำบัด มีอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่นี้โดยตรง แต่เราไม่จำเป็นต้องซื้อ ใช้วิธีนี้ก็ได้เช่นกัน
2. หมอนใบเล็กๆ มีไว้ลองใต้ข้อเท้า เพื่อไม่ให้ส้นเท้าสัมผัสกับพื้นเตียงโดยไม่มีอะไรช่วยประคอง จะทำหน้าที่ร่วมกันกับหมอนหมายเลข 3 และ 5 เพื่อไม่ให้เท้าแบะข้าง คือไม่แบะไปข้างใดข้างหนึ่ง
3. หมอนหนุนหัวใบยาว ที่ไม่ใช้ใบสั้นแบบปกติ ที่ใช้ทั่วไป เพราะหมอนใบยาวตลอดติดกัน ทำให้ใช้งานง่าย ไม่ต้องกังวลว่าจะเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง รวมทั้งเมื่อนำหมอนหมายเลข 5 มาหนุนเสริม ก็จะหนุนได้ง่าย มีหน้าที่ประคองเท้าร่วมกันกับหมอนข้อ 2 และข้อ 5
4. เป็นผ้าห่มที่ทำหน้าที่เหมือนข้อ 1 ที่ผมยกขึ้นมาเป็นอีกข้อ เพราะว่า อาจจะเหมาะสำหรับบางคนที่ต้องใช้ผ้าห่มถึง 2 ผืนก็เป็นได้ โดยวางตามแนวยาวบริเวณระหว่างหัวเข่า และอีกผืนวางตามขวางบริเวณระหว่างน่อง ปัจจุบันผมใช้แค่ผืนเดียว
5. เป็นหมอนหนุนหัว ขนาดปกติทั่วไป ที่มาเสริมหมอนหมายเลข 3 เพื่อประคองเท้า เพราะถ้าเท้าตั้งอยู่บนองค์ประกอบของหมอนทั้งหมดไดแล้ว จะทำให้ช่วงขาทั้งหมดถูกลักษณะ เหมือนเรานอนหงาย เท้าไม่แบะ และยังทำหน้าที่สำคัญ คือเป็นการเพิ่มความหนาของหมอน คือดันตัวผม ไม่ให้รูดไปใกล้ท้ายเตียง ก็จะทำให้ตำแหน่งก้นอยู่ที่เดิม เวลานั่ง
จริงๆ ผมอยากเขียนถึงเรื่องอื่นๆ ด้วยในตอนนี้ แต่เห็นว่าเนื้อหาเยอะแล้ว ขอจบก่อนครับ
ตอนหน้าขอเป็นเรื่องเกี่ยวกับแผลกดทับและ การผ่าตัดครับ
.
ขอบคุณครับ
mobile : 086-314-7866
update : April 15, 2007

ประกันชีวิต ประกันค่าใช้จ่าย

ทำไมผมถึงขึ้นต้นหัวข้อว่า " ประกันชีวิต ประกันค่าใช้จ่าย " ก็เพราะผมมีความเห็นว่า

ถ้าเราให้ความสำคัญกับการทำประกันชีวิต ก็ถือว่าเราได้สร้างหลักประกันให้กับชีวิตของเราแล้ว ผมได้กล่าวในตอนแรกๆ แล้วว่า ผมได้ประกันชีวิตในลักษณะของ "การประกันอุบัติ" จาก 3 ที่คือ

1. เงินชดเชยจากการรักษาพยาล 100,000 บาทในช่วง รพ.ที่ 2 และได้รับเงินชดเชยจากการเป็นผู้ทุกพลภาพอีก 100,000 บาทหลังเกิดเหตุอีเกือบ 2 ปี จากบริษัทประกันภัยรถ (ประกันภัยรถ ประเภทชั้น 1)

2. เงินชดเชยจากการเสียชีวิต หรือทุกพลภาพ จากกรมธรรม์คุ้มครองอุบัติเหตุ ของ AIA จำนวน 200,000 บาทซึ่งก็ได้ คุณ... ช่วยอำนวยความสะดวก เดินเรื่องให้ ทำให้ไดเงินค่อนข้างรวดเร็ว ทันกับค่าใช้จ่ายพอดี

3. และเงินชดเชยจากการเสียชีวิต หรือเป็นทุกพลภาพอีกเช่นกัน จำนวน 500,000 บาท ของ
เทเวศร์ประกันภัย แต่ซื้อผ่านธนาคารไทยพาณิชย์ มาถึงกรมธรรม์นี้ ผมขออธิบายมากเป็นพิเศษหน่อย เพราะผมคิดว่าเป็นประโยชน์กับทุกคนมาก เนื่องจากปัจจุบันนี้ ก็ยังมีกรมธรรม์โปรแกรมนี้อยู่

กรมธรรม์นี้ เป็น
กรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุ(เสียชีวิต-ทุกพลภาพ) ของธนาคารไทยพาณิชย์ (สามารถทำได้ทุกสาขา) ที่ปัจจุบันมีเบี้ยถูกมาก ดูได้จากถ้าเราต้องการวงเงินชดเชย 500,000 บาทเท่าที่ผมเคยทำ เมื่อก่อนเสีย 1,200 บาท ปัจจุบันเสียเพียง 900 บาท และถ้าต้องการได้เงินชดเชย 1,000,000 บาท ต้องเสียเบี้ย 1,800 บาท

สมัยก่อนจะมีบริษัทสามัคคีประกันภัย และเทเวศร์ประกันภัย แบ่งความรับผิดชอบกัน บริษัทละ 6 เดือนแรก และ 6 เดือนหลัง คุ้มครองภายใน 1 ปี แต่ปัจจุบันน่าจะมีเพียง สามัคคีประกันภัย เพียงแห่งเดียวที่รับผิดชอบทั้งหมด (ยังไง ผมจะเช็คข้อมูลที่ถูกต้องอีกครั้ง)

แต่ทั้ง 3 กรมธรรม์ก็ยังไม่เหมาะสมกับการดำเนินชีวิตหรอกครับ จริงๆ แล้ว เราควรทำประกันชีวิตแบบมีรายละเอียดในการประกันสุขภาพด้วย เช่น มีการชดเชยค่าห้อง ค่าแรงที่เราหยุดงานเพื่อรักษาตัว หรืออื่นๆ ที่คุ้มครอง ก็จะช่วยทำให้เราสามารถลดรายจ่ายได้อีกเป็นจำนวนมาก

ผมถือว่า ผมพลาดโอกาสสำคัญนั้นไป ทั้งๆ ที่จริงแล้ว การทำกรมธรรม์ชีวิตแบบฉบับเต็ม (ที่คุ้มครองในส่วนอื่นด้วย ไม่ใช่แค่คุ้มครองการเสียชีวิต หรือทุกพลภาพ) สามารถผ่อนเป็นรายเดือน ราย 3 เดือน และรายครึ่งปีได้ เพียงแต่เราจัดสรรเงินให้ถูกต้องเท่านั้น

ผมตั้งใจว่า หลังจากเก็บเงินค่าจ้าง จากรุ่นพี่ (ที่ตอนหลังโกงเงินผมไป ประมาณ 580,000 บาท) เป็นเงินก้อนแรกประมาณ 200,000 บาท ก็จะรีบแบ่งเงินประมาณ 20,000 บาทมาทำประกันชีวิตทันที แต่ก็ถูกปฏิเสธ บ่ายเบี่ยงมาตลอด 2-3 เดือน ทำให้เสียโอกาสนี้ไป

เรื่องที่สำคัญอีกประการหนึ่ง เมื่อรุ่นพี่ผมคนนี้ ไม่ยอมจ่ายเงินให้ผมเสียที ทำให้ผมเกิดปัญหาด้านการหมุนเวียนเงิน ทำให้ก่อนเกิดเหตุ 2 เดือนไม่สามารถจะแบ่งเงินมาจ่ายบัตรเครดิต ทั้ง 4 ธนาคารได้ จึงถูกตัดสิทธิ์การหักเงินรายเดือนค่าประกันการเสียชีวิต และเป็นผู้ทุกพลภาพ ถึง 2 ธนาคารที่คุ้มครองผมที่วงเงินฉบับละ 1,000,000 บาท รวมแล้ว 2,000,000 บาท ที่ผมก็เสียโอกาสอีกเช่นกัน

นี่แหละครับ ชีวิตจริงของมนุษย์เรา อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เราจึงต้องเตรียมตัวให้พร้อมตลอดเวลา ทุกเรื่อง

ผมหวังว่าเรื่องราวของผมในตอนนี้ อาจจะพอเปลี่ยนทัศนคติของผู้อ่านบางท่านได้บ้างเรื่องการทำประกันฯ ต่างๆ เหมือนที่ผมเคยกล่าวในตอนแรกๆ ครับ อยากให้มองว่าการเสียเบี้ยประกันฯ เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องเสีย ไม่ต่างอะไรกับค่าเทอม ค่าน้ำ-ไฟ-โทรศัพท์ ที่จำเป็นต้องจ่าย

เงินที่ผมได้รับจากทั้ง 3 กรมธรรม์ รวมแล้ว 900,000 บาทก็ถือว่าหมดไปกับการรักษาตัวครับ โดยเสีย 100,000 บาทแรกไปที่ รพ.ที่ 2 และ 700,000 บาทต่อมาที่ พญาไท 1 (ไม่พอหรอกครับ เพราะค่าใช้จ่ายที่พญาไท 1 ประมาณ 900,000 กว่าบาท รวมกับค่ายาปฏิชีวนะที่รักษาอาการติดเชื้ออีก 300,000 บาท รวมทั้งสิ้นกว่า 1,300,000 บาท) ดังนั้นถ้าได้เงินชดเชยจากกรมธรรม์ฉบับเต็ม ที่ประกันสุขภาพด้วยคงดีกว่านี้ ที่รอดมาได้เพราะได้บัตรเครดิตของทุกคนช่วยกันรูด รวมกับเงินคอมมิชชั่นที่ผมเป็น Sale Engineer มารวมกัน

กว่าจะรอดมาได้ แทบแย่ หัวข้อครั้งต่อไป ผมขอพูดถึงการผ่าตัดที่แผลกดทับ และความเสี่ยงต่อโรคสำหรับผู้ป่วยกลุ่มที่ผมเป็นอยู่ครับ


ขอบคุณครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล
mobile : 086-314-7866
email :
preeda.limnontakul@gmail.com
update : April 15, 2007

ความรู้สึกถึง ความหวังเล็กๆ

" ความรู้สึกถึง ความหวังเล็กๆ " ของผมเกิดขึ้น เมื่อคุณหมอธีรศักดิ์ บอกกับผมว่า ผมต้องเข้าเครื่อง MRI ก่อน แล้วดูผลจากฟิล์ม ถึงจะสรุปได้ว่าเป็นทุกพลภาพถาวร

อาจจะเป็นเพราะผมเร่งรัดให้คุณหมอช่วยออกหนังสือรับรองว่า ผมเป็นผู้ทุกพลภาพ ด้วยหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ เนื่องจากช่วงเวลานั้น เริ่มมีค่าใช้จ่ายมากขึ้น จึงจำเป็นต้องเดินเรื่องเคลมเงินจาก บริษัทประกันชีวิต AIA และเทเวศร์ประกันภัย (ซึ่งตอนหน้า ผมจะขออธิบายเกี่ยวกับประกันชีวิตทั้ง 2 แห่งนี้ครับ)

...................................

เครื่อง MRI (Magnetic Resonance Imaging) คือ เครื่องมือที่ใช้สำหรับตรวจอวัยวะภายในร่างกาย โดยอาศัยหลักการของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในการสร้างภาพ การตรวจด้วยเครื่อง MRI จะไม่มีรังสีเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงไม่มีผลข้างเคียงจากรังสี ดังเช่น การตรวจด้วยเอกซ์เรย์ หรือ เอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์

เครื่อง MRI สามารถตรวจหาความผิดปกติของอวัยวะต่างๆในร่างกายได้ด้วยความไวที่สูง สามารถเห็นโรคต่างๆได้ตั้งแต่ที่เริ่มก่อตัว ทำให้สามารถรักษาได้อย่างทันท่วงที ยกตัวอย่างเช่น มะเร็งชนิดต่างๆ หากสามารถตรวจพบและรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มแรก จะทำให้หายขาดได้ ดังนั้น ในปัจจุบันจึงมีโปรแกรมการตรวจร่างกายประจำปีโดยการใช้เครื่อง MRI เครื่องมือนี้สามารถตรวจความผิดปกติของอวัยวะต่างๆของร่างกายได้เกือบทั้งหมด เช่น สมอง กระดูกสันหลัง ปอด หัวใจ และอวัยวะต่างๆในช่องท้อง (เช่น ตับ ไต ตับอ่อน รังไข่ และมดลูก)

ขั้นตอนการเข้ารับการตรวจ

1. หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดเพื่อที่พร้อมสำหรับการตรวจ ผู้รับการตรวจจะได้รับการพาเข้าสู่ห้องตรวจ
2. ผู้รับการตรวจจะนอนบนเตียงตรวจ และมีการทำเครื่องจับสัญญาณคลื่นแม่เหล็กมาวางบนร่างกาย โดยน้ำหนักโดยรวมของเครื่องจับสัญญาณนี้ประมาณ 1 กิโลกรัม
3. ขณะตรวจ จะมีเสียงดังเป็นระยะๆ จะมีฟองน้ำอุดหู เพื่อลดเสียง
4. ผู้รับการตรวจนอนสบายๆ นิ่งๆ บนเตียงตรวจ และทำตามเสียงที่บอก เช่น ให้หายใจเข้าแล้วกลั้นใจ หรือว่าอย่ากลืนน้ำลาย
5. ระยะเวลาในการตรวจทั้งหมด 1 ชั่วโมง
6. แพทย์จะดูภาพที่ได้จากการตรวจ และรายงานในเบื้องต้นพร้อมคำแนะนำให้ผู้รับการตรวจทราบหลังจากที่ตรวจเสร็จ
7. รายงานผลอย่างเป็นทางการ จะได้รับการส่งไปให้ผู้ป่วยภายใน 1 อาทิตย์

ข้อจำกัดสำหรับการตรวจ MRI

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเครื่อง MRI จะเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุด ณ เวลานี้ในการตรวจร่างกาย แต่ว่ายังมีข้อจำกัดบางประการ คือ

1. เนื้องอก หรือมะเร็งที่เล็กที่สุดได้ประมาณ 0.4 ซม. หากเล็กกว่านี้จะไม่สามารถตรวจพบได้
2. ไม่สามารถตรวจหาโรคในบางอวัยวะได้ ดังนี้ ลำไส้ เต้านม ต่อมลูกหมาก ไทรอยด์ โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว และก้อนเนื้องอกที่มีขนาดเล็กมากๆ ตามแขน ขา ดังนั้น อวัยวะเหล่านี้จะได้รับการตรวจเพิ่มเติมโดย
-ส่องกล้อง สวนแป้ง หรือกลืนแป้ง เพื่อตรวจดูกระเพาะอาหารและลำไส้
-ทำเอกซ์เรย์เต้านม (Mammography) เพื่อตรวจหามะเร็งเต้านม
-เจาะเลือด เพื่อหาปริมาณ prostate specific antigen (PSA) เพื่อตรวจหามะเร็งของต่อมลูกหมาก
-ตรวจอัลตราซาวด์ต่อมไทรอยด์


รายละเอียดจากลิงค์ : http://pcmri.tripod.com/id14.html

....................................

เนื่องจากตอนที่ผ่าตัดคอของผม มีขั้นตอนที่ใช้ลวดมัดเพื่อความแข็งแรงด้วย ทำให้ยังไม่สามารถเข้าเครื่อง MRI ได้ เนื่องจากลวด ซึ่งเป็นโลหะชนิดหนึ่ง จะส่งผลต่อผลการสแกน ที่ใช้ระบบคลื่นแม่เห็กไฟฟ้า จึงจำเป็นต้องรอให้หินปูนในร่างกายมาจับที่ลวดก่อน จนไม่มีผลต่อการสแกน (หินปูนในร่างกายมนุษย์จะเข้าไปจับ วัสดุหรือสิ่งแปลกปลอม)

เมื่อถึงกำหนด ผมก็ถูกไปที่ศูนย์อุรุพงษ์ ที่หลายๆ โรงพยาบาล มักจะส่งผู้ป่วยไปเข้าเครื่อง MRI กัน (ในอดีตช่วงนั้นหลายๆ โรงพยาบาลยังไม่นำเครื่อง MRI มาติดตั้งกันเหมือนปัจจุบัน) โดยผลการสแกนเป็นไปตามเอกสารข้างล่างครับ

...............................................................






ผลการตรวจ เข้าเครื่อง MRI จากศูนย์อุรุพงษ์


ปรีดา ลิ้มนนทกุล

..............................................................

ดังนั้นแล้วคุณหมอก็สรุปได้แล้วครับว่า ผมเป็นผู้ทุกพลภาพ แน่นอน ทำให้ " ความหวังเล็กๆ " ของผมจมหายเข้าไปในไขสันหลังเลยครับ และคุณหมอก็ออกใบรังรองแพทย์ให้ตามที่ต้องการ

ส่วนการรักษาที่เกี่ยวกับคอ-กระดูก-ไขสันหลัง ของผมก็ไม่มีอะไรหนักหนาสาหัสกว่า การติดเชื้อ เพราะคุณหมอบอกว่า ดีตั้งแต่การผ่าตัดแล้ว และผมก็ให้ความสำคัญเรื่องการทำกายภาพบำบัด ส่วนใหญ่แนวทางการรักษา จึงเป็นการสังเกตุอาการ ดูพัฒนาการ และทานยาที่เป็นวิตามิน-บำรุงปลายประสาท

ผมถึงเคยพูดไว้ในตอนแรกๆ ไงครับว่า การติดเชื้อทำให้อาการเจ็บป่วยของผมเปลี่ยนจาก หนังโรง 2-3 ชั่วโมงจบเป็น หนังซีรี่ย์ 20 ตอนจบ

ตอนต่อไป ผมขอพูดถึง ประกันชีวิต ที่ช่วยผมได้มากๆ เรื่องค่าใช้จ่ายที่พญาไท 1 ครับ


ขอบคุณครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล
mobile : 086-314-7866
email : preeda.limnontakul@gmail.com

update : April 15, 2007

ต้องทำกายภาพบำบัด

เมื่อผมรักษาตัวที่พญาไท 1 ผมก็มีความคิดว่า " ต้องทำกายภาพบำบัด " อีกครั้ง

เพราะถ้าหยุดทำกายภาพบำบัด อาจทำให้สูญเสียโอกาสในการพัฒนาการทางด้านนี้ไป จึงติดต่อนักกายภาพบำบัด (หญิง) ที่สนิทกันจาก รพ.ที่ 2 ให้ช่วยมาดูอาการ และทำกายภาพบำบัด ซัก 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์

เธอมาตามที่นัดหมา และพาแฟนที่เป็น นักกายภาพบำบัด (ชาย) มาแนะนำด้วย เผื่อว่าไม่ว่างจะได้ช่วยกันมาทำทดแทนให้ และผมทราบต่อมาว่า เธอได้ลาออกจาก รพ.ที่ 2 แล้ว ด้วยปัญหาส่วนตัวเกี่ยวกับการทำงาน (ทั้งคู่เป็นเพื่อนกันที่มหาวิทยาลัย รักกัน และปัจจุบันก็แต่งงานกันแล้วครับ)

เนื่องจากผมมีแผลกดทับที่ก้นกบ จึงต้องนอนตะแคงตลอดเวลาที่อยู่ที่พญาไท 1 ดังนั้นท่าทางต่างๆ ที่ใช้ในการทำกายภาพบำบัดก็ต้องเหมาะสมกันด้วย

จากวันนั้น นักกายภาพบำบัด ทั้ง 2 คนก็ผลัดกันมาสัปดาห์ละ 3-4 วัน เหมือนเดิมครับ ก็มาทำ passive ให้และเราก็ต้านแรงกันด้วยการทำแบบ active และทั้งคู่ยังฝากการบ้านให้ทำเองระหว่างที่พวกเขาไม่มา

มีอยู่ท่าหนุ้ง ที่ผมให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือท่ายืดแขนออกไปนอกเตียง โดยให้ฝ่ามือตั้งฉากกับพื้น แล้วพยายามพลิกข้อมือไปทางด้านซ้ายและขวาสลับกัน ให้ทำตลอดเวลาเท่าที่จะทำได้ ทั้งขณะตะแคงซ้าย และตะแคงขวา

เชื่อไหมครับ แรกๆ ผมทำไม่ได้เลย และมันก็ยากมาก ผมทำอยู่เกือบ 1 เดือนถึงจะทำท่านี้ได้ ไม่น่าเชื่อว่าแค่พลิกข้อมือไปมาแค่นั้น จะยากขนาดนี้ และระหว่างที่ทำท่านี้ ผมจะเหนื่อยมาก เพราะต้องมีสมาธิ จริงๆ แล้วช่วงเวลาที่ทำกายภาพบำบัด ผมจะตั้งใจเป็นพิเศษ คือมีสมาธิมาก ลึกๆ ในใจก็คิดตลอดเวลาเลยครับ " สิ่งศักดิ์สิทธิ์ องค์ไหนก็ได้ ผมขอครับ สัก 1 นิ้วก็ยังดี ผมขอใช้งานได้ซักนิ้วก็ยังดี " ผมภาวนาตลอดที่นึกขึ้นได้

ผมยังคงทำกายภาพบำบัดเป็นประจำ และแล้ววันหนึ่ง เมื่อผมเข้ามาอยู่ที่นี่ได้เดือนกว่าๆ ผมตื่นนอนขึ้นมา สังเกตุเห็น " นิ้วโป้ง " ซ้ายขยับได้นิดหน่อย ผมทดลองใหม่ เริ่มใหม่

คิดจากสมองว่า " ไหนขยับซิ เจ้านิ้วโป้งซ้าย "

ตาผมเห็น " นิ้วโป้ง " ขยับนิดนึง

ผมดีใจมาก แต่ไม่แน่ใจ เพราะอาการหลอนในร่างกายส่วนอื่นๆ ของผมมีเป็นระยะๆ การเป็นผู้ทุกพลภาพคราวนี้ ทำให้ผมจำท่าทางปกติในการดำเนินชีวิตไม่ได้หลายท่าครับ เช่นท่าง่ายๆ อย่างเช่น นอนหงายแล้วบิดเฉพาะร่างกายส่วนบน หรือการกำมือ หรือการงอนิ้วต่างๆ ว่าได้ระดับไหน มักต้องให้นักกายภาพบำบัดทำให้ดูเป็นตัวอย่าง

กลับมาที่นิ้วโป้งของผม ผมจัดลำดับในสมอง แล้วค่อยสั่งการ ให้นิ้วขยับอีกหลายครั้ง จนมั่นใจ วันนี้ผมจะโชว์ ให้ทุกคนดู ทุกคนต้องดีใจกันมากแน่ๆ

ทำไมผมถึงดีใจมากๆ สาเหตุเพราะอาการของโรคที่ผมเป็น ควรจะเป็นไปในลักษณะสมดุล เช่น ถ้าจะขยับนิ้วโป้งซ้ายได้ ขวาก็ควรจะได้ด้วย ถ้าไม่ได้ ก็ควรจะไม่ได้ทั้ง 2 ข้างเช่นกัน แต่นี่ใช้ได้ข้างเดียว ปัจจุบันผมก็ใช้นิ้วโป้งซ้ายได้แค่ข้างเดียวครับ และเป็นหนึ่งเดียวที่ใช้ได้

ถ้ามองมุมนี้ ผมถือว่าโชคดีที่ เหลือนิ้วโป้งนี้ ถึงได้พิมพ์คีย์บอร์ดได้ ทุกท่านจึงได้อ่านประสบการณ์ของผม

ผมไม่รู้หรอกครับว่า การที่ผมให้ความสำคัญกับการทำกายภาพบำบัด จะส่งผลที่เกิดขึ้นหรือไม่ แต่ลึกๆ ในใจบอกตัวผมเองว่า " ต้องทำ " ทุกวันนี้ก็ยังคงรู้สึกอย่างนั้นอยู่

มีเรื่องแปลกกับร่างกายของผมอีก 2 เรื่องคือ

1. นิ้วโป้งซ้ายของผมขยับได้ ถือว่าสั่งการได้ แต่รู้สึก ชาหนามากๆ ในขณะที่ นิ้วโป้งขวาขยับไม่ได้ คือสั่งการแล้วไม่ขยับ แต่กลับรู้สึก-สัมผัสได้ เหมือนนิ้วปกติ หรือผิวหนังปกติ แค่ข้อเดียว

ผมสันนิษฐานว่า อาจจะเป็นเพราะว่า ผมนำนิ้วโป้งซ้าย และขวา ขัดกัน แล้วบังคับข้อมือ ให้นิ้วโป้งขวาที่มีเล็บสั้นๆ แกะสิวเสี้ยน ที่มีอยู่เต็มหน้าผม (บริเวรหน้าผมจะมีสิวเสี้ยนทั้งหน้า โดยเฉพาะที่จมูก)ตั้งแต่ขยับข้อศอก-ข้อมือได้ จึงเปรียบเสมือน ได้กระตุ้นปลายประสาทที่บริเวณข้อแรกของนิ้วโป้งขวา (ผมคิดเอาเองนะครับ)

2. โดยปกติผู้ป่วยกลุ่มนี้ (กล่าวอีกครั้งครับ กลุ่ม spinal cord injury (บาดเจ็บที่ไขสันหลัง) แบบ quadri คือใช้มือ 2 ข้าง เท้า 2 ข้างไม่ได้) จะไม่สามารถนั่งหลังตรงได้ ต้องย้วย หรือ อ่อน หรืองอหลัง ทรงตัวไม่ได้

แต่สำหรับกรณีของผม หลังตรงเป๊ะ เวลาดึงตัวช่วงบนขึ้นมา จะสามารถนั่งหลังตรงมาก

ด้วยหลายๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับร่างกายผม จึงทำให้ครั้งแรกคุณหมอ ยังไม่สรุปว่าผมเป็นทุกพลภาพถาวร ต้องผ่านการดูผลถ่ายภาพ จากการเข้าเครื่องสแกน MRI ก่อน ซึ่งรายละเอียดในเรื่องนี้ ผมจะพูดถึงในตอนหน้าครับ

ดังนั้นแล้ว ผมก็อยากให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้ ไม่ท้อแท้กับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้ บนศักยภาพที่เรามี ต้องมีกำลังใจที่จะต้องทำ อย่าให้แต่ละวันผ่านไปอย่างไร้ความหมาย ถึงเราจะรู้ว่าต้องเป็น "ผู้ทุกพลภาพ" แน่นอน ก็ต้องทำ

ตอนหน้า ผมขอพูดถึง ความรู้สึกถึงความหวังเล็กๆ จากคุณหมอ ลองติดตามนะครับ


ขอบคุณครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล
mobile : 086-314-7866
email : preeda.limnontakul@gmail.com
update : April 15, 2007

MOM vs ยาคูลย์ กับการขับถ่าย

ตอนนี้ผมขอพูดถึง " ระหว่างยาช่วยขับถ่าย MOM-ยาคูลย์ กับการขับถ่าย "

ผมไม่รู้ว่าคุณๆ ผู้อ่าน ขับถ่ายกันวันละกี่ครั้ง หรือบางคนอาจจะกี่วันครั้ง

สำหรับผม ก่อนที่จะมาเป็นผู้ทุพพลภาพ ผมถ่ายวันละ 2 ครั้งครับคือประมาณ 6-7 โมงเช้า และ 4-5 ทุ่มทุกวัน โดยตอนเช้าถ้าผมดื่มน้ำเปล่า หรือน้ำผลไม้ หรือผลไม้สักลูก เช่นแอบเปิ้ล ชมพู่ ส้ม ซัก 1 ลูกก็จะยิ่งดีทำให้รู้สึกถ่ายง่าย (ผมมีเจตนาต้องเร่งด้วย เพราะเมื่อถ่ายเสร็จ ก็ต้องรีบอาบน้ำ-แต่งตัว เพื่อไปทำงานอีก) ส่วนตอนกลางคืนพอได้เวลาก็จะปวดเอง ผมถือว่าเป็นระเบียบของการขับถ่าย

สาเหตุสำคัญที่ผมคิดว่า เป็นสาเหตุให้ผมถ่ายวันละ 2 ครั้งเพราะว่า ผมเป็นคนทานอาหาร 4-5 มื้อ คือ

1. ข้าวแกง ทุกวัน เมนูหลักไข่พะโล้+อื่นๆ 1 รายการ เช่น ผัดพริกแกงถั่ว, ยำปลาหมึก, กระเพราต่างๆ กับน้ำเปล่า ตอน 8:30-9:00 น. เพราะว่าผมเป็น Sale Engineer หลังตอกบัตร (จริงๆ ไม่ใช่ตอกบัตร แต่เป็นนำบัตรผ่านเครื่องไม่เกิน 1 ฟุตครับ) ผมก็สามารถออกมาทานข้าวได้ แล้วไปพบลูกค้าเลย

2. เที่ยงถึง บ่ายโมง จะทานอาหารตามสั่ง 2 จาน (อาจเป็นก๋วยเตี๋ยวก็ได้ ก็ต้อง 2 ชาม) กับน้ำอัดลม 1 ขวด และการ์ตูน 1 เล่ม (ความสุขเล็กๆ น้อยๆ) แต่บางครั้งถ้าอยู่สำนักงานแล้วไปทานเป็นหมู่คณะ ก็จะทาน 2-3 จานแล้วแต่ว่ากับข้าวเหลือเท่าไหร่

3. ประมาณ 5 โมงเย็น ถ้าอยู่สำนักงานแล้วไปกินที่ร้านตามสั่ง มักจะเป็น ผัดซีอิ๋ว หรือส้มตำ-ไก่ย่าง แต่ถ้าซื้อมากินกันบนสำนักงาน เพราะต้องเคลียร์งาน ก็จะลงขันกัน ซื้อหมูปิ้ง-ข้าวเหนียว กับน้ำเปล่า

4. ช่วง 1 ทุ่มครึ่ง ถึง 2 ทุ่ม ถือว่าเป็นมื้อหนักอีกมื้อครับ เพราะต้องไปทานข้าวบ้านแฟน ส่วนใหญ่เป็นกับข้าว ผมทาน 2 จาน ตามด้วย ขนมหวาน เช่น ต้มถั่วเขียว, มันต้มน้ำขิง, เต้าฮวย, เผือกเชื่อม เป็นต้น และผลไม้ กับน้ำหวานต่างๆ บางมือ แต่ส่วนใหญ่เป็นน้ำเปล่า

5. และถ้าวันไหนผมนอนดึก เช่นเคลียร์งาน ทำรายงาน เป็นต้น ก็มักจะเป็นมาม่า หรือไม่ก็ขับรถออกไปทานชาย 4 บะหมี่-เกี๊ยว หรือราดหน้า หรือข้าวต้มกุ้ง ที่ตลาดใกล้บ้าน

แต่หลังจากผมได้กลายมาเป็นผู้ทุพพลภาพ ผมเกรงว่าถ้าทานแบบนี้ อาจทำให้อ้วนได้ จึงเปลี่ยนแปลงการทานอาหารเป็นดังนี้

a. มื้อแรกของผมจะทานตอนเที่ยง (คือช่วงเช้าผมจะไม่ทานข้าว อาจดื่มนม 1 กล่องแทนถ้าหิว ปัจจุบันลงตัวไม่ได้ดื่มนม) มักเป็นข้าว กับอะไรก็ได้ แต่ต้องมีข้าว

b. ประมาณ 6 โมงเย็นถึง 2 ทุ่ม (ขึ้นอยู่กับงานที่ทำอยู่ว่าพัวพันแค่ไหน) จะทานพวกก๋วยเตี๋ยว หรือไม่ก็ราดหน้า หรือไม่ก็ส้มตำครับ อาจตามด้วยขนมหวานบางมื้อ

c. ส่วนมื้อดึก ช่วง 5 ทุ่มถึง ตี 1 (ผมนอนดึกทุกคืนครับ) จะเป็นผลไม้ 1 จาน

ปัจจุบันผมขับถ่ายทุกวัน วันละ 1 ครั้ง เวลาดี ระหว่าง 6 โมงเช้า ถึง 7 โมงครึ่งเช้า (ต่อด้วยเช็ดตัว ทำความสะอาด เสร็จประมาณ 8:30-9:00 น.ทุกวัน) ที่ผมอธิบายถึงตรงนี้ เพื่ออธิบายให้ทุกคนเห็นว่า ผมค่อนข้างให้ความสำคัญกับการขับถ่ายที่สัมพันธ์กับการดำเนินชีวิต และที่สำคัญ ผมเป็นทุพพลภาพต้องมีปัญหาเรื่องการขับถ่ายแน่ๆ แต่ผมดูแลให้ถ่ายทุกวัน

ยกเว้นว่า ถ้าผมมีงานเร่งด่วนที่ต้องจัดการ อาจเปลี่ยนโปรแกรมไปถ่ายตอน 5ทุ่มถึงเที่ยงคืนแทน หรือไม่ถ้ามีเหตุจำเป็นจริงๆ เช่น พี่เลี้ยงมีธุระต้องกลับบ้าน ผมอาจจะอดทนถึง 2-3 วัน แต่ผมก็จะลดปริมาณอาหาร หรือเปลี่ยนลักษณะอาหารให้มีของเหลวมากขึ้น คือต้องมีการวางแผน พอพี่เลี้ยงจะกลับ ก่อนแกกลับก็ทานเต็มที่ พอพี่เลี้ยงมาถึงก็ถ่ายตอนเช้าพอดี

เพราะพี่เลี้ยงเป็นชาวจังหวัดศรีสะเกษ นั่งรถไฟมาถึงสถานีบางเขนก็ตี 4-ตี 5 ดังนั้นจึงมาถึงบางบัวทอง ก็ ตี 5-6 โมงเช้า ครับ

ย้อนกลับเข้าสู่หัวข้อกันนะครับ ดังนั้นผู้อ่านทุกท่านจะเห็นว่า ผมจึงมีการวางแผนเรื่องการขับถ่ายพอสมควร หวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่ทุกคนครับ

เริ่มจาก รพ.ที่ 2 ผมจำข้อมูลอะไรไม่ได้เลย กินก็น้อย เครียดก็เครียด จึงไม่มีจิตใจไปสังเกตุอะไร ถือว่าคุณภาพชีวิตแย่มาก หลังจากย้ายมาพญาไท 1 ผมก็มีเวลาให้กับตัวเองมากขึ้น

แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ ทั้ง 2 แห่งให้ผมทานยาช่วยขับถ่าย ที่เรียก MOM (Milk of Magnesium) ที่เป็นยาน้ำสีขาวขุ่น ต้องดื่ม 1 แก้วเล็กๆ ทุกวัน (น่าจะประมาณ 30 cc. ถ้าจำไม่ผิดนะครับ) ข้อมูลเพิ่มเติมนะครับ ขวดหนึ่งน่าจะ 25-30 บาท

ในความรู้สึกของผมมันคือยาครับ แรกๆ เมื่อผมทานยานี้ สามารถประมาณการได้เลยว่าอีก 8-12 ชั่วโมง ผมจะต้องถ่ายแน่นอน หมายถึงถ่ายเองเลยนะครับ ไม่ต้องมีลูกสวน ผมอยู่ที่พญาไท 1 ผมมั่นใจว่า ผมถูกใช้ลูกสวนไม่เกิน 5 ครั้ง

ซึ่งมีอยู่ 2 ครั้งแรก ที่ผมถูกสวนด้วยลูกสวนขนาดกลาง (ในความคิดผม มันใหญ่มากๆ) ผมจึงขอให้ทาง รพ. เปลี่ยนเป็นขนาดเล็กสุด ที่ใช้สำหรับเด็กทารก เพราะผมคิดเอาเองว่า ถ้าใช้ลูกสวนลูกใหญ่แล้ว ก็ต้องใช้ใหญ่ตลอดไป หรือต้องใช้ใหญ่ขึ้น หรือใช้หลายลูกมากขึ้น ดังนั้นถ้าเราใช้ลูกเล็กไว้ก่อนย่อมจะดีกว่า แต่สำหรับตอนที่ยังอยู่โรงพยาบาล การจะต้องใช้ลูกสวนเป็นประจำ ผมยังมั่นใจกับร่างกายตัวเองว่า คงจะยังอีกนาน

ขณะอยู่โรงพยาบาล ผมกับน้องๆ ทดลองหลายครั้ง โดยงดดื่มยา MOM แต่ปรากฏว่าไม่ถ่ายจึงต้องให้นางพยาบาลมาสวนด้วยลูกสวนให้ และก็ทดลองว่าถ้าไม่ถ่าย 2 วันเป็นอย่างไร ก็เป็นตามธรรมชาติครับ อุจจาระจะเป็นก้อนเล็กๆ แข็งๆ ผมเรียกเม็ดกระสุน ซึ่งถือว่าไม่ดีเลย คนปกติเรียกว่าเป็นท้องผูก

(โดยปกติแล้ว เมื่อของเสียของมนุษย์เรา มาหยุดรอที่ลำไส้ใหญ่ แล้วเราไม่ถ่าย จะด้วยสาเหตุใดก็ตาม ลำไส้ใหญ่ไม่สนใจครับ มันจะทำหน้าที่ของมันครับ มันจะดูดน้ำออกจากของเสียครับ ทำให้ของเสียหรืออุจจาระค่อยๆ แห้งลงๆ ขนาดเล็กลง ทำให้ฝืดเวลาขับถ่าย)

ต่อมาผมสังเกตุเห็นการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับการขับถ่าย คือเวลาเริ่มมั่วแล้วครับ กะเกณฑ์เวลาไม่ได้เลย

ใน 1 สัปดาห์จะมีอยู่ 1 วันที่ผมจะทานแต่ผัก และผลไม้ทั้ง 3 มื้อ เพื่อให้เป็นการเคลียร์ลำไส้ใหญ่

และในการทานอาหารแต่ละวันผมจะมี " อาหารที่เป็นตัวชี้วัด " เพื่อให้น้องๆ ได้ช่วยกันสังเกตุว่าอาหารที่ทาน ถูกเคลียร์ทุกวัน เช่น

- ข้าวโพด เนื่องจากกากของมันจะเหนียว ทำให้เราสังเกตุเห็นเปลือกหุ้มเมล็ดข้าวโพดที่ใสๆ ได้
- ลูกแก้วมังกร ภายในผลจะมีเม็ดสีดำ คล้ายงาอยู่ทำให้สังเกตุเห็นได้ง่าย
- ลองกอง จะมีกลิ่นเฉพาะ (ผมคิดว่าเป็นกลิ่นยางของมัน เวลาแกะเปลือกจะมีกลิ่นยางที่มีกลิ่นคล้ายกัน) ทำให้สังเกตุได้
- เฉาก๊วย ที่มีสีดำ จะปะปนมากับอุจจาระ เห็นชัดเจน
- แครอท สีส้มก็เด่นเหมือนกัน สะดุดตาทันที
- ส้มโอ ก็จะมีกากที่ทำให้สังเกตุเห็น แต่ต้องสังเกตุมากหน่อย เป็นต้น

ผมอยากให้คนป่วยลักษณะคล้ายผม นำไปประยุกต์ใช้ และถ้าใครมีเทคนิคดีๆ ก็อย่าลืมแนะนำกันใน comment ด้วยนะครับ หรือจะส่งเป็น email มาก็ได้ จะได้นำมาเพิ่มเติมใน blog นี้

หลังจากออกจากพญาไท 1 มาอยู่ที่บ้าน ผมก็ยังคงดื่ม MOM อยู่ แต่ปัญหาเรื่องเวลาของการถ่าย ที่คาดเดาไม่ได้นั้น สร้างปัญหาเกี่ยวกับการทำงานให้ผมมาก เพราะผมเริ่มรับพนักงานมาทำงาน และใช้บ้านทำเป็น office ซึ่งทำให้พื้นที่เชื่อมถึงกันหมด ดังนั้นเวลาผมทำงานอยู่ช่วงกลางวัน แล้วถ่าย ก็ต้องให้พนักงานออกไปข้างนอก เกรงใจน้องๆ เขาเรื่อง "กลิ่น"

ต่อมาผมเริ่มมีแขกมาเยี่ยมที่บ้าน คุยกันอยู่ดีๆ ก็ถ่ายครับ กลิ่นเริ่มมา แต่การสนทนายังไม่จบ ผมต้องเอาผ้าขนหนูปิด เพื่อกลบกลิ่นไว้ กว่าจะคุยเสร็จ สายสวนก็ติดเชื้อที่อยู่ในอุจาระเข้าไปแล้ว ทำให้ผมมีความเสี่ยงติดเชื้อในอุจจาระอีก แล้วก็มีเชื้อจริงๆ ครับ เพราะผมจะตรวจเชื้อเป็นระยะๆ เมื่อนางพยาบาลมาเปลี่ยนสายสวนให้ จะเก็บปัสสาวะไปตรวจ

ดังนั้นแล้ว ไม่ต้องคิดมาก สวนเลยครับ ทุกๆ เช้า แต่พอบางวันที่เป็นวันหยุด แล้วไม่สวน คราวนี้ไม่ถ่ายเลยครับ อย่างนี้ก็ " ติดลูกสวน " เรียบร้อยโรงเรียนจีนซะแล้ว

จากนั้นก็ทดลอง สวนอย่างเดียว ไม่ดื่มยา MOM ปรากฏว่า ก็ไม่สามารถถ่ายได้ครับ แย่แล้วซิครับ ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ ต้องหาแนวทางแก้ไขแล้วครับ ไม่งั้นนานๆ เข้า แย่แน่ๆ กลายเป็นว่าติดทั้งลูกสวน ทั้งยา MOM

แต่ยังถือว่า การเลือกใช้ลูกสวนขนาดเล็กสุดก่อนเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นดังที่คาดการณ์ไว้ เพราะลำดับขั้นของการพัฒนาการที่แย่ลงๆ เริ่มขึ้นแล้ว จากลูกสวน 1 ลูก เป็น 2 ลูก เป็น 3, 4 และ 5 ในที่สุด ซึ่งส่งผลจนถึงปัจจุบันนี้ ผมต้องใช้ลูกสวนประมาณ 3-5 ลูก ขึ้นอยู่กับเวลาที่ถ่าย ปริมาณน้ำที่ดื่ม และอาหารที่ทานเข้าไป เพราะถือว่าเป็นปัจจัยของ ของเสีย(อุจจาระ)

สำคัญมากๆ เลยครับ หลังจากออกจากโรงพยาบาลพญาไท 1 มาประมาณ 2 ปี ผมก็ตัดสินใจเลิกดื่มยา MOM แล้วหันมาดื่มยาคูลย์แทน โดยทดลองจาก 1 ขวด ผลไม่ถ่ายครับ จนเป็น 2 และ 3 ขวดตามลำดับ ทุกวันนี้ก็ยังคงทาน 3 ขวดเป็นประจำทุกวัน

และในบางช่วง ก็จะใช้นมตราหมี (กระป๋องเหล็ก) เป็นตัวเสริม ถ้าช่วงไหนอุจจาระเริ่มจะแข็ง ก็จะดื่มนมตราหมี 2 แก้วในวันถัดไป อุจจาระจะเหลว ทำให้ถ่ายง่ายขึ้นหลายวัน เพราะฉะนั้นพอจะสรุปความถี่ได้ว่า ต้องดื่มนมตราหมีประมาณสัปดาห์ละ 1 แก้ว (2 กระป๋อง)

ผมเล่ายาวเลยครับตอนนี้ ถ้าผู้ป่วยคนไหน มีเคล็ดลับดีๆ ในเรื่องนี้ ก็ช่วยเขียนแนะนำใน comment ได้นะครับ หรือจะส่งทาง email ก็ได้ ส่วนใครที่มีปัญหา จะลองนำประสบการณ์ของผมไปปรับใช้ให้เข้ากับตัวเองบ้างก็ได้ และถ้ามีคำถาม ก็เขียนใน comment เช่นเดียวกันครับ

ตอนหน้าผมขอพูดถึง การทำกายภาพบำบัด อีกครั้งนะครับ


ขอบคุณครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล
mobile : 086-314-7866
email : preeda.limnontakul@gmail.com,
update : April 13, 2007

แนวทางรักษาการติดเชื้อ

หลังจากที่ผมติดเชื้อจาก รพ. ที่ 2 มาค่อนข้างรุนแรง ในเบื้องต้นเมื่อมาอยู่ที่พญาไท 1 ผมมีอาการไข้ขึ้นสูงที 39-39.5 องศาเซลเซียสตลอด ร้อนๆ หนาวๆ

เวลาร้อน ต้องใช้น้ำแข็งผสม แล้วเช็ดตัว โดยเฉพาะแนวไขสันหลังด้านหลัง ชั่วโมงต่อมาก็รู้สึกหนาว ต้องเอาน้ำอุ่น เช็ดตัวและแนวไขสันหลังเหมือนเดิม สลับกันไปอย่างนี้วันละหลายรอบ

รวมถึงตัดสินใจไม่เปิดแอร์ (เครื่องปรับอากาศ) ในห้องเลย สงสารคนเฝ้า คนมาเยี่ยม และทีมงานนางพยาบาล-ผู้ช่วยฯ เหมือนกัน แต่ถ้าเปิดก็จะรู้สึกหนาวมาก อยู่ไม่ได้

อาการไข้ เป็นอาการแสดงออกของการติดเชื้อที่มีหลายลตัว ดังนั้น " แนวทางในการรักษาอาการติดเชื้อ " ของผมจึงดูจะซับซ้อน ต้องทดลองให้ยา และเก็บข้อมูล วิเคราะห์กันตลอด ผมขอสรุปเป็นลำดับขั้นตั้งแต่ต้นจนจบรวดเดียว เพื่อง่ายต่อการแยกเรื่อง-เนื้อหา ให้ผู้อ่านไม่สับสนครับ

1. เริ่มจากผมติดเชื้อหลายตัว (ถ้าจำไม่ผิด 4 เชื้อครับ)ทั้งในกระเพาะปัสสาวะ และที่แผลกดทับ และประกอบกับเนื่องจาก รพ. ที่ 2 ใช้ยาปฏิชีวนะที่แรงที่สุดมาแล้ว คุณหมอจึงตัดสินใจใช้ยา ถึง 3 ชนิด (หรือ 3 ตัวยา) พร้อมๆ กัน ซึ่งรายละเอียดของยาแต่ละตัวผมจำไม่ได้ แต่จะมีความถี่ในการให้ยาแต่ละตัวต่างกัน เช่น ยาตัวที่ 1 ให้ทุกๆ 8 ชั่วโมง ตัวที่ 2 ทุก 12 ชั่วโมง และอีกตัวทุก 24 ชั่วโมง ทั้งหมด 6 ครั้งต่อวัน โดยการฉีดยาผสมเข้าไปในน้ำเกลือ

ถึงตรงนี้ต้องขอบพระคุณคุณหมอ ที่อนุญาติให้ทางผมสามารถไปซื้อยาจากนอกโรงพยาบาลได้ แต่ทางผมต้องรับผิดชอบในคุณภาพของยาเอง และต้องเสียค่าบริการในการฉีดยาเข้าน้ำเกลือต่อครั้งต่างหาก ทำให้สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้นับแสนบาท เพราะยาแต่ละชนิดมีราคาต่อ "โดส" สูงมาก (ถ้าไม่ได้เงินประกันชีวิต ผมคงแย่ไปแล้ว เรื่องประกันชีวิต ใกล้จะกล่าวถึงเร็วๆ นี้)

2. หลังจากได้รับยาต่อเนื่องตลอด 1 เดือนดูจะยังไม่มีอะไรดีขึ้น คุณหมอแจ้งว่าจะต้องลดปัจจัยอื่น คือต้องรีบผ่าตัด เพื่อปิดแผลกดทับก่อน โดยคุณหมอให้ผมเตรียมตัวอีก 10-15 วันจะผ่าตัด แต่รู้สึกว่าเกี่ยวกับรายงานอาการเป็นไข้ของผม คุณหมอเห็นท่าไม่ดี จึงขอผ่าตัดด่วนก่อนกำหนด 1 สัปดาห์

ผมเคยถามคุณหมอว่า " มีอะไรที่ผมต้องทำบ้างไหม (ผมหมายถึงการปฏิบัติ หรือการดูแลเรื่องทานอาหาร หรืออะไรก็ได้ที่ต้องทำเป็นพิเศษ) เพื่อช่วยคุณหมอ หรือทำให้มันดีขึ้น " คุณหมอบอกว่า เท่าที่ผมอดทนกับอาการที่คอ การเป็นไข้ และต้องนอนตะแคงตลอด เท่านี้ก็ถือว่าอดทนมากพอแล้ว ต้องผ่าตัดให้เร็วที่สุด

3. หลังการผ่าตัด (รายละเอียด ผมจะกล่าวถึงในตอนอื่นนะครับ อย่างที่บอกไว้ คือจะแยกเป็นเรื่องๆ ให้ เพื่อง่ายต่อการอ่านครับ) ของแผลกดทับ ซึ่งจริงๆ แล้วแผลยังไม่พร้อม เนื่องจากเนื้อยังไม่เต็มแผล แต่คุณหมอรอไม่ได้ เป็นไข้ตลอด

4. จากนั้นอีก 1 สัปดาห์ปรากฏว่าเชื้อหายไป 1 ตัว แต่ไข้ก็ยังไม่ลดลง คุณหมอจึงนำด้ายที่ผ่าตัด ซึ่งถือว่าสัมผัสเนื้อใต้ผิวหนังที่ผ่ามาปิดแผลไปตรวจ เพื่อดูว่าเชื้อยังอยู่ที่แผลอีกหรือไม่ (จากสถานการณ์นะครับ ผมวิเคราะห์เอาเองว่า คุณหมอคงไม่ซีเรียสกับเชื้อในกระเพาะปัสสาวะ แต่ซีเรียสเชื้อที่แผลกดทับมากกว่า) ปรากฏว่ายังมีเชื้ออยู่ จึงรับยาต่อเนื่อง แต่เหลือเพียง 4 โดสต่อวัน

5. ผ่านไปอีกสัปดาห์ อาการไข้ผมลดลง แผลที่ก้นกบผมดีขึ้นมาก คุณหมอว่า หายห่วงแล้ว ผมยังคงต้องรับยาต่อแต่เหลือเพียง 2 โดสต่อวัน และยาบางตัวให้เปลี่ยนมาทานเป็นยาเม็ดแทน ซึ่งยาเม็ดเหล่านี้ ช่วงที่กลับบ้านยังคงต้องทานอยู่

6. ตอนนี้เชื้อในกระเพาะปัสสาวะผมเหลือแค่ตัวเดียวแล้ว คือ "สูโดโมแนส" นั่นเอง ผมจำได้ว่าเชื้อตัวนี้เท่าที่ผมอ่านเจอในหนังสือ ร้ายกาจมาก ตายยาก สาเหตุเพราะว่า

มันเป็นเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเราก็รู้อยู่แล้วว่า เชื้อแบคทีเรียจะแตกตัวแบบทวีคูณ (คือ จาก 1 เป็น 2, จาก 2 เป็น 4 เป็น 8 เป็น 16 หมายถึงแตกตัวแบบเท่าตัว หรือคูณ 2 ไปเรื่อยๆ) แค่นี้ก็ร้ายแล้วครับ

จากนั้นเจ้านี้ก็เก่งมากครับ มันจะปล่อยเอมไซน์ออกจากตัวของมันครับ เจ้าเอมไซน์จะไปทำให้บริเวณผิวกระเพาะปัสสาวะเป็นรู หรือโพรง จากนั้นมันก็เข้าไปฝังตัวในผนังของกระเพาะปัสสาวะ และโผล่บางส่วนของตัวมันออกมา เพื่อแตกตัวแบบทวีคูณต่อ เป็นไงครับ เข้าท่าไหมครับ มันเก่งมากเลยครับ (นี่เป็นข้อมูลที่ผมอ่าน แล้วจดจำได้ ซึ่งผมก็ไม่มั่นใจเท่าไหร่ว่าถูกต้อง 100% ไหม หนังสือที่อ่านก็ไม่รู้ไปไว้ไหน ผมจึงรอผู้รู้จริงทุกท่านเข้ามาช่วยตรวจทาน แก้ไข เพื่อเป็นวิทยาทานครับ)

ผมกลัวเชื้อแบคทีเรียตัวนี้มาก ผมยอมรับเลยว่า ทำให้คนอย่างผมเครียด กว่ารู้ว่าเป็นทุพพลภาพอีก แต่สุดท้ายผมก็ต้องอยู่กับมันให้ได้ ดังนั้นการดื่มน้ำมากๆ ก็ทำให้ช่วยไล่ลูกหลานของมันตลอดเวลานั่นเอง หรือเป็นการลดความเข้มข้นของปริมาณของเชื้อต่อหน่วยของน้ำปัสสาวะที่อยู่ในกระเพาะปัสสาวะได้เช่นเดียวกัน ทำให้ปัจจุบันผมดื่มน้ำไม่ต่ำกว่าวันละ 2-3 ลิตรทุกวัน ปฏิบัติได้อย่างนี้แล้ว หลังจากกลับมาอยู่บ้าน ผมยังไม่เคยเป็นไข้เนื่องจากเชื้อสูโดโมแนสเลย

ดังนั้นพอจะสรุปได้ว่า คุณหมอแก้ไขการติดเชื้อหลายตัว ด้วยการให้ยาหลายชนิด และเมื่ออาการไม่ดีขึ้นจึงรีบผ่าตัดปิดแผลกดทับ เพราะน่าจะเป็นต้นเหตุหลัก ให้ยาต่อเนื่องจนไข้ลดลง และสู่สภาวะเฝ้าระวังเชื้อได้

ผมคงจะไม่รู้ทางด้านเทคนิคอะไรมาก ผมรู้แต่ว่าตอนนี้ ผมมีเพื่อนสนิทอีกตัว ชื่อสูโดโมแนส ไม่ใช่อีกตัวซิ ต้องบอกว่าอีกหลายล้านตัวต่างหาก

ตอนหน้าผมขอพูดถึงเรื่อง การขับถ่ายกับ ยา MOM ครับ ใครคิดว่าเรื่อง " อุนจิ อุนจิ " เป็นเรื่องสำคัญลองติดตามนะครับ เพราะสำคัญจริงๆ


ขอบคุณครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล
mobile : 086-314-7866
email : preeda.limnontakul@gmail.com
update : April 13, 2007

นางพยาบาล มืออาชีพ

ทำไมผมถึงขึ้นชื่อตอนว่า " นางพยาบาล มืออาชีพ " เหรอครับ ก็เพราะว่าผมรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ

เริ่มจากการเข้ามาดูแลของผู้ช่วยพยาบาล และนางพยาบาล เป็นปกติ ผมสังเกตุการดูแลตลอด เรื่องการฉีดน้ำเกลือ ปกติดี การพูดจาดี เป็นกันเอง การทำความสะอาด (หมายถึงเช็ดตัว) ของผู้ช่วยฯ ถือว่าก็อยู่ในระดับปกติยังไม่มีอะไรพิเศษ แม่บ้านที่เข้ามาทำความสะอาดก็มาตามกำหนดเป็นประจำ และบังเอิญว่าถึงคิวล้างแอร์ประจำเดือนในห้องพิเศษ ที่ผมพักพอดี สุดท้ายทางโรงพยาบาลกำลังไล่เปลี่ยนโทรทัศน์ทั้งโรงพยาบาล เป็น sony ทุกอย่างดู active ไปหมด ผมคิด..... และรู้สึกสบายใจ

เพราะอย่างน้อย คุณรู้ไหมครับ ผมช่วยทดสอบโทรทัศน์ sony ให้ทางโรงพยาบาลด้วยการเปิดโทรทัศน์ตลอด 24 ชั่วโมง ปิดนับครั้งได้ ไม่น่าเกิน 10 ครั้ง ตลอด 2 เดือน ดีมากครับ ไม่เกเร-งอแงเลย ช่วยยืนยันได้

ถึงขั้นตอนสำคัญแล้วครับ การเปลี่ยนสายสวน ผมสังเกตุ และถาม ในสิ่งที่ผมทราบอยู่แล้ว ผมพอใจ ในคำตอบและการปฏิบัติที่ถูกต้อง แถมยังเป็นเรื่องปกติของที่นี่ ดังนั้นผมจึงยังคงไว้วางใจให้นางพยาบาลที่นี่ ไปดูแลผมที่บ้านในการเปลี่ยนสายสวนจนถึงทุกวันนี้

ผ่านไป 1 สัปดาห์ ผม คุณแม่ แฟน น้องๆ เริ่มสนิท คุ้นเคยกับทีมงานนางพยาบาล-ผู้ช่วยฯ

พี่ๆ พยาบาลบางคนเริ่มมานั่งคุยเล่นกับผม หลังออกเวร พวกเราแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน เล่าสู่กันฟังหลายๆ เรื่อง จนถึงเรื่องขำๆ ตลกๆ ที่ว่า ตอนแรกที่ผมมาที่พญาไท 1 ใหม่ๆ ทุกคนประเมินว่าผมต้องแสบแน่ๆ ถึงย้ายจากโรงพยาบาลเดิมมา แต่เมื่อสนิทกันก็เป็นเรื่องตลกไป

เวลาที่นางพยาบาล และผู้ช่วยฯ จะเข้ามาเช็ดตัว ต้องใช้ถึง 6 คนทำให้ เหลือไปดูแลผู้ป่วยห้องอื่นน้อยลง ทำให้ความพยายามของทีมนางพยาบาล ที่กำลังทำเรื่องขอเพิ่มนางพยาบาล และผู้ช่วยฯ ก่อนหน้านี้สำเร็จลุล่วง เพราะแค่พลิกตัวผมก็ 4 คนเข้าไปแล้ว

เนื่องจากระเบียบการดูแลทำความสะอาดร่างกาย (เช็ดตัว) คนไข้ของที่นี่ 2 แบบ คือใช้น้ำอุ่นเช็ดตัว หรือผ้าอบสมุนไพรเช็ดตัว แต่ผมก็จะยังไม่รู้สึกสบายตัว อาจจะเป็นเพราะว่าผมมีไข้สูงจากการติดเชื้อด้วย ทำให้มีพี่นางพยาบาลคนหนึ่ง ที่เห็นใจ และเต็มใจมาเช็ดตัวให้ใหม่เกือบทุกวัน นี่ก็เป็นความรู้สึกดีๆ อีกเรื่องครับ

มีอยู่วันหนึ่ง ผมท้องเสียทำให้ถ่ายท้องถึง 6 ครั้ง ก็ต้องเดือดร้อนผู้ช่วยพยาบาลแล้วครับ แต่พี่เขา (อายุประมาณ 40 กว่าปี) ไม่มีสีหน้าโกรธ หรือแสดงความรู้สึกไม่พอใจแต่อย่างใด เข้ามาทำให้ถึง 3 ครั้ง อีก 3 ครั้งก็มาดูแลเปลี่ยนกันหลายคน เหตุการณ์นี้ก็รู้สึกเกรงใจ ปนความรู้สึกดี

โดยปกติผมจะเป็นคนร่าเริง กระตือรือล้น ทุกวัน และผมทำงานเกือบทุกวัน (ผมทำงานตั้งแต่อยู่โรงพยาบาลที่ 2 แล้ว ผมอาจจะเขียนถึงงานที่ทำระหว่างอยู่ รพ. ในโอกาสต่อๆไป) มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผมเครียดมากเนื้องจากปัญหาของงาน แล้วไม่พูด ไม่จา สีหน้าก็ดูรู้ว่ากำลังคิดมาก นางพยาบาลที่มาดูแล ก็ไปบอกทุกคน ทำให้ทั้งนางพยาบาล และผู้ช่วยฯ ทยอยมาเยี่ยม และให้กำลังใจ ถามไถ่ว่าเป็นอะไร รู้สึกดีครับ ช่างต่างจากที่ที่ 2 อย่างชัดเจน

ตั้งแต่มาถึงที่พญาไท 1 ความสำคัญของแผลกดทับมาเป็นอันดับ 1 ตามด้วยเรื่องติดเชื้อที่สำคัญไม่แพ้กัน (งั้นอันดับที่ 1.000001 ก้แล้วกัน) ทำให้ผมต้องนอนตะแคงซ้าย-ขวา สลับกันทุก 2 ชั่วโมง และผมก็ได้รับการดูแลเรื่องนี้เป็นอย่างดี แต่มีอยู่ช่วงหนึ่งครับที่ ผมปวดหัวไหล่ และลำคอมาก จึงขอคุณหมอทานยาคลายกล้ามเนื้อหลายติดต่อกันหลายวัน คุณหมอจึงไม่อนุญาติ พี่พยาบาลเห็นผมปวดจึง เข้ามาให้กำลังใจบ่อยๆ และยังบอกต่อกัน พอเปลี่ยนกะ ก็มาเยี่ยมกันอีก เรื่องนี้ผมก็รู้สึกดีเช่นกัน

นี่ก็เป็นตัวอย่างของความรู้สึกที่มีกับทีมนางพยาบาล และผู้ช่วยพยาบาลครับ

ตอนหน้าผมจะขอเข้าเรื่อง การรักษาอาการติดเชื้อครับ เพราะก็ยังคงมีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นอีก


ขอบคุณครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล
mobile : 086-314-7866
email : preeda.limnontakul@gmail.com
update : April 10, 2007

น้ำหนักตัว กับแผลกดทับ

เริ่มจากข้อมูลเรื่องน้ำหนักก่อนครับ ผมสูง 175 เซนติเมตร หนักเพียง 54 กิโลกรัม จัดว่าเป็นคนผอม ผมควรจะหนักประมาณ 65 กิโลกรัม (จากสูตร ความสูง-110 = 175-110 = 65 กิโลกรัม)

หลังได้รับการผ่าตัด ผมเจ็บคอมาก จึงทานได้อาหารได้น้อย (รับน้ำเกลือเป็นหลัก) จนน้ำหนักเหลือเพียง 44 กิโลกรัมเมื่อมาถึงพญาไท 1 สงสัยจะรวมความเครียดเข้าไปด้วยทั้งแผลกดทับ และเรื่องติดเชื้อ

ผมทานอาหารได้มากขึ้นเมื่อมาที่พญาไท 1 เพิ่มมาอยู่ที่ 50 กิโลกรัมจนออกจากโรงพยาบาล ปัจจุบันผมมีน้ำหนักประมาณ 60 กิโลกรัม ผ่านมา 5 ปี 5 เดือนพอดี

มุมมองของผมเกี่ยวกับ " น้ำหนักตัว " จะมีผล หรือส่งผล หรือสัมพันธ์กับ " แผลกดทับ " โดยตรง ผมจะลำดับความคิด และเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับน้ำหนักดังนี้ครับ

1. ตอนที่ผมมีน้ำหนักน้อย คือ 44 กิโลกรัม ทำให้ผมผอมและเกิดปุ่มกระดูก หมายถึงจับตรงไหนก็เจอแต่กระดูก โดยเฉพาะบริเวณที่ถูกกดทับ ถ้าเรานอนมากๆ โอกาสที่จะเกิดแผลกดทับบริเวณที่มีเนื้อบางแล้วถึงกระดูกเลย ก็จะมีสูงกว่า ถ้ามีความหนาของเนื้อมาก ก็จะดีกว่า

2. เมื่อผมมาถึงพญาไท 1 ทีมพยาบาลแนะนำทันทีเรื่องเตียงลม ถ้าใช้เตียงลมก็จะลดโอกาส การเป็นแผลกดทับได้มาก ข้อนี้ผมยืนยันได้ 1,000% เพราะปัจจุบันนี้ ผมกับเตียงลมเป็นเพื่อนซี้กันมาก แยกจากกันไม่ได้ ถ้าไม่มีเตียงลมผมคงแย่

ดังนั้นเตียงลมจะทำให้การนอนนานๆ ของเราเกิดการเฉลี่ยจุดรับน้ำหนักของตัวเราเองได้อย่างสม่ำเสมอ เพราะมันจะทำงาน 4 step คือ

step 1. เนื่องจากเตียงลมจะมีลักษณะเป็นลูกฟูกตามแนวขวางของร่างกายประมาณ 25-30 ลูก เรียงตามลำดับเลขคู่ เลขคี่ คือหมายถึงสลับกันเป็น 2 ชุด แต่ละชุดถูกเชื่อมด้วยท่อลม จึงมี 2 ท่อ และท่อลมต่อเข้ากับปั๊มลม ซึ่งมีส่วนควบคุมการทำงานอยู่ โดย step แรกจะปั๊มลมเข้าท่อลมชุดแรก ทำให้ลูกฟูกพลาสติกโป่งขึ้น ส่วนอีกชุดของลูกฟูกก็จะแฟบ

step 2. เมื่อผ่านไป 5 นาที ปั๊มลมจะทำงานให้ชุดลูกฟูกอีกชุดโป่งขึ้น ในขณะที่จะระบายลมออกจากลูกฟูกชุดเดิม ทำให้เกิดการทำงานสลับกัน อย่างนี้แล้วก็ทำให้เป็นการสลับตำแหน่งจุดรับน้ำหนักของร่างกาย

step 3. เมื่อผ่านไปอีก 5 นาที ปั๊มลมก็จะทำงานปล่อยลมเข้าท่อลมอีกชุดที่แฟบ ในขณะที่ไม่ระบายลมออกจากท่อลมชุดลูกฟูกที่ยังโป่ง หรือเต่งอยู่ ทำให้ลูกฟูกเต่งทุกลูก ก็ถือว่าเป็นการเฉลี่ยน้ำหนักบนจุดรับน้ำหนักเข้าไปอีก

step 4. เมื่อผ่านไปอีก 5 นาที เครื่องจะระบายลมออกจากท่อลมทั้ง 2 ท่อ ลูกฟูกจึงแฟบทั้งหมด เป็นเช่นนี้สลับกันไปตลอด

พอพูดถึงเตียงลม ขอกล่าวถึงความรู้สึกดีๆ ที่พญาไท 1 ควบคู่กับข้อแนะนำนะครับ คือว่า ค่าบริการเตียงลมต่อวัน ณ ขณะนั้นผมจำไม่ได้ว่าเท่าไหร่ แต่อยู่ในเกณฑ์ 300-400 บาท/วัน แน่นอน ดังนั้นถ้าต้องใช้ทุกวัน 1 เดือนก็ต้องเสียค่าบริการ 9,000-12,000 บาทแน่ๆ ผมแนะนำให้ซื้อใหม่เลย เพราะอย่างไรก็ต้องนำไปใช้ต่อที่บ้านอยู่ดี และทางโรงพยาบาลก็ยินยอมให้ทางเราซื้อมาใช้ โดยไมต้องเช่ากับทางโรงพยาบาล ผมถือว่าตรงนี้โรงพยาบาลไม่เอาเปรียบผู้ป่วยที่ก็มีความทุกข์อยู่แล้ว คือเห็นใจกัน

3. เมื่อน้ำหนักค่อยๆ เพิ่มขึ้น ผมก็มีความคิดว่าจะไม่ให้น้ำหนักเพิ่มมากไปกว่านี้เนื่องจากผมกังวลใจว่าผมจะใช้ข้อมือยันตัวไม่ลอยลจากพื้น คือหมายถึงไม่ให้หนักไปกว่านี้ เพราะอาจทำให้กดติดเตียงและมีโอกาสเกิดแผลกดทับ และถ้าหนักมากผมก็จะเคลื่อนตัวลำบาก

4. แต่สุดท้ายเมื่อผมมีน้ำหนักถึง 60 กิโลกรัม ผมก็ปรับความคิดนิดหน่อย เพราะว่าตอนที่ผมมีน้ำหนักไม่ถึง 60 kgs. ถ้าผมนั่งนานก้นจะแดง แต่เมื่อถึง 60 kgs. ก้นกลับไม่แดง ขนาดนั่งทั้งวันก็ไม่เป็นอะไร

ดังนั้นแล้ว ผมอยากให้ผู้อ่านที่เป็นแบบผม ลองหาน้ำหนักที่เหมาะสมให้กับตัวเอง คือไม่ผอมเกินไปจนเกิดปุ่มกระดูก ไม่อ้วนเกินไปจนเป็นภาระในการขยับตัว ยกตัว หรือจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายตัวไปนอกสถานที่ เพราะเราต้องคำนึงถึงสุขภาพของคนที่มาดูแลเราด้วย

เพราะคุณรู้ไหม นางพยาบาลและผู้ช่วยแทบทุกคนมีปัญหาเกี่ยวร่างกายทั้งนั้น จากผลกระทบเรื่องน้ำหนักของผู้ป่วยแล้วจำเป็นต้องช่วยกันเคลื่อนย้าย หลังยอกกันบ่อยๆ เป็นหมอนรองกระดูกเคลื่อนกันก็เยอะ สงสารพวกเขา รวมถึงพี่เลี้ยง หรือคนที่จะมาดูแลคุณที่บ้านด้วย

เรื่องเกี่ยวกับน้ำหนักตัวคงจะพอแค่นี้ ถ้ามีตอนไหนที่เกี่ยวข้องก็จะรีบแทรกเนื้อหาทันที เพราะว่าตอนนี้เท่ากับผมให้ข้อมูลจนถึงปัจจุบันไปแล้ว

งั้นผมของเพิ่มเติมข้อมูลของคุณหมอ consult อีก 2 ท่านครับ คือ

พอวันที่ 2 คุณหมอ อนันตศักดิ์ ก็เข้ามาเยี่ยม ดูสีหน้าหนักใจ เนื่องจากผมติดเชื้อในเกณฑ์ขั้นรุนแรง ทั้งที่แผลกดทับที่ก็มีขนาดถึง 7 เซนติเมตรได้ กินลึกถึงกระดูก เห็นเส้นเอ็นด้วย ส่วนกระเพาะปัสสาวะก็ทราบผลจากการเพาะเชื้อ ว่ามีหลายตัว เบ็ดเสร็จ 4 เชื้อ

อาการไข้ของผมสูงถึง 39-39.5 องศาเซลเซียสตลอด ร้อนๆ หนาวๆ ตลอดเวลา และที่สำคัญที่สุด ที่ รพ. ที่ 2 ใช้ยาแรงที่สุดมาแล้ว คุณหมอถึงกับนั่งยองๆ ข้างเตียง แล้วบอกว่า " ต้องลองดูสักตั้ง "

ต่อมาคุณหมอธีรศักดิ์ก็เข้ามาเยี่ยมเช่นกัน พุดคุยกัน ดูคุณหมอจะยังลังเลใจถึงผลการสรุปว่า ผมเป็นผู้ทุพพลภาพ จะมีเหตุผลอย่างไร คงต้องติดตามต่อในตอนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งคงอีกสัก 2-3 ตอนครับ

คุณหมอ อยากให้ผมทำกายภาพบำบัดที่นี่ ซึ่งผมก็ปฏิบัติตาม แต่เนิ่องจากผมให้ความสำคัญเรื่องแผลกดทับมากกว่า จึงของดทำกายภาพบำบัดที่นี่ คุณหมอก็อนุญาติ ตรงนี้ต้องขอบพระคุณ คุณหมอที่เข้าใจผม และไม่แสดงท่าทีใดๆ เลย ทำให้ผมรู้สึกดี และสบายใจมาก

และที่นี่ มีเรื่องที่ผมรู้สึกดีๆ อีกมากมายครับ

ตอนนี้ผมขอจบแค่นี้ก่อน ตอนหน้าผมขอพูดถึงนางพยาบาลและผู้ช่วยฯ ที่น่าชื่นชมของที่นี่ครับ


ขอบคุณครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล
mobile : 086-314-7866
email : preeda.limnontakul@gmail.com
update : April 10, 2007

บ้านชั่วคราวหลังใหม่ พญาไท 1

ถึงวันที่ผมต้องย้ายบ้านแล้วครับ " บ้านชั่วคราวหลังใหม่ พญาไท 1 "

ตามระเบียบของการขนย้ายผู้ป่วย ต้องมีพยาบาลมาด้วยครับ เป็นครั้งแรกครับที่ผมยังมีสติ แล้วนอนในรถพยาบาล มองทุกอย่างภายในรถ ตามนิสัยชอบสังเกตุ รวมถึงพี่พยาบาลที่นั่งมาด้วย ทำให้ผมนึกถึงสิ่งดีๆ ของ รพ.ที่ 2 เพิ่มได้อีกเรื่อง คือกลุ่มนางพยาบาลในห้อง I.C.U. ที่ดูแลผมดีมาก และยิ้มแย้มแจ่มใส

เมื่อรถพยาบาลมาถึง พญาไท 1 ผมถูกพักเพื่อรอห้องพิเศษที่ห้องฉุกเฉิน คุณหมอที่อยู่เวรประจำห้องฉุกเฉิน ก็ขอตรวจร่างกายเบื้องต้นก่อน เมื่อคุณหมอตรวจดูเอกสารส่งตัว และตรวจมาถึงแผลกดทับที่ก้นกบผม สีหน้าคุณหมอกังวลใจ และก็ขอคุยกับคุณแม่ผม

จากนั้นไม่นาน ผมก็ได้ห้องพิเศษเรียบร้อย พักได้สักพัก คุณแม่ก็บอกผมว่า ผมต้องเข้าผ่าตัดเล็กที่แผลกดทับก่อน เพราะแผลแย่มาก ต้องรีบจัดการ ผม O.K. รู้สึกดีอีกต่างหากที่กำลังจะได้รับการรักษาที่ถูกต้อง แล้วคุณหมอกำธร ก็เข้ามาเยี่ยม และบอกเรื่องการผ่าตัดเล็ก

ถึงตรงนี้ คุณหมอกำธร ถือว่าเป็นคุณหมอเจ้าของไข้ ของผมครับ

จากนั้นอีก ชั่วโมงกว่าๆ ผมก็เข้าห้องผ่าตัดเพื่อถูกตัดเนื้อตายรอบๆ แผลกดทับ เพราะหมอบอกว่า เนื้อตายรอบๆ แผลทำให้ เนื้อใหม่ขึ้นไม่ได้ และต้องทานไข่ขาว วันละ 3 ฟอง

มันต้องอย่างนี้ นี่ซิ ที่ผมต้องการ

ผมค่อยรู้สึกดีกับชีวิตขึ้นมาหน่อยแล้ว และรู้ไหมครับว่าที่นี่ ผมมีคุณหมอที่ต้องคอยดูแล ถึง 4 ท่านครับ คือ

1. คุณหมอกำธร สุขพันธ์โพธาราม (แพทย์ที่ปรึกษาอาวุโสศัลยกรรม) เป็นคุณหมอเจ้าของไข้

2. คุณหมออนันต์ศักดิ์ อภัยวรัตน์ (ขณะนั้นเป็น ผอ.การแพทย์ฝ่ายวิชาการ และหัวหน้าหน่วยโรคติดเชื้อ)ดูแลเรื่องอาการติดเชื้อ

3. คุณหมอธีรศักดิ์ พื้นงาม (แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองและระบบประสาท) รับผิดชอบเกี่ยวกับอาการที่คอ คือระบบไขสันหลัง-เส้นประสาท

4. คุณหมอปราโมทย์ มนูรังษี (แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาศัลยศาสตร์ตกแต่ง) ที่ต้องทำการผ่าตัดแผลกดทับของผม

วันแรกที่พญาไท 1 ผมก็ประทับใจแล้วครับ แต่เชื่อไหมครับ ขณะนี้กลุ่มนางพยาบาล และผู้ช่วยฯ กำลังตั้งข้อสังเกตุกันว่า

" คนไข้ คนนี้ ต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ ถึงย้ายจากที่...........(หมายถึง รพ.ที่ 2) มาที่นี่ "

" พวกเราต้องระวังๆ กันหน่อยนะ "

เพราะว่าพวกเธอยังไม่เห็นผม ยังไม่รู้จักผม อาจเป็นประสบการณ์ของพวกเธอก็เป็นได้

ตอนหน้าผมขอพูดถึงเรื่องน้ำหนักตัวที่มีผลต่อแผลกดทับซะหน่อย เพราะก็สำคัญเหมือนกัน กับเรื่องกายภาพที่พญาไท 1 ด้วยเลยเพราะสั้นๆ และจบได้ตั้งแต่ 3 วันแรกที่เข้ามารักษาตัวที่นี่

ตอนนี้จบแค่นี้นะครับ สั้นหน่อย


ขอบคุณครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล
mobile : 086-314-7866
email : preeda.limnontakul@gmail.com
update : April 10, 2007

ถ้าอย่างนี้ ต้องย้าย(โรงพยาบาล)

ก่อนอื่น ผมอยากจะกล่าวถึงความรู้สึกดีๆ ต่อโรงพยาบาลแห่งที่ 2 ก่อน เริ่มจากคุณหมอทั้ง 2 ท่านที่ทำการผ่าตัดให้ผม เพราะถือว่าประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยม ผมต้องขอขอบพระคุณ คุณหมอทั้ง 2 ท่านมาก ตามด้วย ความจริงใจ และข้อมูลที่ได้รับจากทีมงานนักกายภาพบำบัด-ผู้ช่วยนักกายภาพฯ สุดท้ายคงเป็นเจ้าหน้าที่ ที่ดูแลทางด้านการเงิน ที่ดำเนินการเรื่องสิทธิ์เงินชดเชยต่างๆ

เกือบลืมไปครับสิ่งดีๆ อีกเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกสัปดาห์ คือ ที่นี่จะมีคณะดนตรีอาสาสมัคร (ชาวคริสต์) มาร้องเพลง ดีดกีตาร์ให้คนป่วยฟัง โดยเป็นพรของพระเจ้า หรือเพลงอะไรก็ได้ที่อยู่ในหนังสือเพลงของพวกเขา

จากนี้ไป ทำไมผมถึงต้องมีความคิดว่า " ถ้าอย่างนี้ ต้องย้าย(โรงพยาบาล) " ผมขออธิบายเป็นข้อๆ เพื่อสะดวกในการจัดเรียงข้อมูลในสมองของผม ในการอธิบาย และหวังว่าผู้อ่านจะใช้ดุลยพินิจ ร่วมถึงวิเคราะห์เหตุการณ์เอาเอง เพื่อเป็นความรู้ หรือนำไปประยุกต์ใช้ให้เข้ากับเหตุการณ์ที่ตนเอง หรือคนใกล้ตัวกำลังเผชิญอยู่

สำคัญที่สุด ผมไม่มีเจตนาในการที่จะมากล่าวหาความผิดพลาดของโรงพยาบาล หรือพาดพิง-ใส่ร้ายใดๆ แต่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับตัวผม ข้อย้ำว่าเป็นความรู้สึกของผม กับคนใกล้ชิดผมทุกคนเท่านั้น ซึ่งอาจจะเป็นการ "คิดเอาเอง" "คิดฝ่ายเดียว" หรือ "อาจจะคิดเข้าข้างตัวเอง" ก็เป็นได้ ดังนั้นแสดงความคิดเห็น (comment) ได้นะครับ หรือถ้าใครมีประสบการณ์ใกล้เคียงกับผม อยากจะแชร์ประสบการณ์ ก็เชิญนะครับ

งั้น เรามาเริ่มกันเลยนะครับ เหตุผลที่ต้อง "ย้าย"

1. ผมคิดว่า ผมไม่ได้รับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจนในการเฝ้าระวังถึงอาการของการเกิดแผลกดทับ และการติดเชื้อ ทำให้ผมต้องแสวงหาความรู้ที่ถูกต้องจากหนังสือ จากหอสมุดแห่งชาติ เพราะพวกเรามีความรู้สึกว่า การดูแลรักษาที่ได้รับการปฏิบัติ ค้านหรือขัดแย้งกับคำพูดของคุณหมอที่ดูแล (consult) เช่น

A. แผลกดทับมีลักษณะออกสีเขียว และมีกลิ่น คุณหมอกลับบอกว่า "ดูดี" "ดีขึ้น" "good good" (คือ คุณหมอเป็นคนฟิลิปินส์ครับ)

B. ผมถามถึงวิธีที่ถูกต้อง ก็ไม่ได้รับคำอธิบายที่ชัดเจนเรื่องการเปลี่ยนสายสวน ยังอธิบายแบบผิดๆ และบอกว่าทำอย่างนี้ถูกต้องแล้ว

2. หลังจากที่ผมได้อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วย เพื่อระมัดระวังเรื่องการติดเชื้อ ก็ค่อนข้างมั่นใจว่าได้รับการดูแลผิดวิธีจากนางพยาบาล จึงพูดคุยกับพวกเธอ แต่กลับได้รับความรู้สึกที่พวกเธอ ไม่ค่อยอยากมาดูแลเรา ผมเคยถูกทิ้งอยู่คนเดียว 12 ชั่วโมงทั้งๆ ที่ญาติผมแจ้งกับ "หวอด" (เคาน์เตอร์ที่มีทีมงานรวมตัวกันอยู่) แล้วว่าช่วงเวลานี้จะไม่มีใครมา ติดธุระกัน ฝากผมไว้ด้วย จนผมต้อง comment ไป

ขอแทรกหน่อยนะครับ ผมอยากให้คนไทย รู้จักที่จะ comment คือสิ่งไหนดี ก็ชมเพื่อให้ดำรงไว้ และพัฒนาต่อไป แต่ถ้าสิ่งไหน ไม่ดี ไม่ถูกต้อง ก็ต้องกล้า "ติ" "ตักเตือน" เพื่อให้เกิดการปรับปรุง-แก้ไข

แล้วคนที่ถูก "ติ" หรือได้รับ "คำตักเตือน" ก็อย่ามี ego คือ "อัตตา" หรือ "ความถือตัวเองเป็นสำคัญ" ว่าฉันไม่ผิด ความคิดของฉัน สิ่งที่ฉันกระทำนั้นดีแล้ว โดยไม่สนใจความคิดของคนอื่น แล้วนำมาพิจารณาให้เกิดการพัฒนางาน ทั้งๆ ที่งานโรงพยาบาล คืองานบริการอยู่แล้ว

ถ้าบังเอิญว่าผู้อ่านท่านไหน เป็นฝ่ายโรงพยาบาลพอดี ก็ไม่ว่ากันนะครับ เพราะเป็นสิ่งที่ควรรับฟัง

3. เจ้าหน้าที่ที่มาดูแลผม ขาดความรู้ของลักษณะอาการบาดเจ็บลักษณะแบบผม ทำให้เกิดเหตุการณ์แย่ๆ กับผมหลายครั้ง เช่นเวลาตะแคงตัวผม ไม่ให้ความสำคัญเรื่องศีรษะและคอของผม คือไม่ support เลยจนผมเจ็บคอมาก ถึงกลับร้องด้วยความเจ็บ ทั้งๆที่ผมพึ่งผ่าตัดมา

ทราบความทีหลังว่า ผู้ช่วยพยาบาลที่เข้ามาไม่รู้ว่าต้องระมัดระวังคอของผม

เรามาดูหลักการตรงนี้นะครับ ตามทฤษฎี ในการดูแลผู้ป่วยในลักษณะนี้คือมีการผ่าตัดที่คอ หรือควบคุมตัวเองไม่ได้ เช่นหลับอยู่-หมดสติ จะเปรียบผู้ป่วยเป็น " ท่อนซุง " ที่เปรียบอย่างนี้ เพื่อให้คนที่จะมาดูแลผู้ป่วยได้จินตนาการได้ว่า การตะแคงผู้ป่วย กับการตะแคง หรือหมุนท่อนซุงนั้น ต้องให้คงสภาพของความเป็นท่อนซุง ดังนั้นแล้ว ถ้าตะแคงผู้ป่วยก็ต้องประคองศีรษะด้วย เพื่อให้การหมุนท่อนซุงนั้นสมบูรณ์ ไม่มีส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายถูกรั้งเอาไว้ หรือฝืนอยู่ ไม่ได้หมุนไปตามร่างกาย

ดังนั้นตามหลักการนี้ ผู้ช่วยฯ ที่เข้ามาดูแลผมก็ถือว่าผิดพลาดอย่างมากแล้ว ผมจำได้เลยว่า พี่คนนี้ปฏิบัติผิดพลาดอย่างนี้กับผมถึง 2 ครั้ง เพียงแต่ครั้งแรก น้องสาวผมอยู่ใกล้ จึงเข้ามาประคองศีรษะผมไว้ทัน วินาทีนั้นน้องสาวผมก็บอกให้พี่เขาระวังแล้ว

แต่ความรู้สึกบอกได้เลยครับว่า พี่เขาแทบจะไม่สนใจ สีหน้าเหมือนกับว่า "ผู้ป่วยคนนี้ โอเวอร์ไปได้" ประมาณนั้น ที่คิดได้อย่างนี้ เพราะวันรุ่งขึ้นพี่เขายังไม่ระวังอีก เหมือนเดิมครับ ผม comment ไปกลับกลายเป็นว่า พี่คนนั้นหายไปเลย

ทั้งๆ ที่ผมไม่เคยพูดซักคำว่า ไม่ให้พี่คนนี้เข้ามาทำอีก หรือโมโหโวยวาย ก็ comment ดีๆ ลองคิดตามดูนะครับ เหตุการณ์นี้หมายความว่าอย่างไร

ถ้าพี่คนเดิม (ซึ่งอายุมากแล้ว น่าจะ 40 ปีขึ้นไป) กลับเข้ามาดูแลผมในครั้งต่อไป พูดยิ้มแย้มกับผมว่า " ขอโทษนะคะ คราวนี้จะระมัดระวังที่คอให้ ไม่พลาดแล้ว " ผมจะรู้สึกดี และคิดว่ามันต้องอย่างนี้ แต่นี่พี่เขาหายไป

คิดไปได้ว่า ถ้าเขารำคาญผมจึงไม่มา "ไม่ดงไม่ดูแล้ว คนไข้คนนี้เรื่องมาก ทำอะไรก็ไม่ถูกใจไปหมด อะไรก็ฟ้อง ก็ฟ้อง " นั่นหมายถึงโรงพยาบาลนี้ นอกจากจะมีพนักงานที่มีทัศนคติที่ไม่ดีกับคนไข้แล้ว (ซึ่งจริงๆ แล้วคนไข้ของโรงพยาบาล คือลูกค้าในเชิงธุรกิจ) ผู้บังคับบัญชายังไม่สามารถควบคุมลูกน้องได้ แสดงว่าการบริหารมีปัญหา

แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ผมว่าอาจจะเป็นเกือบทุกโรงพยาบาลด้วยซ้ำ คิดอีกทีในบริษัทเอกชน หรือโรงงานต่างก็เจอปัญหานี้เหมือนกัน คือปัญหาเรื่อง position ที่ขัดแย้งความรู้สึกกับ senior หมายถึง นางพยาบาลที่มาใหม่ หรืออายุงานน้อยกว่า หรืออายุน้อยกว่า ที่มีวิชาชีพโดยตรง ซึ่งมีตำแหน่งสูงกว่า ผู้ช่วยพยาบาลที่อยู่มานาน และมีอายุมากกว่า แต่ว่ากล่าวตักเตือนลำบาก หรือไม่ได้ หรือหูทวนลม เพราะฉันทำมามากกว่าเธอ เธอจะไปรู้อะไร

ไม่รู้ว่าผมคิดเยอะไปรึเปล่า แต่ที่นี่ ผมรู้สึกอย่างนั้น ดังนั้นหลักการบริหารต้องแน่น ต้องเคร่งครัด องค์กรก็จะเกิดความชัดเจน บริการก็จะดี

และจากคำพูดที่ว่า " ไม่ทราบว่าผมมีปัญหาที่คอ " แสดงว่าทีมงานไม่มีการ meeting หรือพูดคุยทำความเข้าใจกันในกรณีของผม ทั้งๆ ที่ผมเป็นผู้ป่วยในรอบ 6 ปีที่มีอาการบาดเจ็บลักษณะนี้

4. ผมขอเปลี่ยนคุณหมอที่ดูแลผมเป็นท่านอื่น กลับได้รับการปฏิเสธ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว แพทย์แต่ละท่านมีความเชี่ยวชาญต่างกัน มีทั้งแพทย์รักษาทั่วไป หัวใจ กระดูก ตา-คอ-หู-จมูก กระเพาะปัสสาวะ หรือแม้แต่ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการติดเชื้อ ดังนั้นถ้าหมอที่ดูแลไม่มีความเชี่ยวชาญก็น่าจะส่งต่อให้คุณหมอท่านอื่นได้ อย่าฝืนรักษา

การถูกปฏิเสธที่ผมได้ยิน มันง่ายมากเลยครับ " ที่นี่ไม่เคยมีเหตุการณ์อย่างนี้ คงทำอย่างที่ขอไม่ได้ " หมายถึงไม่เคยมีคนไข้มาขอเปลี่ยนหมอที่ดูแล ดังนั้นจึงไม่เคยเปลี่ยนหมอ

ถ้าอย่างนั้น " ผมขอเพิ่ม คุณหมอที่จะมาดูแลด้านการติดเชื้อโดยตรงได้ไหมครับ "

" ก็ไม่ได้เหมือนกันคะ เพราะไม่เคยเกิดเหตุการณ์อย่างนี้เหมือนกัน " คือคำตอบที่ผมได้รับ

ผมงงมาก พยายามจะคิดแก้ปัญหา แต่ในใจก็คิดนะครับ ที่นี่เป็นโรงพยาบาลหรือเปล่า ผมไม่มีสิทธิ์เลือกทางรอดของชีวิตของตัวผมเองได้เลยหรือ ในเมื่อ คุณหมอมาพูดกับคุณแม่ผมว่า จะใช้ยาแรงที่สุดที่มีในวงการเพื่อลองรักษาการติดเชื้อครั้งที่ 4 ของผม และยังพูดว่า " ถ้าคราวนี้ไม่หาย ผมก็จนปัญญา คงต้องไปรักษาตัวที่บ้าน "

แล้วชีวิตผมละครับ ภาระที่ผมมี คนรักที่รอผมอยู่ ครอบครัว แม่และน้องๆ รวมถึงความใฝ่ฝันด้านการงานที่ผมตั้งใจไว้ และอีกหลายๆ อย่างที่ผมวางแผนชีวิตไว้ แค่ผมเป็นทุพพลภาพยังไม่พออีกเหรอ จะปล่อยผมกลับไปตายที่บ้านด้วยอีกต่างหาก

แล้วผมก็ขอเพิ่มหมอเฉพาะทางด้านการติดเชื้อ ก็ยังไม่ให้อีก คืนนั้นเครียดกันหมด คิด... คิด... แล้วก็คิด... จากนั้นปรึกษากันว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ สาเหตุคืออะไร มันไม่ควรจะเป็นอย่างนี้

สิ่งเดียวที่คิดได้ตอนนั้นครับ ต้องเป็น สิทธิ์ประกันสังคม แน่ๆ ที่เป็นต้นเหตุของคำพูดต่างๆ ของหมอและนางพยาบาล เพราะเคยได้ยินมาว่า เวลาใช้สิทธิ์ประกันสังคม ห้ามเปลี่ยนหมอที่ดูแล

ผมคิดเลยเถิดไปถึงการได้รับการดูแลจากพยาบาลด้วย ว่าที่ดูแลไม่ดี ไม่ใส่ใจ เพราะใช้สิทธิ์ประกันสังคมรึเปล่า

5. ทั้งๆ ที่ทางเราได้เซ็นต์เอกสารยอมรับส่วนต่างค่าใช้จ่ายนอกเหนือประกันสังคมไปแล้ว แต่มันก็คงไม่ช่วยอะไร เพราะผมได้กลายเป็น "นายปรีดา นามสกุลใช้สิทธิ์ประกันสังคม " ไปแล้ว ทำให้ไม่ว่าผมจะไปอยู่ตรงไหน หรือส่วนไหนของโรงพยาบาล เรื่องนี้ก็เป็นเงาตามตัวผมตลอด

6. หลังจากวิเคราะห์กันแล้ว จึงตัดสินใจ ขอย้ายโรงพยาบาล แต่จะย้ายไปที่ไหนดี เพราะกลัวโรงพยาบาลไปเลย ช่วงเวลาเดียวกันนั้นเองที่

คุณแม่ผมได้บังเอิญได้ไปพบ คุณหมอกำธร ที่ปัจจุบันไปประจำอยู่ที่โรงพยาบาลพญาไท 1

คุณแม่ผมดีใจมากรีบเข้าไปทักทาย และเล่าถึงอาการเจ็บป่วยของ "อาม่า"(หมายถึงยายในภาษาจีนครับ) และของผมอย่างกังวลใจ เบื้องต้นจึงได้พาอาม่ามารักษาที่พญาไท 1 ปรากฏว่าคุณหมอสามารถวิเคราะห์สาเหตุของโรค และหาแนวทางรักษาได้ดี จนอาการดีขึ้นภายใน 2-3 วัน

(ระหว่างที่ผมอยู่โรงพยาบาลเกือบ 2 เดือน อาม่าผมเข้า-ออก โรงพยาบาลแห่งที่ 2 นี้ถึง 3 ครั้ง ก็อย่างที่ผมเคยเขียนตั้งแต่ในช่วงตอนแรกๆ ละครับ ที่ รพ. ที่ 2 นี้คุณแม่ผมสนิทและไว้ใจกับหมอ เพราะมารักษาตลอด 15 ปี คือยึดติดโรงพยาบาล ทั้งๆ ทีหมอก็ไม่ใช่ท่านเดิม)

เราจึงปรึกษากันว่า จะย้ายไปที่ "พญาไท 1" แน่นอน 1 สัปดาห์ผ่านไป เมื่อรอดูสถาณการณ์แล้วอะไรๆ ก็ไม่ดีขึ้น เราแจ้งกับคุณหมอ ขอย้ายไปพญาไท 1 กลับถูกชักชวนให้อยู่ต่อ โดยอ้างว่าถ้าย้ายไปแล้วจะต้องเสียเงินเยอะมาก เพราะจะใช้สิทธิ์ประกันสังคมไม่ได้

แต่เงินไม่ใช่เหตุผลของการที่จะรักษาตัวที่นี่ "ชีวิต" ต่างหากที่สำคัญที่สุด

หัวหน้าพยาบาลเข้ามาหาผมที่ ห้องฝึกทำกายภาพบำบัด พยายามอธิบายให้ผมฟังด้วยเหตุผลต่างๆ เพื่อให้อยู่ต่อ แต่แล้วก็ยังพูดประโยคสำคัญขึ้นมาครับ

" ตอนนี้ทางเราคุยกันแล้ว จะหาหมอ consult เพิ่มให้ แต่ต้องรอให้อาการติดเชื้อที่กระเพาะปัสสาวะนั้น ไปที่กรวยไตก่อน "

ในใจผมนึกทันที " พรุ่งนี้ ต้องรีบย้ายทันที ชีวิตผมต้องมาฝากกับ รพ. ที่ไร้ความรับผิดชอบแบบนี้ไม่ได้ ผมต้องรอด ผมต้องอยู่ต่อไป "

ผมขอหยุดแทรกความคิดตรงนี้นิดนึง เพื่อให้ผู้อ่านได้ฉุกคิด ในบางครั้งให้เชื่อความรู้สึก หรือสัญชาติญาณของเราเองบ้าง เพราะหมอบางคนก็มี ego มากเกินไป ไม่ใช่ว่าไม่ให้ไม่เชื่อคุณหมอนะครับ แต่ถ้าเราสงสัย มีคำถาม เอะใจ กังวลใจ ต้องการคำอธิบาย และเหตุผล เราก็มีสิทธิ์ถามครับ และคุณหมอที่ดีก็ต้องอธิบายได้ และยอมรับฟังความคิดเห็นของคนไข้หรือญาติคนไข้บ้าง

ส่วนเรื่องประกันสังคม จริงๆ แล้วถ้าโรงพยาบาลที่เราใช้สิทธิ์ได้ (ผมลืมบอกไปว่า ตอนระบุขอใช้สิทธิ์นั้น ผมแจ้งใช้สิทธิ์ที่ รพ. ที่ 2 นี้ครับ เพราะที่นี่รักษา OPD. หมายถึงผู้ป่วยนอก ดีมากครับ แต่ใครจะไปนึกว่าต้องมาใช้สิทธิ์ผู้ป่วยใน แถมเป็นทุพพลภาพอีกต่างหาก) ยอมทำเรื่องส่งตัวไปทีพญาไท 1 ให้ก็ได้เช่นกัน

ต่อจากนั้นผมถึงทราบว่า ที่พญาไท 1 ไม่ได้เข้าร่วมกับประกันสังคม จึงใช้สิทธิ์ไม่ได้ เรื่องนี้น่าจะเป็นเหตุผลที่หัวหน้านางพยาบาลพยายามอธิบายว่าไปใช้สิทธิ์ไม่ได้มากกว่า

ตอนนี้ทาง รพ. ที่ 2 ก็ตกลงยินยอมให้เราย้ายไปพญาไท 1 แล้ว พรุ่งนี้ก็ย้ายแล้วครับ ผมดีใจมาก

ขอโทษที่ตอนนี้ยาวมากๆ ครับ


ขอบคุณครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล
mobile : 086-314-7866
email : preeda.limnontakul@gmail.com
update : April 9, 2007

ความสำคัญของกายภาพบำบัด

คุณรู้ไหม ทุกวันนี้ ผมยังทำกายภาพบำบัดอยู่ เวลาก็ล่วงเลยมาแล้ว 5 ปี กับอีก 5 เดือน ถึงจะลดจำนวนวัน/สัปดาห์ ลง แต่กิจกรรม หรืองานที่ทำเป็นประจำทุกวันก็เหมือนทำกายภาพบำบัดไปด้วย ก็เป็นเพราะว่า ผมให้

" ความสำคัญของ การทำ กายภาพบำบัด "

ทราบอย่างนี้แล้ว ลองอ่านข้อมูลของผม เกี่ยวกับการทำกายภาพบำบัดกันครับ

เริ่มจากช่วงแรกในโรงพยาบาลที่ 2 ที่ นักกายภาพบำบัดดูแลผมด้วยการทำ passive ให้กับร่างกายของผม (passive คือนักกายภาพบำบัดช่วยทำให้เราฝ่ายเดียว เช่น ขยับช่วงขา ขยับแขน เพื่อลดอาการเกร็ง) สอนเรื่องฝึกหายใจที่ท้อง (ผมไม่แน่ใจว่าคือบริเวณกระบังลมใช่หรือไม่ รอผู้รู้เข้ามา comment อยู่ครับ)

หลังจากที่แขนของผมมีอาการเกร็งลดลง ก็เริ่มทำกายภาพบำบัดแบบ active คือผมมีส่วนร่วมในการทำกายภาพบำบัดด้วย เช่น ในขณะที่นักกายภาพบำบัดดึงแขนผมเพื่อกางออก โดยมีศอกเป็นจุดหมุน ผมก็ต้องพยายามต้านแรงของนักกายภาพบำบัด

เมื่อคอของผมดีขึ้น ก็ต้องย้ายไปทำที่ ห้องฝึกกายภาพบำบัด ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีอุปกรณ์ และเครื่องมือ ครบชุด ทำให้ได้รับการทำกายภาพบำบัดได้ดีกว่า นักกายภาพบำบัดไปทำให้ที่ห้องพิเศษ

โปรแกรมในการฝึกแรกๆ ที่ห้องฝึกกายภาพบำบัด

1. ทำ active ด้วยการต้านแรง การกางแขนออก กับนักกายภาพบำบัด

2. ทำ active ด้วยการนอนหงาย ชูแขนขึ้นในแนวดิ่ง พับข้อศอกลงมา โดยทิ้งมือไว้ใกล้ๆ ศีรษะ จากนั้นให้พยายามยกแขนขึ้น เพื่อให้เหยียดตรง ยากมากครับ ยกเท่าไหร่ก็ไม่ขึ้น

3. ผมจะได้รับการกระตุ้นไฟฟ้า ที่บริเวณแขน และขา

4. ผมต้องฝึกยืน บนเตียงฝึกยืน หรือ เตียง Tilt โดยเริ่มจากนอนหงายราบ และค่อยๆ กดรีโมทให้เตียงค่อยๆ ตั้งขึ้น จุดหมุนคือบริเวณกึ่งกลางเตียง แค่ 30 องศาผมก็หน้ามืดแล้วครับ เห็นดาวเต็มไปหมด

บางครั้งก็ได้ 45 องศา แต่น้อยครั้งครับ ส่วนใหญ่จะไม่ไหว ต้องรีบหมุนลง จนย้ายโรงพยาบาลก็ไม่เกิน 45 องศาครับ ระหว่างการยืน ผมจะลดปัจจัยที่ทำให้หน้ามืดด้วยการดื่มนม หรืออาหารว่างก่อนการยืน ซึ่งก็ช่วยได้เหมือนกัน

5. ผมต้องฝึกการหายใจด้วยการเป่าลมจากปาก เข้าอุปกรณ์ tri-flow

6. เนื่องจากกลัวว่าจะกระทบกับการผ่าตัดที่คอ จึงแค่ออกแรงที่คอในลักษณะ กดศีรษะลงบนเตียงขณะนอนหงาย

7. พยายามหันหน้าไปทางด้านซ้าย และขวา ช้าๆ

8. ยกแขนขึ้น-ลง เพื่อฝึกการเคลื่อนที่ของหัวไหล่

9. ได้รับการดัดนิ้ว (ถือว่าเป็น passive)

10. ได้รับการทำ passive ช่วงขาทั้งกางออก และยกขึ้น-ลง งอเข่า เป็นต้น

ผมจำได้เท่านี้ แต่ก็น่าจเกือบครบ หรือครบ เบ็ดเสร็จ ตั้งแต่ออกจากห้อง จนกลับมาที่ห้องพิเศษ ก็ 2 ชั่วโมงพอดี

ตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่ ดูว่าช่วงเวลาที่ได้ทำกายภาพมจะพอใจมากที่สุด เพราะมีความรู้สึกถึงความจริงใจของนักกายภาพบำบัด และผู้ช่วยที่มาดูแล ไม่ว่าจะคนไหนก็ตาม

ผมให้ข้อมูลเพิ่มเติมนะครับ ไม่น่าเชื่อว่า ผมจะเป็นผู้ป่วยที่เป็นกรณี spinal cord injury ระดับ C6-7 ในรอบ 6 ปี ของโรงพยาบาลนี้ มิน่าล่ะเจ้าหน้าที่ของที่นี่จึงดูแลผม เหมือนไม่มีประสบการณ์ (ยกเว้นเรื่องการทำกายภาพบำบัดนะครับ เพราะที่นี่จัดอยู่ในเกณฑ์ที่ผมพึงพอใจ เพราะเป็นเรื่องแปลกที่ พอผมย้ายไปที่ โรงพยาบาลพญาไท 1 แล้วผมกลับไม่ขอรับการทำกายภาพบำบัดจากที่นี่ ไม่ใช่ว่าพวกเขาทำไม่ดี ผมไม่รู้หรอกว่ามาตรฐานคืออะไร ดีไม่ดีเป็นอย่างไร แต่เพราะผมไม่พึงพอใจ จึงไม่ทำ)

และช่วงเวลาที่ผมให้ความสำคัญกับการทำกายภาพบำบัด ก็ต้องแลกกับ การขยายขนาดของแผลกดทับ เพราะผมไม่รู้พิษสง ความร้ายแรงของมัน

กล่าวคือ เนื่องจากผมนอนหงายที่ห้องพิเศษ 6-8 ชั่วโมง แต่ผมก็อยากมาทำกายภาพบำบัดมากๆ ดังนั้นลองนึกถึงท่ากางขาซิครับ แผลคงอักเสบมากขึ้น แถมใช้เวลาถึง 2 ชั่วโมง ก็คือได้อย่าง-เสียอย่าง แต่จริงๆ แล้วผมมองว่าน่าจะเป็นหน้าที่ของทีมพยาบาล ทีไม่ให้คำแนะนำที่ถูกต้องเพราะกลัวผม ไม่รู้จะกลัวผมไปทำไม

มีเรื่องตลกแทรกอีกเรื่องแล้วครับ รู้ไหมครับทีมพยาบาลที่นี่กลัวผมมาก ถึงขนาดว่าผมเคยกำลังสอนงานน้องสาวอยู่ ด้วยกล้องอัดวีดีโอ sony ปรากฏว่าพวกนางพยบาบาล และผู้ช่วยหลบกันใหญ่ ผมมารู้ทีหลังว่า พวกเธอกลัวว่าผมจะถ่ายเก็บไว้เป็นหลักฐาน เพราะมีข่าวว่าจะมีญาติคนไข้ ฟ้องร้องโรงพยาบาล ซึ่งจริงๆ แล้วก็มีคนฟ้องจริงๆ แต่ไม่ใช่ผม เป็นห้องข้างๆ ก็สมควรครับ เพราะเขาเข้ามารักษาดีๆ ด้วยโรคปวดหัว กลับกลายเป็นติดเชื้อรุนแรงจนเป็นอัมพาตทั้งตัว กรอกตาได้อย่างเดียว พูดก็ไม่ได้ แต่โดยความเป็นจริงแล้ว ผมก็ไม่ทราบรายละเอียดอะไรของผู้ป่วยกรณีนี้หรอกครับ ลำพังตัวเองยังจะเอาตัวไม่รอด

ผมใกล้จะย้ายโรงพยาบาลแล้วครับ เพราะหมอบอกผมว่า ผมติดเชื้อรอบที่ 4 แล้ว ครั้งนี้เขาจะใช้ยาแรงที่สุด ถ้ารักษาไม่ได้ หมอก็หมดทาง เป็นไงครับชีวิตผม ผมเริ่มเซ็งแล้ว ไหนจะติดเชื้อที่กระเพาะปัสสาวะ ไหนจะแผลกดทับที่ก้นกบที่ก็ติดเชื้อเหมือนกัน แถมสีเริ่มเขียว ถ้าจะยู่ที่นี่ต่อไม่ได้แล้ว

คราวหน้าครับ คงถึงเหตุการณ์ที่ทำให้ผมตัดสินใจย้ายโรงพยาบาลครับ



ขอบคุณครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล
mobile : 086-314-7866
email : preeda.limnontakul@gmail.com
update : April 8, 2007

สิทธิ์กรมธรรม์ประกันภัยรถชั้น 1

ผมเคยพูดถึงการทำประกันภัยรถชั้น 1 ในตอน "ลางสังหรณ์ตลอดมา" ว่าได้เลือกทำประกันแบบให้สิทธิ์เงินชดเชยค่าความคุ้มครองรักษาพยาบาล และเสียชีวิตหรือทุกพลภาพ รายการละ 100,000 บาทรวมเป็นเงิน 200,000 บาท ซึ่งถือว่าเป็นการประกันรูปแบบหนึ่ง

พอพูดเรื่องประกันนะครับ ทำให้ผมอยากจะแบ่งปันประสบการณ์เรื่องนี้ให้ต่างคนต่างวิเคราะห์กันเอาเอง ผมขอให้คนที่ยังมีโอกาสจะทำประกันได้ ทุกรูปแบบ เช่น ประกันชีวิต(สำคัญมาก) ประกันภัยรถ ประกันภัยบ้าน ประกันการขนส่ง หรืออื่นๆ ให้มองว่า การเสียเบี้ยประกัน ก็ไม่ต่างอะไรกับต้องซื้อบ้าน ซื้อรถ จ่ายค่าเทอมการศึกษา คือหมายถึง เป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องจ่าย อย่าเสียดาย

ทุกวันนี้ ผมอยากจะทำประกันอะไรก็ไม่ได้ เพราะเป็นทุพพลภาพ จึงอยากให้ทุกคนให้ความสำคัญเรื่องนี้

งั้นขอเข้าเรื่อง "สิทธิ์กรมธรรม์ประกันภัยรถชั้น 1" นะครับ

หลังจากที่ผมไปอยู่ห้องพิเศษได้ประมาณ 3 สัปดาห์ทางเราได้พยายามติดต่อไปที่บริษัทประกันภัยรถ และให้ทางโรงพยาบาลประสานงานให้ ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ถ้าจำไม่ผิด มีการจัดลำดับขั้นตอนการทำเรื่องหักค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลตามลำดับดังนี้

1. เงินจาก พรบ.คุ้มครองผู้ขับขี่หรือประสบเหตุ จำนวน 50,000 บาท

2. เงินจากความคุ้มครองรักษาพยาบาล ประกันภัยรถชั้น 1 จำนวน 100,000 บาท

3. เงินชดเชยจากประกันสังคม

ปรากฏว่าในส่วนของเจ้าหน้าที่ประกันภัยรถ วิเคราะห์ว่า (อาจจะเป็นประสบการณ์ส่วนใหญ่ของเขาก็ได้) การที่ผมเกิดอุบัติเหตุ ช่วงเวลา ตี 4 กว่าๆ นั้นใกล้เคียงกับ คนที่ไปกินเหล้า เมายา ตามสถานเริงรมย์ แล้วเกิดเหตุขณะกำลังเดินทางกลับ หรือจะไปไหนต่อก็ไม่รู้

จึงพยายามซักถามถึงการดื่มเหล้า ซึ่งผมก็ยืนยันไปว่า ผมไม่ดื่มเหล้า ไปตรวจสอบดูได้ ทั้งที่ทำงาน ที่มหาวิทยาลัย หรือที่โรงเรียน รู้สึกว่า เขาจะไปตรวจสอบที่ ที่ทำงานด้วย

มาเยี่ยมผมอีกรอบ ก็ยังคงพูดเรื่องนี้อีก บอกผมว่าทำไมถึงย้ายจากโรงพยาบาลที่ 1 มา มีอะไรรึเปล่า (คงจะประมาณว่า ที่แรกไม่สนิท ที่ที่ 2 สนิทด้วย แล้วจะมาปกปิดเรื่องการดื่มเหล้าให้หรือเปล่า)

ผมโกรธเลยครับ แต่พูดดังไม่ได้ เจ็บคอ ทำอะไรก็ไม่ได้ หมายถึงจะออกท่าทางก็ไม่ได้ นอนนิ่งๆ ขยับได้นิดหน่อย เพราะเขายังพูดในลักษณะว่าทำไม ไม่มีรายงานว่าผมไม่ได้ดื่มเหล้า จึงบอกเขาไปว่า เขาทำงานมานานแล้ว ถ้าดื่มเหล้า โรงพยาบาลก็จะบันทึกไว้ ถ้าไม่มีบันทึกก็แสดงว่าไม่ได้ดื่ม

ผมคิดเอาเองว่า ไหนๆ ก็ต้องจ่าย เลยลองมาแหย่ๆ ดูเท่านั้น เผื่อฟลุ๊ค คงไม่มีอะไรมาก

เมื่อถามถึง เงินชดเชย เพราะทราบแล้วว่าผมเป็นทุพพลภาพ เขาว่าต้องทำเรื่องอีก คงไม่ใช่ตอนนี้ที่จะชดเชยให้ (เรื่องนี้ผมขอพูดถึงเลยละกัน เงินส่วนี้ผมต้องทวงถามหลังเกิดเหตุถึง 2 ปีจึงได้ ช่วงแรกบ่ายเบี่ยงด้วยซ้ำ แต่เพราะผมอ้างอิงว่าจะทำหนังสือร้องเรียน ไปที่กรมการประกันภัย ตามคำแนะนำของเพื่อน เขาถึงกับรีบทำเรื่องให้เรียบร้อย เพราะเพื่อนผมบอกว่าถ้ากรมการประกันภัยเอาเรื่อง อาจถูกปิดบริษัทได้)

จะเห็นว่าในบางเรื่องที่ใกล้ตัวเรา ก็จำเป็นต้องเรียนรู้ในระยะสั้นด้วย เพื่อจะได้ไม่ถูกเอาเปรียบ และเป็นการรักษาสิทธิ์ของเราด้วย

หมดเรื่องเงินๆ ทองๆ ไปอีกเรื่อง ส่วนเรื่องการชดเชยจากเงินประกันอุบัติเหตุ ของ AIA และ ไทยาพาณิชย์ คงจะกล่าวถึงอีกทีตอนที่ย้ายไปโรงพยาบาลพญาไท 1 เพราะได้รับสิทธิ์ช่วงนั้น

ผมลืมไปอีกเรื่องหนึ่งฝากไว้เป็นข้อคิด ก็คือเรื่อง พรบ. กับประกันภัยรถชั้น 1 เราควรจะทำพร้อมกัน เอ! ไม่ใช่ครับ ไม่จำเป็นต้องทำพร้อมกัน แต่ควรทำบริษัทเดียวกัน เผื่อว่าถ้าเกิดเรื่อง(หมายถึงทุกเรื่องที่ต้องเครม หรือบังเอิญมีผู้ประสบภัย) ก็จะทำให้เดินเรื่องง่ายขึ้น สะดวก เรื่องนี้เป็นเรื่องปลีกย่อย แต่ถ้าทำได้ ก็ถือว่าดีกว่าไม่ทำครับ

คราวต่อไปอยากขอพูดถึง การทำกายภาพบำบัด ที่พัฒนาขึ้น หมายถึงผมต้องทำมากขึ้นครับ


ขอบคุณครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล
mobile : 086-314-7866
email : preeda.limnontakul@gmail.com
update : April 8, 2007

การติดเชื้อในโรงพยาบาล

สำหรับในประเทศไทยแล้ว เรื่อง " การติดเชื้อในโรงพยาบาล " ดูจะเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว เพราะผมเคยได้ยินจากทั้งแพทย์ และนางพยาบาลว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา ขอย้ำนะครับ ผมกำลังรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลแห่งที่ 2

" ส่วนใหญ่ที่มารักษาที่นี่ ก็เห็นติดเชื้อกันทุกคน สบายใจได้ คุณปรีดาไม่ได้ติดเชื้อคนเดียว "

ผมงงมากๆ เลยว่าตกลงพวกเขาจะให้กำลังใจกับผม หรือมันเป็นเรื่องปรกติสำหรับที่นี่ แล้วที่โรงพยาบาลอื่น จะเป็นแบบนี้ไหม

ยิ่งนับวัน ดูแล้วอาการติดเชื้อของผมจะไม่ดีขึ้น นี่ก็เป็นครั้งที่ 2 แล้วครับที่คุณหมอแจ้งกับคุณแม่ผมว่า เปลี่ยนยาแล้วลองดูอีกทีว่าจะหยุดเจ้า "สูโดโมแนส" ได้ไหม แถมมันเริ่มชวนพรรคพวก เชื้ออื่นมาร่วมสมทบด้วย รู้สึกจะชื่อ "มาชา" หรือ "มาช่า" อะไรประมาณนี้ (คือชื่อเหมือนดารา-นักร้องครับ กำลังดังจากเรื่อง หนังสยองขวัญ "แฝด" อยู่พอดี ฉายแค่สัปดาห์เดียว โกยไปแล้ว 50 ล้านบาท อันนี้โปรโมทหนังให้ครับ)

ผมขอโทษนะครับ ลืมอธิบายว่าผมติดเชื้อที่บริเวณไหน พูดอยู่ได้ว่าติดเชื้อๆ แต่ไม่ยอมบอกว่าที่ไหน ผมขอสรุปถึงความเสี่ยงเรื่องกาติดเชื้อของผม (กรณีของตัวผมคนเดียว) เลยละกัน

1. อันดับแรก ผมคิดว่าคือการติดเชื้อที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ คือติดเชื้อที่ปอด ผู้ป่วยในกลุ่มทุกพลภาพ เนื่องจากอุบัติเหตุอย่างผม ถือว่าอยู่ในระดับสูง (ในประเทศไทยมีคนที่เป็นระดับสูงกว่าผม มีอีกเยะนะครับ ผมเคยเห็นในทีวี 2 คนในรายการ "เจาะใจ") ปอดจะไม่แข็งแรง สั่งเสลดไม่ได้ มักจะเริ่มติดเชื้อที่ปอดก่อนเลย คือแพทย์ต้องเฝ้าระวังเรื่องนี้มากๆ

แต่เป็นเพราะว่าผมพอจะมีความรู้ เรื่องนี้ แล้วอีกอย่างผมมีการเตรียมตัวก่อนจะมาดำรงตำแหน่ง "ผู้ทุกพลภายพถาวร" มาอย่างดีอยู่แล้ว จึงไม่เกิดปัญหาติดเชื้อในหัวข้อนี้ โดยผมปฏิบัติตัวอย่างนี้ครับ

A. ผมจะพยายามไม่ให้ร่างกายของผม ไปสัมผัสกับสิ่งของในโรงพยาบาล โดยเฉพาะมือ เพราะเราอาจเผลอนำมือมาสัมผัส หรือใกล้บริเวณอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับระทางเดินหายใจ เช่น จมูก หรือ ปาก

B. เวลานางพยาบาล หรือผู้ช่วย จะเข้ามาดูแลตัวผม ต้องสวมถุงมือก่อน (ขั้นตอนนี้สำคัญมากนะครับ สบายใจทั้ง 2 ฝ่าย เขาก็ไม่ต้องกลัวเราหรือเกรงใจ เราก็ไม่กลัวเชื้อโรคของโรงพยาบาลที่ติดตัวของเขา หรือเธอที่มาปฏิบัติกับเรา ) และเท่าที่ผมรู้มา ทุกโรงพยาบาลจะมีการฝึกสอน (training) ให้เจ้าหน้าที่ ล้างมือ และสวมถุงมือ เมื่อต้องปฏิบัติต่อผู้ป่วยทุกครั้ง ทุกคนอยู่แล้ว

.................................................................

ถึงตรงนี้ ผมขอแทรกนิดนึงครับ หลังจากที่ผมเจ็บป่วยคราวนี้ ทำให้ผมสนใจข่าวสารด้านการแพทย์มากขึ้น ผมเคยอ่านเจอว่า เชื้อโรคในโรงพยาบาลนั้นจะถูกสะสมอยู่แทบทุกพื้นที่ และเจ้าคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์นี่แหล่ะ ตัวดีนักเชียว เนื่องจากมันเป็นอุปกรณ์ที่มีปุ่มตัวอักษรมากมาย ที่ทำให้เชื้อโรคเข้าไปสะสม และหลบซ่อนได้ง่าย ทำความสะอาดลำบาก

แล้วลองนึกภาพตามนะครับ นางพยาบาลกำลังดูแลคุณอยู่ จู่ๆ มีผู้ช่วยมาตามว่าหัวหน้าเรียกด่วน เธอขอตัวคุณสักครู่เพื่อไปรับโทรศัพท์ เริ่มแล้วครับ ถุงมือที่พึ่งสวมเมื่อตะกี้ และกำลังจะปฏิบัติหน้าที่อะไรก็ไม่รู้ เช่น กำลังจะฉีดยาให้คุณ หรือกำลังจะป้อนข้าวคุณ หรือเปลี่ยนสายสวนให้คุณ หรือฟีด (feed) อาหารทางสายยางให้คุณ จะเสี่ยงต่อการสัมผัส และรับเชื้อมาจากโทรศัพท์ ที่เป็นตัวกลางสะสมเชื้อโรค และแพร่กระจายโดยมีมือของแต่ละคนเป็นพาหะนำเชื้อ

จากนั้นหัวหน้าของเธอก็ให้เธอหาข้อมูลที่ต้องการ เธอก็เอาโทรศัพท์หนีบที่หัวไหล่ (เห็นไหมครับเชื้อโรคแบ่งกองทัพไปฝังตัวที่ หัวไหล่เสื้อของเธออีก 1 กองพัน) จากนั้นเธอก็เอามือที่สวมถุงมือ (ซึ่งอีกสักประเดี๋ยว เจ้าถุงมือคู่นี้แหล่ะที่จะอาจจะกลายเป็นถุงมือพิฆาต นำเชื้อโรคต่างๆ ไปสัมผัสตัวคุณ) กดคีย์บอร์ด เพื่อดูข้อมูลในจอคอมพิวเตอร์ รีบแจ้งข้อมูลสำคัญนั้นให้หัวหน้าของเธอ แล้วเธอก็รีบวางโทรศัพท์ แล้วรีบเข้ามาหาคุณ และดูแลคุณต่อ

แล้วคุณจะไปทราบ หรือรู้อะไรเล่าครับ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ที่คุณไม่ได้เห็น มันเร็วมาก เธออาจจะหายไปแค่ 1 นาทีเท่านั้น แค่นี้คุณก็เสี่ยงต่อการรับเชื้อแล้วครับ

นี่เป็นเพียงจินตนาการของผมคนเดียวนะครับ คือสมอง createได้แบบนี้ครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล
ผู้เขียน และผู้ทุกพลภาพ

................................................................

C. ไม่ว่าจะเป็นญาติ หรือเพื่อน ที่เข้ามาคุยกับผม ผมจะกลั้นหายใจ คือให้ทุกคนพูดจนจบก่อน ซึ่งระหว่างที่ฟังผมจะกลั้นหายใจตลอด ก็ผมบอกแล้วว่าเตรียมตัวมาอย่างดี (ตั้งแต่เล็กๆ แล้วครับ ผมชอบกลั้นหายใจ อยู่ดีๆ ก็ฝึกกลั้นหายใจซะอย่างนั้น) เมื่อผมพูดโต้ตอบ หรือสนทนาจบ ก็กลั้นหายใจต่อ ดังนั้นยิ่งถ้าเป็นคุณหมอ นางพยาบาล หรือเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลผมยิ่งต้องเข้มงวดกับตัวเองเรื่องการกลั้นหายใจ โดยที่ทุกคนไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ

D. ใส้ที่ปิดปาก-ปิดจมูก (mask) ในบางสถาณการณ์ที่เราคิดว่าจำเป็น เช่นเมื่อมีคนมาเยี่ยมมากๆ ในห้อง หรือเมื่อมีคนเป็นหวัดมาเยี่ยมเรา เราไม่ควรเกรงใจ ขออนุญาตเขา ใส่ mask ทันทีเพราะเขานำเชื้อมาฝากแล้วก็ไป (บางทีให้เขาใส่ก็ได้) หรือเวลานอนผมก็ใส่ประจำ เพราะเราจะหายใจปกติ เราไม่สามารถกลั้นหายใจได้ เชื้อโรคมีอยูเต็มไปหมด อย่าคิดว่าอึดอัด ตรงนี้ก็ป้องกันได้เช่นกัน

ดังนั้นแล้ว ผมจึงไม่เคยติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจเลยแม้แต่ครั้งเดียว จนกระทั่งทุกวันนี้

2. เป็นการติดเชื้อที่กระเพาะปัสสาวะ เพราะผมต้องใส่สายสวน "สายโฟร์เล่" ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่มีมีลักษณะเป็นเส้นยางมีรูตรงกลาง 2 รู สีเหลือง ถูกสอดเข้าไปตามช่องของอวัยวะเพศชาย โดยใช้น้ำยาหล่อลื่นเพื่อลดการอักเสบ ให้เข้าไปถึงกระเพาะปัสสาวะ เมื่อกระเพาะมีแรงดันที่เกิดจากการสะสมของน้ำปัสสาวะ ก็จะไหลผ่านสายโฟร์เล่ออกไปยัง "ถุงเก็บปัสสาวะ" ภายนอกที่ต่อเชื่อมกันอยู่แล้ว เป็นระบบปิดเช่นนี้ตลอดเวลา

การติดเชื้อในหัวข้อนี้ ผมไม่รอดครับ ที่พูดว่าติดเชื้อๆ ในหลายๆ ตอนที่ผ่านมา ก็คือผมติดเชื้อที่กระเพาะปัสสาวะครับ เราลองมาดูปัจจัยในการติดเชื้อของหัวข้อนี้กันครับ

A. ขณะที่นางพยาบาลที่กำลังเปลี่ยนระบบปัสสาวะให้ (ประกอบด้วยสายสวน และถุงเก็บปัสสาวะ) ต้องใช้ชุดเปลี่ยนที่เป็นชุดเซ็ตฆ่าเชื้อ เห็นไหมครับชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าฆ่าเชื้อ ดังนั้นขั้นตอนการเปลี่ยนสายสวน และถุงเก็บปัสสาวะก็ต้องปลอดเชื้อด้วย จึงสรุปได้ว่าในขั้นตอนนี้ถ้าไม่ปฏิบัติให้ถูกต้อง ก็จะมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะได้

B. ขั้นตอนการเก็บปัสสาวะไปตรวจ-เพาะเชื้อ สืบเนื่องจากผมติดเชื้ออยู่แล้ว จึงต้องมีการนำปัสสาวะไปตรวจ ซึ่งวิธีที่ถูกต้องคือต้องใช้เข็ม-กระบอกฉีดยามาดูดปัสสาวะออกไป จึงจะทำให้ระบบปิดของการสวนปัสสาวะยังคงเป็นระบบที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่ยังต่ำอยู่ แต่เป็นเพราะที่นี่ ใช้วิธีถอดจุดเชื่อมต่อระหว่างสายสวน และถุงเก็บปัสสาวะออก แล้วใช้กระบอกฉีดยาดูดปัสสาวะออกมา ซึ่งวิธีนี้ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อสูงมาก เพราะทำให้ระบบปิด กลายเป็นระบบเปิด

C. เนื่องจากถึงผมจะเป็นผู้ทุพพลภาพ แต่อวัยวะในร่างกายไหนที่เป็นระบบอัตโนมัติ ก็ยังคงทำงานปกติ ผมจึงคิดว่าในส่วนอวัยวะเพศก็เช่นกัน ตั้งแต่ผมอยู่โรงพยาบาล จนถึงปัจุบันนี้มันยังสามารถขยายตัวได้ ดังนั้นเมื่อหดตัว พื้นที่สายโฟร์เล่จะยาวทำให้มีโอกาสที่เชื้อจะมาจับที่สายได้ เมื่ออวัยวะฯ ขยายตัวก็จะคลุมสายสวน ดังนั้นอาจทำให้ติดเชื้อจากสาเหตุนี้ได้อีกเช่นกัน (แต่ส่วนตัวแล้วคิดว่าจากสาเหตุนี้ น่าจะน้อย เพราะเราใส่กางเกงตลอดเวลา หรืออาจติดเชื้อขณะเจ้าหน้าที่ดูแลส่วนนี้ก็ได้)

D. ถ้าเราปล่อยให้ถุงเก็บปัสสาวะเต็ม จะส่งผลให้น้ำปัสสาวะที่อยู่ในกระเพาะปัสสาวะไหลลงมาไม่ได้ เชื้อแบคทีเรียจะสะสมในกระเพาะฯ จนแสดงอาการ อาการที่ว่าคือ เป็นไข้ขึ้นสูง 38-39.5 องศาเซลเซียส ซึ่งไม่ว่าเราจะระวังอย่างไรก็มีพลาดบ้าง

แต่ก็เป็นเพราะว่า ผมติดเชื้ออยู่ก่อนแล้ว ในข้อ D. จึงเป็นปัจจัยที่เลี่ยงไม่ได้ วิธีแก้ง่ายๆ คือต้องสร้างนิสัยว่า ไม่ต้องรอให้เกือบเต็มถึงจะเททิ้ง หรือกำหนดเป็นเวลา เช่นทุกๆ 6 ชั่วโมงต้องเททิ้ง เป็นต้น

3. การติดเชื้อที่แผล (แผลเปิด หรือแผลกดทับ) เพราะสุดท้ายผมก็หนีไม่พ้นที่ต้องมี "แผลกดทับ" เนื่องจากผู้ป่วยกลุ่มนี้มีพื้นที่ร่างกายส่วนใหญ่ที่ไม่รู้สึกตัว และสั่งการไม่ได้ ดังนั้นเมื่อนั่ง หรือนอนนานๆ ก็เสี่ยงที่จะเป็นแผลกดทับ จากน้ำหนักที่กดทับตามจุดร่างกายต่างๆ

ก็เป็นเพราะว่าผมเจ็บคอมาก และกำลังเครียดกับการติดเชื้อที่กระเพาะปัสสาวะ จึงทำให้บรรยากาศของเจ้าหน้าที่ เวลาเข้ามาดูแลผมจะอึมครึมกันไปหมด เวลาผมเจ็บคอผมก็จะให้น้องสาวเป็นคนขยับตัวให้ เนื่องจากผมระแวงผู้ช่วย และนางพยาบาลของที่นี่ จึงทำให้ไม่ค่อยมีใครอยากเข้ามาดูแลผม วันเวลาผ่านไป.....

ทำให้ผม และน้องๆ ที่ยังขาดความรู้ และประสบการณ์ในช่วงนั้น ไม่ได้ให้ความสำคัญเรื่อง "การพลิกตัว" หรือ "ตะแคงตัว" อีกอย่างเวลาที่เจ้าหน้าที่มาพลิกตัวให้ ผมจะเจ็บคอมาก และเคยทิ้งศีรษะผม ทำให้ผมเจ็บมากๆ จนผมไม่กล้าให้ทำ

จากสาเหตุทั้งหมด ทำให้ผมนอนหงายถึง 6-8 ชั่วโมงถึงจะได้รับการพลิกตัวจากญาติๆ ที่เปลี่ยนเวรมาดูแล เนื่องจากต้องใช้หลายคนดูแล

แผลกดทับของผมเริ่มขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ สีเริ่มมีสีเขียว มีกลิ่นนิดหน่อย และดูอาการติดเชื้อที่กระเพาะปัสสาวะจะไม่ลดลง มีไข้ตลอดเวลา ร้อนๆ หนาวๆ และนี่ก็ผ่านมา 1 เดือนครึ่งแล้ว

คราวหน้าผมขอพูดถึงเรื่องประกันก่อน เพราะเดี๋ยวจะข้ามเหตุการณ์สำคัญอีกอย่าง ที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน งั้นตอนนี้ผมขอแค่นี้ก่อน

ขอบคุณครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล
mobile : 086-314-7866
email : preeda.limnontakul@gmail.com
update : April 8, 2007

เรื่องประกันสังคม ที่ต้องตัดสินใจ

ผมคิดว่า " พี่นุช " คงรู้ว่าผมทำใจได้ เพราะว่าหลังจากที่แกบอกว่า ผมเป็นผู้ทุพพลภาพ ก็ให้ผมตัดสินใจเลยว่า ผมจะเลือกใช้สิทธิ์อะไร ระหว่าง สิทธิ์ประกันสังคม กับ สิทธิ์กองทุนเงินทดแทน เข้าหัวข้อได้เลยครับ

" เรื่องประกันสังคม ที่ต้องตัดสินใจ "

พี่นุชอธิบายให้ผมฟัง (แทนฝ่ายบุคคล ซึ่งจะมาหาผมหลังจากนี้) ว่า

สืบเนื่องจากอุบัติเหตุคราวนี้ เกิดขึ้นตอนตี 4 กว่าๆ ซึ่งไม่ใช่เวลาทำงานปกติ ถ้าเลือกใช้สิทธิ์กองทุนเงินทดแทน ถึงจะให้สิทธิที่ดีกว่า ได้เงินมากกว่า แต่ก็ต้องรอนาน เพราะต้องผ่านคณะกรรมการตัดสิน-พิจารณาก่อน

แต่ผมจำรายละเอียดไม่ได้ว่า กรณีของผมที่เกิดอุบัติเหตุนอกเวลางานปกติ จะต้องผ่านคณะกรรมการ หรือว่าทุกกรณี ถึงจะอยู่ในเวลางานก็ต้องผ่านการพิจารณาเช่นกัน

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผมก็ตัดสินใจเลือก ใช้สิทธิ์ประกันสังคม ตามที่พี่นุชเชียร์ เพราะผมก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผลดังนี้

1. สิทธิที่เป็นตัวเงิน ต่างกันไม่มากเท่าไหร่

2. ระยะเวลาการเบิกจ่ายเงินจะค่อนข้างเร็ว คือเดินเรื่องได้เร็ว เพราะขณะนั้นการใช้จ่าย สำคัญมาก

3. ไม่ต้องสอบสวน ผ่านคณะกรรมการ เนื่องจากเกิดเหตุนอกเวลางาน

รุ่งขึ้น เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคล ของบริษัท Berli Jucker ก็มาเยี่ยมและมาคุยรายละเอียดเกี่ยวกับการตัดสินใจใช้สิทธิ์ประกันสังคมของผม

พี่ที่บริษัทฯ อธิบายให้ฟังว่า บริษัทจะคงสภาพการเป็นพนักงานบริษัทฯ ให้ผมต่อ 3 เดือน เพื่อให้ทราบผลก่อนว่าผมจะเป็นผู้ทุพพลภาพถาวรแน่นอน เนื่องจากถ้าผมถูกระบุในใบรับรองแพทย์ว่า เป็นผู้ทุกพลภาพ ขณะยังเป็นพนักงานอยู่ จะได้รับเงินรายเดือน 0.5 เท่าของเงินเดือน

..................................................................

โดยปกติแล้ว ถ้าพนักงานบริษัท ถูกระบุว่า เป็นผู้ทุพพลภาพ หลังจากพ้นสภาพความเป็นพนักงานแล้ว จะได้รับเงินเดือนจากประกันสังคม ขั้นต่ำ 4,000 บาท (สี่พันบาทถ้วน)

แต่ถ้าถูกระบุว่า เป็นผู้ทุพพลภาพ ในขณะที่ยังเป็นพนักงานอยู่ จะเข้าเกณฑ์พิจารณา ได้รับเงินเดือนจากประกันสังคม 0.5 เท่าของเงินเดือน แต่ก็ยังคงได้รับสิทธิ์ขั้นต่ำ 4,000 บาท (สี่พันบาท) เช่นกัน

ยกตัวอย่างเช่น

ถ้าเงินเดือน 7,000 บาท, 0.5 เท่าของเงินเดือนเท่ากับ 3,500 บาท ก็ได้สิทธิ์ขั้นต่ำ 4,000 บาท

ถ้าเงินเดือน 12,000 บาท, 0.5 เท่าของเงินเดือนคือ 6,000 บาท จะได้รับสิทธิ์ 6,000 บาท

แต่หลักเกณฑ์ของประกันสังคม ไม่ว่าเงินเดือนจะสูงแค่ไหน ก็ถูกหักเงินเดือนเข้าประกันสังคม เทียบแล้วเท่ากับ หรือเปรียบเสมือนได้รับเงินเดือนเพียง 15,000 บาท เท่านั้น

ดังนั้น กรณีของผม ได้รับเงินเดือน 16,500 บาท, 0.5 เท่าก็คือ 8,250 บาท แต่จะรับได้เพียง 0.5 เท่าของเงินเดือนสูงสุดที่ประกันสังคมกำหนด คือ 15,000 บาท เท่ากับ 7,500 บาท (เจ็ดพันห้าร้อยบาทถ้วน)

ผมจึงจะได้รับเงินรายเดือน 7,500 บาท และได้รับสิทธิ์เบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล ค่าเวชภัณฑ์ได้อีกไม่เกินเดือนละ 2,000 บาททุกเดือน ถ้านำใบเสร็จของโรงพยาบาลมาเบิก ไม่ใช่ร้านขายยา

อย่างนี้ ถือว่าบริษัทฯ ได้ช่วยพนักงานแล้วอีกทางหนึ่ง


เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคล
Berli Jucker Co. Ltd. (Public)

....................................................................

แต่เนื่องจากแพทย์ สามารถออกใบรับรองแพทย์ ได้ทันทีว่าผมเป็น ผู้ทุพพลภาพ จึงจะรีบดำเนินการให้ได้ทันทีกับประกันสังคม

ผมขอเล่าแทรกนิดหน่อยนครับ ก่อนผมจะประสบอุบัติเหตุ มีรองผู้จัดการแผนกคนหนึ่ง รถคว่ำก่อนผม ประมาณ 4 เดือน อาการหนักมาก ไม่รู้สึกตัวเลย (ปัจจุบัน แกพึ่งเสียชีวิต ไปได้ประมาณ 1 ปีที่ผ่านมาด้วยอาการที่ก็ยังไม่รู้สึกตลอดมา) จากนั้น มี Sale Engineer อีกแผนกรถมอเตอร์ไซค์ชน จนขาหัก ต้องเข้าเฝือก และผมเป็นรายที่ 3

ทำให้ทางฝ่ายวิศวกรรมที่ผมอยู่ ตัดสินใจทำบุญเลี้ยงพระ เพื่อความสบายใจ และเป็นขวัญกำลังใจให้พนักงานทุกคน

แล้วพี่ฝ่ายบุคคลก็เล่าให้ฟังว่า หลังเกิดเหตุผมไม่นาน มีพนักงานหญิงของบริษัทในเครือ หลบมอเตอร์ไซค์เฉี่ยว แล้วล้ม หัวฟาดขอบฟุตบาท ทำให้กรอกตา ไป-มา ได้อย่างเดียว กรณีปรีดา ยังโชคดี ยังคุยกันรู้เรื่อง

ผมถือว่า เป็นการให้กำลังใจก็แล้วกัน

นี่ก็เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับ สิทธิ์ประกันสังคม ผมหวังว่าคงพอเป็นความรู้แก่ทุกคนได้ ผมจะเขียนอธิบายเพิ่มเติมในหัวข้อต่อๆ ไปตามลำดับขั้นตอน เพราะเรื่องประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับประกันสังคมยังมีอีกหลายประสบการณ์

คราวต่อไป ผมขอพูดถึง การติดเชื้อ เพราะตอนนี้อาการติดเชื้อเริ่มมีบทบาทสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วครับ


ขอบคุณครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล
mobile : 086-322-9307
email : preeda.limnontakul@gmail.com
update : April 8, 2007

จิตแพทย์ กับ ว่าที่ผู้ทุพพลภาพ

คราวนี้ผมก็จะได้กล่าวถึง อาจารย์หมอท่านหนึ่ง ซึ่งท่านเป็น แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวช ที่เข้าร่วมตรวจสอบ วินิจฉัย อาการของคุณหมอประกิตเผ่า ที่กำลังโด่งดังช่วงเวลาที่ผ่านมา

อาจารย์หมอ ศ.พญ. นงพงา ลิ้มสุวรรณ
หัวหน้าภาควิชาจิตเวชศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

ผมได้พบกับอาจารย์ หลังจากที่ผมมาอยู่ห้องพิเศษได้ 1 สัปดาห์ เพราะดูๆ แล้วเรื่องที่ผมดำรงตำแหน่ง " ว่าที่ผู้ทุพพภาพถาวร " จะดูเข้มข้นขึ้นทุกขณะ เป็นการพบกันครั้งแรกครับ เข้าหัวข้อได้พอดีครับ

" จิตแพทย์ กับ ว่าที่ผู้ทุพพลภาพ "

อาจารย์เริ่มพูดคุยด้วยการแนะนำตัว (แค่นี้ผมก็รู้สึกแปล่งๆ หมายถึง เริ่มสะกิดใจแล้วครับ) ตามด้วยเรื่องทั่วๆ ไป และเรื่องทัศนคติของผม อาจารย์อยูไม่นาน สักพักก็กลับ อาจารย์บอกว่า " พุธหน้าจะมาอีกครั้ง "

ผมเริ่มเก็บข้อมูลอย่างจริงจัง ว่าผมเป็นอะไรกันแน่

ถึงตรงนี้ ผมต้องเอ่ยถึง หัวหน้างานของผม " พี่นุช " พี่นุชเป็นผู้จัดการของผมเองที่บริษัท Berli Jucker ไม่น่าเชื่อครับ เพราะพี่นุช เป็นคนบอกความจริงให้ผมทราบเอง ไม่ใช่คุณแม่ผม ไม่ใช่แฟนผม หรือคุณหมอ ซึ่งก็เหมาะสมกับบุคคลิกของพี่นุชอยู่แล้ว ประกอบกับ พี่เค้ารู้จักนิสัยผมดี อีกคนเช่นกัน

จากความสงสัย จากเรื่องแปลกๆ จากกริยาท่าทาง จากการวิเคราะห์ และจากอะไรๆ อีกหลายอย่าง จนสุดท้ายจากปาก หรือ คำพูดของพี่นุชเอง

" ต๋อง พี่จำเป็นต้องพูดนะ ยังไงก็หนีความจริงไม่พ้น ตกลงว่าหมอ ลงความเห็นว่า แกจะเดินไม่ได้ แกทุพพลภาพ จริงๆ แม่แกไม่กล้าพูด พี่จึงต้องพูดเอง ที่ต้องพูดเพราะมันเกี่ยวข้องกับการที่ ต๋องต้องตัดสินใจว่าจะใช้สิทธิ์อะไร ระหว่าง สิทธิ์กองทุนเงินทดแทน หรือ สิทธิ์ประกันสังคม "

ผมจำคำพูดนุชได้ ไม่ละเอียดหรอกครับ แต่คงประมาณนี้ครับ

ทีนี้ผมก็กลายเป็น " ผู้ทุพพลภาพถาวร " (disable person) เต็มขั้นแล้วครับ คืนนั้นดูทุกคนจะไม่ค่อยกล้าพูดคุยกับผมอะไรมากนัก เพราะผมก็เงียบๆ ด้วย ก็คิดครับ คิดหลายเรื่อง คิดเยอะ คิด คิด คิด...........

ไม่ทันไรก็ครบอาทิตย์ ผมได้พบกับอาจารย์หมอนงพงา อีกครั้ง คราวนี้การสนทนากันค่อนข้างตรงประเด็น ผมตอบอาจารย์โดยรวมว่า

" เมื่อรู้ว่าเป็นก็เสียใจ แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องคิดต่อไปข้างหน้าว่า ผมเจ็บป่วยถึงระดับไหน ดีที่สุดเมื่อหายแล้วร่างกายจะเหลือเท่าไหร่ วิธีการดูแลตนเองต้องทำอย่างไร มีความเสี่ยงที่จะเจ็บป่วยด้วยโรคอะไรบ้าง "

อาจารย์เข้ามาพูดคุยไม่นาน ดูแล้วอาจารย์พอใจกับการสนทนา แล้วอาจารย์ก็กลับ

ไม่นานคุณแม่ผมก้เข้ามา บอกผมว่าอาจารย์หมอไม่มาแล้ว แกลงความเห็นว่า " ลูกมีสุขภาพจิตดีมาก ไม่เป็นอะไร ลูกรับได้ที่เป็นแบบนี้ "

ถ้าเป็นเรื่องนี้ แน่นอนครับ ผมเตรียมตัวมาอย่างดีเยี่ยมก่อนแปลงสถานะอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อต้องแปลงร่างเป็น " ยอดมนุษย์ ทุพพลภาพ " จึงใช้เวลาทำใจไม่นาน

แต่เรื่องสำคัญ ที่ต่อมาจะเป็นหนังเรื่องยาวของผม ก็คือ " การติดเชื้อ " ครับ ผมจำเป็นต้องได้รับยาปฏิชีวนะ เพื่อหยุดเชื้อแบคทีเรีย " สูโดโมแนส " (ไม่รู้สะกดถูกหรือเปล่า ส่วนภาษาอังกฤษ จำไม่ได้)

แต่คราวหน้าผมจะยังไม่ได้พูดถึง การติดเชื้อหรอกครับ ผมอยากคุยถึงเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งสำหรับทุกๆ คน คือเรื่อง " ประกันสังคม " ก่อน เพราะเป็นเรื่องที่เป็นปัจจัยหนึ่งเหมือนกัน ที่ทำให้อาการเจ็บป่วยของผม แทนที่จะเป็น " หนังโรง 2-3 ชั่วโมง " แล้วจบ ดันกลายเป็น " หนังซีรี่ย์ 20 ตอนจบ " ไปได้

ครับ งั้นตอนนี้ แค่นี้ก่อนนะครับ


ขอบคุณมากครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล
mobile : 086-314-7866
email : preeda.limnontakul@gmail.com
Date : April 8, 2007

รู้จักนักกายภาพบำบัด

วิชาชีพหนึ่ง ที่มีบทบาทสำคัญมากในความคิดของผม และในความเป็นจริงก็ควรจะเป็นอย่างนั้นด้วย เนื่องจากผู้ป่วยกลุ่มพิการ และทุพพลภาพ หรือมีอาการเจ็บป่วยที่จำเป็นต้องมีการฟื้นฟู ร่างกายในส่วนต่างๆ ต้องอาศัยคำแนะนำจาก " นักกายภาพบำบัด " ซึ่งในต่างประเทศถือว่าเป็นวิชาชีพที่มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีคุณวุฒิ ไม่ด้อยไปกว่าวิชาชีพใดเลยทีเดียว

งั้นเราลองมาทำความ " รู้จัก กับ นักกายภาพบำบัด " กันครับ

ที่ผมกล่าวถึงนักกายภาพบำบัดด้วยความรู้สึกเช่นนี้ ก็เพราะว่า ด้วยความเป็นคนที่เชื่อในเหตุ และผลของตัวผมเองแล้ว ทำให้ผมได้ความรู้ และคำแนะนำที่เป็นเหตุ เป็นผลจากนักกายภาพบำบัดมาก ในระดับที่ทำให้ผมเชื่อฟังคำแนะนำมากกว่าแพทย์ ในบางเรื่องนะครับ

โดยเฉพาะเรื่องร่างกายของผมที่คุณหมอบอกรายละเอียด ต่างจากนักกายภาพบำบัด (แต่หลังจากนั้น เมื่อเวลาผ่านมาสักระยะ ผมคิดเอาเองว่าคุณหมอคงจะให้กำลังใจผมมากกว่า จึงให้รายละเอียดไม่ตรงกับความเป็นจริง แต่ก็เพราะอาจจะเป็นไปได้อีกว่า ร่างกายของผู้ป่วยแต่ละคน ต่างกัน การฟื้นตัวต่างกัน คุณหมอจึงไม่กล้าสรุป หรือฟันธง เพราะผมก็ช่างซัก เสียเหลือเกิน)

มีเรื่องขำๆ ตลกๆ ในโรงพยาบาลเรื่องหนึ่ง สืบเนื่องจากว่า ผมเป็นคนช่างซัก-ถาม และน่าจะมีความเป็นไปได้ว่า ทางคุณแม่ผมอาจจะกำชับกับคุณหมอว่า ไม่ให้ผมรู้ความจริง เพราะกลัวว่าจะเสียใจ-รับไม่ได้ ที่จะกลายเป็นคนทุกพลภาพ

ดังนั้นเวลาคุณหมอเข้ามาเยี่ยมผมตอนเช้า แล้วผมเริ่มซักถาม คุณหมอจะค่อยๆ ก้าวถอยหลัง ทีละก้าวๆ แล้วก็สวัสดี ออกจากประตูไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ผมนึกถึงทีไร ก็จะขำขึ้นมาทุกที

คงจะเป็นเพราะว่า ได้ใกล้ชิดกับนักกายภาพบำบัด ได้มีโอกาสซักถาม ทำให้ได้รับคำอธิบายที่ทำความเข้าใจได้ และนักกายภาพบำบัดยังตอบข้อสงสัยให้ผมได้เกือบทั้งหมด สิ่งไหนที่ยังไม่สามารถตอบได้ ก็จะหาคำตอบมาให้ ผมจึงมีความรู้สึกถึงความสำคัญของนักกายภาพ และให้ความสำคัญกับ นักกายภาพบำบัด และ การทำกายภาพบำบัด

ที่โรงพยาบาลแห่งที่ 2 นี้เองที่ผมได้พบกับนักกายภาพบำบัด และได้รับรู้คำว่า " สิทธิ์ของผู้ป่วย 10 ข้อ " เพราะช่วงนั้น ผมเริ่มสนใจสิทธิ์ของตัวเอง เนื่องจากผมเริ่มติดเชื้อค่อนข้างรุนแรง ทำให้ผมกังวลใจ

เบื้องต้น ผมได้รับการทำกายภาพบำบัด ที่ห้องพิเศษ เพราะยังมีอาการเจ็บที่คออยู่ ช่วงแรกแขนและมือทั้งสองข้างของผมมีอาการเกร็ง และบิด จึงได้รับการดูแลในลักษณะ passive ก่อน คือเป็นการทำกายภาพในลักษณะที่ นักกายภาพบำบัดเป็นผู้กระทำให้ฝ่ายเดียว เพื่อลดอาการเกร็ง

ที่ช่วงขา ผมก็ได้รับการทำ passive ด้วยเช่นกัน

อีกเรื่องหนึ่งที่นักกายภาพบำบัดให้ความสำคัญ คือเรื่องการหายใจ ซึ่งสัมพันธ์กับปอด คือนักกายภาพบำบัดต้องการให้ผมฝึกปอดให้แข็งแรง เพราะจะส่งผลต่อระบบการหายใจ เช่น ถ้ามีเสลดซึ่งอาจลงปอดได้ จำเป็นต้องให้ปอดมีความแข็งแรงในระดับที่สามารถสั่งเสลดได้ (ทุกวันนี้ผมยังทำไม่ได้เลยครับ)

ผมต้องฝึกเป่าอุปกรณ์ชนิดหนึ่งเรียก " ไตรโฟลว์ ( tri-flow) " เพื่อให้เราฝึกช่วงการหายใจได้ยาวๆ และจะทำให้ปอดแข็งแรงขึ้น

ในเวลาเดียวกัน ผมเริ่มได้รับคำแนะจากนักกายภาพบำบัด ให้หายใจเข้าไปที่บริเวณท้อง เพราะเวลาต้องพูดนานๆ มากๆ ผมดูจะหายใจไม่ทัน (ปัจจุบันผมหายใจไปที่ท้องจนเป็นเรื่องปกติ ถ้าไปที่ปอด ให้ปอดขยายเหมือนคนทั่วไป ต้องตั้งใจ ถึงจะทำได้)

วันเวลาผ่านไป ผมติดเชื้อมากขึ้น หมายถึงมีอาการเป็นไข้ทุกวัน

ผมเริ่มมีแผลกดทับโดยไม่รู้ตัว ทีละนิด ทีละหน่อย มากขึ้น มากขึ้น

ผมเริ่มผิดสังเกตุกับอากัปกิริยา ของคนใกล้ชิด และเพื่อนๆ ที่มาเยี่ยม เพราะทุกคนรู้ว่าผมต้องเป็นทุกพลภาพแน่นอน

คำตอบที่ได้จากนักกายภาพบำบัดเรื่องร่างกายของผม มีทีท่าเกรงใจ หรือแปลกๆ ชอบกล

ผมเหมือนกลายเป็นนักสืบกลายๆ ยังไงไม่รู้ แถมเป็นนักสืบชั่วคราวที่ต้องนอนเฉยๆ ซะด้วย หันคอก็ไม่สะดวก

ชีวิตผมเริ่มท้าทายอีกแล้ว แต่อย่างไรก็ดี ดูจะยาวไปแล้ว เดี๋ยวจะเกินหัวเรื่อง " รู้จักนักกายภาพบำบัด " ขอจบตรงนี้ก่อนครับ

ขอบคุณครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล

mobile : 086-314-7866

email : preeda.limnontakul@gmail.com

Date : April 7, 2007